
ปทีปยันตำรวจไม่เกียร์ว่างพร้อมเข้าแผนกอ.รมน.
"สุเทพ"กร้าวห้ามรถอีแต๋นเข้ากรุงเด็ดขาด ย้ำชุมนุมได้หากไม่ขัดขวางจราจร แนะให้มารถบัส-รถโดยสารประจำทาง-รถไฟ สั่งตรวจเข้มบัตรประชาชน"กันต่างด้าว-ทะเบียนรถหวั่นขโมยมา"วอนพระสงฆ์อย่าร่วมอ้างไม่ใช่กิจของสงฆ์ อนุพงษ์บอกประกาศพรบ.มั่นคงขึ้นอยู่กับสุเทพ
(5มี.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) วานนี้(4 มี.ค.) ว่า เป็นการประเมินสถานการณ์และคิดหาทางแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งตนได้ฟังข่าวว่าผู้ที่จะมาชุมนุมตามการชักชวน ของบริวารของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา เขาจะใช้รถปิคอัพเข้ามามาก ตนคิดว่าคนที่วางแผนการชุมนุมตั้งใจที่จะใช้รถปิคอัพเข้ามามาก ๆ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในกทม.ในเรื่องของการปิดกั้นจราจร จึงอยากฝากไปถึงประชาชนที่จะมาร่วมชุมนุมว่า รัฐบาลไม่ได้ขัดขวางการชุมนุมเพื่อแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพของท่าน แต่การจราจรในกทม.ปัจจุบันก็หนักอยู่แล้ว ถ้ามีรถปิคอัพหรือรถยนต์เข้ามามากก็จะทำให้มีผลกระทบต่อระบบการจราจรของคนกทม. จึงอยากให้คำนึงถึงด้วย ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือ ขอให้เดินทางโดยรถบัส รถโดยสารประจำทางหรือรถไฟ จะสะดวกที่สุด
"หากจะนำรถส่วนตัวหรือรถปิคอัพมาก็ขอให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งตนได้สั่งการให้จัดหาสถานที่สำหรับจอดรถเหล่านี้ในบริเวณชานเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรในชั้นใน และจะประสานกับกระทรวงคมนาคมเพื่อจัดหารถบริการผู้ชุมนุม ที่จอดรถที่ชานเมืองให้เดินทางเข้ามาชุมนุมได้ โดยถ้ามาจากภาคเหนือ ภาคอีสานจะให้จอดรถไว้ที่ดอนเมือง และให้นั่งรถไฟฟรีมาลงที่ยมราชและเดินมาได้ ซึ่งจะค่อย ๆ ประกาศให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป ถ้ายังมีการนำรถมาจอดขวาง เกะกะการจราจร ผมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเตรียมรถยกมายกรถเหล่านี้ออกไปจากการขัดขวางจราจร และผมได้บอกไปแล้วว่าการยกรถนี้บางทีอาจต้องมีการบุบสลายบ้าง ต้องเสียหาย และบริษัทประกันทั้งหลายอาจจะไม่จ่ายค่าซ่อม เจ้าของรถก็จะเดือดร้อน ก็ขอให้ไตร่ตรองและพิจารณาให้ดี ” รองนายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีข่าวว่ากระทรวงคมนาคม ไปสั่งไม่ให้รถบัสไปบริการเช่ากับผู้ชุมนุม เขาจึงประกาศจะนำรถเล็กเข้ามา โดยเฉพาะรถอีแต๋น รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็กล่าวหากันไป เหมือนกับการกล่าวหารัฐบาลทำแบล็กลิสต์ ไปห้ามไม่ได้หรอก คนขึ้นรถใครจะไปแยกว่าจะไปชุมนุมหรือจะไปธุระอะไร สำหรับรถอีแต๋นเอาเข้ามาในกทม.ไม่ได้ รถอีแต๋นจะมาวิ่งอยู่บนถนนหลวงไม่ได้อยู่แล้ว ครั้งนี้แค่ออกจากจังหวัดตนก็ไม่ให้ออกแล้ว เพราะคงยอมให้ทำผิดกฎหมายไม่ได้และอันตรายด้วย ยิ่งเข้ามาในกทม.ก็ยิ่งวุ่นวาย ดังนั้นมาไม่ได้เด็ดขาด
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ กลุ่มผู้ชุมนุมบอกว่าจะตั้งเวที 6 จุดทั่วกทม. นายสุเทพ กล่าวว่า ความจริงเขาเตรียมไว้ 7-8 จุด ซึ่งก็จะมีการจัดเจ้าหน้าที่ไปอำนวยความสะดวกด้านจราจรให้กับประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะยอมให้มีการตั้งเวทีตามแยกต่าง ๆ ได้ใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า เขาก็ต้องขออนุญาต คือต้องตั้งในที่ที่ไม่ขัดขวางการจราจร ผู้ชุมนุมต้องประกาศให้ชัดว่าต้องการชุมนุมตรงไหน รัฐบาลจะได้ดูแลอำนวยความสะดวกให้ และอย่าได้ทำอะไรที่แสดงให้เห็นว่าผู้ชุมนุมมีเจตนาที่จะสร้างปัญหาให้คนกทม.ในเรื่องการสัญจรไปมา
สิ่งที่เรากังวลมากที่สุดคือปัญหาด้านจราจร ซึ่งเราพยายามจะแก้ปัญหาให้ดีที่สุด และกังวลคนอีกกลุ่มที่พยายามทำการก่อเหตุต่าง ๆ คู่ขนานกันไปกับการชุมนุม ซึ่งตนได้สั่งการให้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในการลาดตระเวน ในการตั้งจุดตรวจและขอความร่วมมือประชาชนในการช่วยเป็นหูเป็นตา และต้องขออภัยประชาชนด้วยว่าระยะนี้ทุกจังหวัด ทุกพื้นที่อาจจะถูกตรวจค้นยวดยานพาหนะที่สัญจรไปมา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำอาวุธเข้ามาในพื้นที่ชุมนุมที่กทม.
“ สิ่งที่เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจค้นคือดูว่ารถที่เข้ามานั้น ทะเบียนรถถูกต้องหรือไม่ เพื่อป้องกันการขโมยรถมา นอกจากนี้ต้องดูบัตรประชาชนด้วย เพราะไม่ต้องการให้ผู้ที่เข้ามาชุมนุมมีคนต่างด้าวรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจจะทำให้มีปัญหาเยอะ พูดกันไม่รู้เรื่อง ต้องเป็นคนไทยเท่านั้นที่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคืออาวุธ ต้องไม่มีการพกอาวุธเด็ดขาด เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีทันที ” รองนายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การตั้งจุดตรวจแบบเข้มข้นนี้จะเริ่มเมื่อใด นายสุเทพ กล่าวว่า ตอนนี้คงต้องให้เวลาเขาตระเตรียมก่อนสัก 2-3 วัน โดยแต่ละจุดจะมีทหารและอาสาสมัครร่วมอยู่ด้วย
เมื่อถามว่าในการชุมนุมช่วง 12-14 มี.ค.นี้ คนกทม.ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ก็กำลังหาหนทางทุกอย่างที่จะให้คนกทม.สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมเห็นว่าผู้ชุมนุมหรือผู้ที่วางแผนการชุมนุมคิดที่จะทำอย่างอื่นก็จะแจ้งให้ประชาชนทราบและหาวิธีแก้ไขตามสถานการณ์ต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า การชุมนุมครั้งนี้ทำไมดูเหมือนรัฐบาลไม่อยากแตะกฎหมายพิเศษเหมือนที่แล้ว ๆ มาเลย เป็นเพราะอะไร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยังไม่ได้บอกเลยว่าไม่แตะ แต่ตนจะตัดสินใจตามสถานการณ์ ถ้าสถานการณ์หนักและสุ่มเสี่ยงที่ประชาชนจะเดือดร้อนมากขึ้นก็จะใช้กฎหมายพิเศษ ส่วนเรื่องการถอนประกันแกนนำนั้นตนเคยบอกไปแล้วว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย คือ คนที่มีพฤติกรรมที่มาข่มขู่ประชาชนหรือเข้ามามีส่วนร่วมในการก่อเหตุวินาศกรรมต่าง ๆ ก็จะไปขออำนาจศาลออกหมายจับเหมือนกับกรณีเคทอง สำหรับคนที่ลงมือปฏิบัติการก็ติดตามจับ ซึ่งขณะนี้ก็ได้รับข้อมูลข่าวสารจากประชาชนเข้ามาเรื่อย ๆ และตนคิดว่าน่าจะจับกุมได้
“ บรรดาแกนนำทั้งหลายถ้าไปปลุกระดมธรรมดา ตามวิถีทางประชาธิปไตยก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าคนเหล่านั้นไม่ได้แสดงออกเพื่อต่อสู้ให้มีประชาธิปไตย แต่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนบางคน บางกลุ่ม แล้วใช้วิธีการที่ทำให้ประเทศเสียหาย ประชาชนเดือดร้อน ผมก็จะประมวลหลักฐาน พยานและขอหมายศาลดำเนินคดีกับคนเหล่านั้น และถ้าคนผู้นั้นเคยถูกดำเนินคดีและให้ประกันตัวไป เราก็จะถอนประกัน ” นายสุเทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จนถึงนาทีนี้ประเมินเป้าหมายของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างไรบ้าง เหตุการณ์จะเหมือนกับเมื่อเดือนเมษายน ปี 52 หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่สามารถประเมินเป้าหมายเขาได้ แต่ก็ได้ข่าวเหมือนกันว่าให้ส.ส.ลงไปในพื้นที่เพื่อเกณฑ์คนมา จะจ้างหรือวานตนไม่ทราบ โดยกำหนดให้ส.ส.คนหนึ่งให้นำคนมาจำนวนเท่าใด รถกี่คัน ตนก็ต้องตั้งรับไว้โดยไม่ประมาทและต้องคิดไว้ก่อนว่าเขาคงมากันจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่นายชินวัตร หาบุญพาด ประเมินว่าน่าจะมีคนมาชุมนุม 1 ใน 3 ของจำนวนคนที่ยื่นถวายฏีกา ซึ่งก็คือประมาณ 1 ล้านคน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ อยากฝากถึงประชาชนที่ถูกชักชวนมาว่า สำหรับผมไม่คิดว่าการชุมนุมครั้งนี้เขาไม่ได้มาเพื่อระบอบประชาธิปไตยแต่ดูเหมือนว่าจะมีความพยายามที่จะมาสร้างความปั่นป่วน วุ่นวายให้เกิดขึ้นในกทม.
ฉะนั้นอยากให้ประชาชนได้ใคร่ครวญ อย่าไปร่วมมือกับเขา อยู่บ้านดีกว่าประเทศไทยก็เป็นของเราทุกคนเพราะถ้าเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นมาคนที่เสียหายก็คือลูกหลานเราในอนาคต ที่จะได้รับผลพวงอาจจะจากการตกงานนั่นเอง นักท่องเที่ยวก็จะไม่เข้ามา และนี่ได้ข่าวว่านักท่องเที่ยวที่มาชาร์เตอร์ไฟร์ททั้งหลายจะขอยกเลิก ดังนั้นจึงอยากให้ชั่งใจกันเป็นพิเศษ ผมยอมรับว่าไม่สบายใจเลย เพราะเห็นเขาประกาศว่าไม่เจ๊า ก็เจ้ง อย่างนี้ผมรู้สึกว่าเขาเอาประเทศมาเป็นเดิมพัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะเอาไปเดิมพันธ์เพื่อชีวิตใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีการเคลื่อนไหวทางการเงินมาจากตะวันออกกลาง นายสุเทพ กล่าวว่า มีคนพูดหลายครั้งแล้ว ซึ่งตนยืนยันว่าเห็นรายงานการนำเงินเข้า แต่ว่าตนยังไม่มีหลักฐานอะไรที่ไปโยงกับการชุมนุม ตนไม่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ มีคนอื่นทำอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินว่าต้องใช้ในการระดมคนรวมถึงต้องมีการใช้เงินจำนวนมากถึงวันละ 70 ล้าน เงินส่วนนี้เป็นเงินในประเทศหรือไหลเข้ามาจากต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบจริง ๆ และพยายามจะหาว่าเขาใช้เงินอะไรอย่างไร แต่ตนได้ยินเขาพูดกันวันละ 70 - 80 ล้าน
ผู้สื่อข่าวถามว่านายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำนปช.ระบุว่าในวันชุมนุมจะมีพระสงฆ์ประมาณ 2 หมื่นรูปเข้ามาร่วมชุมนุม จะเหมาะสมหรือไม่หากพระสงฆ์จะเข้ามายุ่งกับการเมือง นายสุเทพ กล่าวว่า ตนตั้งใจว่าจะไปกราบพระเถระผู้ใหญ่เพื่อกราบเรียนถึงสถานการณ์บ้านเมืองให้ทราบ เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายในสภากล่าวหาว่ารัฐบาลไปขึ้นบัญชีดำพระเถระผู้ใหญ่ 11 รูป ตนกราบเรียนถึงพี่ร้องพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ตนก็เป็นชาวพุทธ เป็นเด็กวัด ตนก็เป็นศิษย์สวนโมกข์ วัดชลประทานรังสฤษฎิ์ วันมาฆะบูชาก็เข้าวัดเหมือนพี่น้องประชาชน ไม่คิดอ่านที่จะไปหลบหลู่พระคุณเจ้าทั้งสิ้น และรัฐบาลนี้ไม่ทำเด็ดขาด แต่กรณีที่จะมาชุมนุมกันตนอยากจะกราบขอความกรุณาพระคุณเจ้าว่า เรื่องการชุมนุมในทางการเมืองคงไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไม่ใช่เรื่องของพระคุณเจ้า ถ้าใครจะไปนิมนต์มาจะด้วยเหตุผลอะไร ก็ขอความกรุณาพระคุณเจ้าอย่าได้มาร่วมในกระบวนการนี้เลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมีแนวทางในการดึงประชาชนกรุงเทพเข้ามามีส่วนร่วมในการปั่นป่วนขนาดไหน เหมือนสาทรโมเดลหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงจะเรียกเป็นโมเดลอะไรไม่ได้ ตนกราบเรียนกับประชาชนคน กรุงเทพว่าถ้าดูตามรูปการที่เขาเตรียมการมาครั้งนี้เป็นเรื่องเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าพี่น้องคนกรุงเทพได้กรุณาออกมาช่วยกันดูแลบ้านเมือง ช่วยกันปกป้องบ้านเมือง ก็จะทำให้เราดูแลสาถานการณ์ได้ดี และสามารถแก้ปัญหาที่จะเกิดความเสียหายในบ้านเมืองได้ เจ้าของประเทศทุกคนต้องช่วยกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในทางตรงข้ามจะไม่หาทางในการพูดคุยกันเพื่อให้ปัญหามันเบาบางลง นายสุเทพ กล่าวว่า เขากำลังหน้ามืด หูอื้ออย่างนี้พูดอะไรคงยากแล้วละ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนรัฐบาลก็ท้าทายกันตลอด รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่เคยท้าทายใคร รัฐบาลไม่เคยท้าทายใครเลย ท่านจะเห็นว่าสิ่งที่ตนเตรียมการไว้ไม่ได้เตรียมการที่จะท้าทาย หรือปฏิบัติในลักษณะการปราบปราม ไม่ได้คิดว่าประชาชน หรือคนเหล่านั้นเป็นศัตรู ตนคิดเพียงแต่คลี่คลายสถานการณ์ป้องกันเหตุการณ์แก้ไขปัญหาเท่านั้น ไม่คิดอะไรที่เป็นการร้ายต่อคนเหล่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เดินสายขยายฐานเสียงกลุ่มคนเสื้อแดง เราได้มีการติดตามหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ได้ติดตามอะไรท่านเลย เพียงแต่คาดหวังว่าท่านเคยเป็นผู้ใหญ่ ท่านเคยเป็นนายกฯ ท่านคงคิดอะไรได้ จะทำอะไรคงนึกบ้างว่าวันที่แล้วมาท่านเคยมีภาระหน้าที่ในการดูแลบ้านเมือง วันนี้ท่านคงไม่ทำอะไรที่เป็นปัญหากับบ้านเมือง
อนุพงษ์บอกประกาศพรบ.มั่นคงขึ้นอยู่กับสุเทพ
ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่าการประกาศ พ.ร.บ.ด้านความมั่นคงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายสุเทพว่าสถานการณ์มีความจำเป็นหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ เห็นว่าการประกาศ พ.ร.บ.ด้านความมั่นคงจะต้องดูหลายมิติ ทั้งเรื่องผลกระทบต่อประชาชน , เศรษฐกิจ และทุก ๆเรื่อง ซึ่งขึ้นอยู่กับนายสุเทพ เป็นผู้ประเมิน ซึ่งทุกคนไม่อยากให้การชุมนุมเกิดความรุนแรง ทั้งนี้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับคณะคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) จะพิจารณาว่าเป็นอย่างไร
"การตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายสุเทพ จะเป็นผู้ดำเนินการสั่งการให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตั้งเรื่องขึ้นไปเพื่อขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ส่วนจะประกาศหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการของสถานการณ์การชุมนุมว่าเป็นอย่างไร ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ประกาศ แต่ถ้าจำเป็น ก็ขึ้นอยู่กับดุลพิจนิจของนายสุเทพ" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
นปช.แถลงเสื้อแดงตั้งเวทีใหญ่เชิงสะพานผ่านฟ้า
เมื่อเวลา 13.00 น. นปช.แถลงข่าว โดยนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมในการชุมนุมใหญ่ วันที่ 14 มี.ค. ที่ประชุมได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ในส่วนของใหญ่ตั้งเวทีที่เชิงสะพานผ่านฟ้า โดยหันหลังให้ป้อมพระกาฬ ขณะที่พื้นที่ของผู้ชุมนุมจะอยู่ตลอดเส้นราชดำเนินนอกและใน ปลายแถวอยู่ที่ท้องสนามหลวงและลานพระบรมรูปทรงม้า
นอกจากนี้ก็จะมีการจัดเวทีย่อย และติดตั้งเครื่องขยายเสียงตามจุดกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นระยะ ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์ นอกจากนี้ในการชุมนุมใหญ่จะมีการเคลื่อนไปยังจุดต่างๆซึ่งกำหนดไว้แล้วแต่จะยังไม่เปิดเผยในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเคลื่อนระดมพลจากต่างจังหวัดมากรุงเทพฯคาดว่าจะมีประชาชนมาร่วาชุมนุมจำนวนมาก ทั้งรถอีแต๋น และรถยนต์ส่วนตัว อย่างคาดไม่ถึง
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหา ว่า ใช้เงิน 70 ล้านต่อวันในการชุมนุม นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวน่าจะมาจากการที่ พรรคประชาธิปัตย์ คงเคย ใช้บรรทัดฐานว่าเคยให้กลุ่มพันธมิตรชุมนุม
ปทีปยันตำรวจไม่เกียร์ว่างพร้อมเข้าแผนกอ.รมน.
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงการเตรียมการรับมือการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะระดมรถปิกอัพกว่า 35,000 คันเข้ามาและมีการปิดถนนว่า ตำรวจได้ตรียมรถยกเพื่อเคลียร์เส้นทาง กรณีที่กีดขวางเส้นทางก็ต้องเอาไปเก็บเพื่อไม่ให้กีดขวาง ซึ่งเชื่อไม่ได้เป็นการปิดกั้นสิทธิการชุมนุมแต่มองว่าตำรวจมีอำนาจในฐานะเป็นเจ้าพนักงานจราจรหากมีคนมากีดขวางการจราจรทำให้การจราจรติดขัด ผู้คนเดือดร้อนตำรวจก็มีอำนาจดำเนินการได้ตามหน้าที่ โดนเตรียมแผนว่าหากผู้ชุมนุมนำรถบรรทุกแก๊สมาปิดดั้นเส้นทาง เหมือนตอนเดือนเมษายน 2552 ตำรวจก็มีแผนรับมือ อาจต้องใช้รถยกเอาออกไปเหมือนกัน ต้องพยายามจัดการเอาออกไปให้ได้ เพราะอันตราย กรณีปิดถนนโดยใช้มวลชนโล่มนุษย์ นั้น เราก็มีแผนกรกกฎ 52 ตามหลักสากลในการรับมือตามขั้นตอนอยู่แล้ว
เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาลไม่พอใจที่ตำรวจเกียร์และสั่งการทางวาจาไม่ได้ต้องลายลักษณ์อักษรเท่านั้น รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า ยืนยันได้ตอนนี้ตำรวจไม่มีเกียร์ว่างอยู่แล้ว และจะทำตามแผนที่ กอ.รมน.กำหนดไว้
เมื่อถามว่าจะมีตำรวจที่ไม่ทำงานเต็มกำลังขาดขวัญกำลังใจเพราะหวั่นโดยป.ป.ช.ดำเนินคดีย้อนหลัง ซ้ำรอยเหตุ 7 ตุลา 51 หรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ไม่น่าเป็นปัญหาในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม ตำรวจมีขั้นตอนปฏิบัติที่ชัดเจนอยู่แล้ว และนโยบายหลักตร. คือการไม่ใช้ความรุนแรง ใช้การเจรจาต่อรองทำความเข้าใจกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ให้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งนี้ตำรวจจะรับประกันว่า สถาการณ์จะปลอดภัย 100% คงพูดได้ยาก แต่ยืนยันว่าตำรวจพร้อม 100%
ส่วนกรณีที่นายสุเทพ หวั่นเกิดวินาศกรรม นั้น รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า มีแผนป้องกันเพิ่มจุดตรวจมากขึ้น การหาข่าวมากขึ้น มั่นใจทางการข่าว แต่ว่าการระหว่างป้องกันได้แผนเต็มร้อยคงเป็นไปได้พูดยาก แต่ยืนยันตำรวจทำเต็มที่แน่นอน ทั้งนี้ประชาชนต้องแจ้งแจ้งเบาะแส คนที่เข้ามาร่วมต้องช่วยเหลือกัน



