ข่าว

“มาร์ค"ยันไม่ปิดราชการวันเสื้อแดงชุมนุม

“มาร์ค"ยันไม่ปิดราชการวันเสื้อแดงชุมนุม

05 มี.ค. 2553

“อภิสิทธิ์" ลั่นแดงชุมนุมใหญ่ถ้าทำผิดกฎหมายต้องถูกดำเนินการ ยันไม่สั่งปิดราชการวันชุมนุม วอนคนส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมอย่าตกเป็นเหยื่อของคนที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงและต้องการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

(5มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย เปิดเผยข้อมูลว่ากลุ่มเสื้อแดงจะให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย 1 คน นำประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุม  10,000 คน โดยใช้รถปิคอัพจำนวน 100  คันว่า  ขณะนี้มีการประเมินกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลจะพยายามบริหารให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และถือเป็นสิทธิในการเคลื่อนไหวชุมนุมโดยสงบ แต่การที่จะนำรถและยานพาหนะต่าง ๆ เข้ามา  อยากขอว่าให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ได้พูดไปแล้วในเรื่องของการช่วยกันบริหารปัญหาเรื่องการจราจร เพราะถ้าคนเข้ามาจำนวนมาก รวมทั้งยานพาหนะต่าง ๆ ก็จะเกิดความไม่สะดวกกับทุกฝ่าย เพราะฉะนั้นก็ขอให้ช่วยกันให้ความร่วมมือ ซึ่งรัฐบาลจะมีแนวทางในการสื่อสารให้ทราบว่าแนวการบริหารจะขอความร่วมมือในเรื่องไหนอย่างไรต่อไป

 เมื่อถามว่ากลุ่มคนเสื้อแดงประกาศใช้ยุทธศาสตร์ล้อมกรุง รัฐบาลจะป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องของการจราจรอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าประกาศว่าจะทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายคงไม่ได้ และตนยังเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่จะมาชุมนุมไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะทำผิด กฎหมาย จึงขอความร่วมมือจากกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่จะเข้ามาชุมนุมว่าขอได้ให้ความร่วมมือ อย่าไปตกเป็นเหยื่อของคนที่ต้องการทำผิดกฎหมาย เพราะเขาต้องการเพียงเพื่อต้องการแสดงออกทางการเมือง แต่คนที่อยากจะให้มันเกิดความวุ่นวาย ความโกลาหลขึ้นมันมีส่วนหนึ่ง ก็ต้องช่วยกันอย่าให้คนเหล่านั้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางการชุมนุมหรือทิศทาง ของบ้านเมืองได้

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่จะมีพระสงฆ์เข้ามาร่วมชุมนุมด้วย  กรณีนี้มหาเถรสมาคมควรดำเนินการอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่าไปย้ำว่าเรื่องของความพยายามที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ก็พยายามบอกกันว่ารัฐบาลไปขึ้นบัญชีดำคนเสื้อเเดงและมีพระสงฆ์รวมอยู่ด้วยนั้น  ยืนยันว่าไม่มี จึงอยากให้ระมัดระวังเพราะ ถ้าหากตนไปพูดอะไรเดี๋ยวก็จะกลายเป็นว่ามีความขัดแย้ง ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่มี ความจริงทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ล้วนแต่มีสิทธิหน้าที่ที่มีขอบเขต ชัดเจนตามกฎหมายก็ขอให้ยึดตามนั้น

 ต่อข้อถามที่ว่านายอริสมันต์  พงศ์เรืองรอง  แกนนำคนเสื้อแดง  ระบุว่าจะมีพระสงฆ์ 2 หมื่นรูปออกมาร่วมชุมนุมด้วย ถือเป็นกิจของสงฆ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ค่อยแน่ใจว่าสิ่งที่นายอริสมันต์พูดกับความเป็นจริงจะเหมือนกันหรือไม่

 เมื่อถามว่า มีแนวทางที่จะปลุกพลังเงียบออกมาดูแลพื้นที่ของตัวเองอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ขอใช้คำว่าพลังเงียบ แต่คนส่วนใหญ่ของสังคมซึ่งต้องการเห็นบ้านเมืองสงบก็ต้องช่วยกันทำความเข้าใจกับทุก ๆ คนในสังคมของเราว่าบ้านเมืองกำลังเดินหน้าไปได้ อย่าให้เกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้บ้านเมืองสะดุด และช่วยกันให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการสอดส่องดูแล เพราะอาจจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย ความรุนแรง ก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย แต่อย่าไปทำอะไรให้เกิดการปะทะ หรือความขัดแย้งขึ้นในหมู่ประชาชนด้วยกัน เรื่องนี้ไม่มีความจำเป็นเพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน อารมณ์ความหงุดหงิดที่อาจเกิดขึ้นได้แต่อย่าไปแสดงออกในลักษณะที่ทำให้เกิด ความขัดแย้ง ขอให้ช่วยกันพูดกันเพื่อให้สถานการณ์เย็นลง ช่วยกันสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตา ถ้ามีอะไรผิดปกติก็ต้องช่วยกันแจ้งหน่วยงานภาครัฐ

 ต่อข้อถามที่ว่าองค์กรต่าง ๆ ควรดูแลบุคคลากรของตัวเองอย่างไร เพราะล่าสุดเว็บไซต์แคมฟ็อกซ์ที่มีปัญหา เพราะมีบุคคลากรของกองทัพเข้าไปเป็นเจ้าของในการให้เช่าสัญญาณ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จริง ๆ เจ้าของเว็บไซต์หรือคนที่บริหารเว็บไซต์มีความรับผิดชอบอยู่แล้ว จะต้องดูไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อความที่ผิดกฎหมาย เช่น เชิญชวนให้คนไปทำผิดกฎหมาย ใช้ความรุนแรงถือเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารของเว็บไซต์ต่าง ๆ  ส่วนบุคคลที่เช่าสัญญาณหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ คงไม่ต้องดูว่าเป็นใคร แต่ต้องดูว่าทำอะไรถ้าทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ แต่ถ้าทำในสิ่งที่เป็นสิทธิก็สามารถทำได้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นใคร อย่างไรก็ตามกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก็ติดตามดูแลอยู่แล้ว ซึ่งคงต้องซักซ้อมทำความเข้าใจกัน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชุมนุมระหว่างวันที่ 12-14 มี.ค.และอาจเดินขบวนไปตามสถานที่ราชการจำเป็นต้องประกาศให้เป็นวันหยุดราชการหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีความคิดที่จะประกาศเป็นวันหยุดราชการ   เมื่อถามว่าจากการประเมินล่าสุดสถานการณ์การชุมนุมจะรุนแรงมากหรือน้อยกว่า เหตุการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีความเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่ม ซึ่งไม่ได้อยู่ที่จำนวนแต่อยู่ที่รูปแบบของการเคลื่อนไหว ซึ่งยังเชื่อกันว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาชุมนุมไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ของคนบางกลุ่ม

 “จึงอยากขอความร่วมมือว่าอย่าไปตกเป็นเหยื่อ เพราะที่สุดแล้วคนที่เขาต้องการความรุนแรง เขาต้องการที่จะให้มันวุ่นวายและเกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งผมบอกได้เลยว่าไม่ เป็นประชาธิปไตย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 เมื่อถามว่าล่าสุดกลุ่มแดงสยามระบุว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับ ประเทศเนปาล ถือเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  ก็ขอให้สังคมพิจารณาว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ตามในส่วนของรัฐบาลก็ทราบความเคลื่อนไหวอยู่และทำงานเพื่อไม่ให้คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จ แต่ทั้งหมดก็ต้องขอความร่วมมือจากสังคมและกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย เพราะมันไม่เป็นประโยชน์กับกลุ่มผู้ชุมนุมเลย เพราะผู้ชุมนุมที่เดินทางเข้ามาบนความเชื่อทางการเมืองอยากมาเรียกร้องความ ยุติธรรมหรือประชาธิปไตยต่าง ๆ ถ้าเข้ามาแล้วเกิดเหตุความรุนแรงมันไม่เป็นประโยชน์อะไรกับท่าน หรือทำให้สิ่งที่เรียกร้องหรืออยากจะต่อสู้เพื่อให้ได้มาในสิ่งเหล่านั้น เกิดขึ้นเลย แต่จะตรงข้ามด้วยซ้ำ จึงขอว่าอย่าไปเป็นเครื่องมือของคนที่นิยมความรุนแรงและต้องการให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

 ต่อข้อถามที่ว่าจะดูแลคนจำนวนมากได้อย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มมือที่สามนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราจะมีการบริหารเพื่อให้เกิดการจัดระบบให้ดีที่สุดในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามา เช่น ตอนนี้อาจจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เข้ามาลาดตระเวน ประจำการหรือดูแลสอดส่องสถานที่ต่าง ๆ ก็ขอให้เข้าใจว่าคนเหล่านี้กำลังเข้าไป ดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อความสงบของผู้ชุมนุมเองด้วย อย่าไปหลงเชื่อว่าการที่เจ้าหน้าที่ออกมาอย่างนี้แปลว่าจะมาปราบปรามประชาชน ยืนยันว่าไม่มี เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไม่มีใครที่ต้องการไปปราบปรามประชาชน  มีแต่บางฝ่ายที่ต้องการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขึ้น แต่รัฐบาลจะไม่ทำเช่นนั้นจึงขอให้ทุกคนที่จะเข้ามาชุมนุมทราบว่ารัฐบาลไม่ มีนโยบายไปปราบปรามเด้ดขาด แต่ต้องรักษากฎหมายเท่านั้น เหมือนกับการชุมนุมถ้าใครทำผิดกฎหมายต้องถูกดำเนินการ

 ผู้สื่อข่าวถามว่าช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนประเทสออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 13-17 มี. ค. จะมอบหมายอำนาจและสิทธิขาดให้ใครดูแล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นไปตามระบบราชการ และขอชี้แจงว่ากำหนดการของตนที่จะเดินทางไปประเทศออสเตรเลียและต่างประเทศ ต่าง ๆ ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าและก็ไม่อยากเลื่อน ซึ่งการที่ตนมากำหนดการเดินทางช่วงนี้ค่อนข้างมากเพราะเดิมคิดว่าช่วงเดือนก.พ.จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ช่วงต้นปีจึงไม่ได้มีการทำเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศก็มีการมอบอำนาจตามสายงานอยู่ โดยนายสุเทพจะเป็นผู้รักษาการ ซึ่งการใช้อำนาจตามกฎหมาย  สมมุติว่าจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษหรือไม่อย่างไรก็ มีการระบุไว้ชัดเจน ยืนยันว่าไม่มีปัญหรือสุญญากาศในเร่องของอำนาจ

 เมื่อถามย้ำว่านายสุเทพ มีอำนาจในการตัดสินใจทุกอย่างใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ใช่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตนก็ต้องติดตามสถานการณ์อยู่แล้ว 

 เมื่อถามว่ายืนยันที่จะเดินทางไปเยือนประเทศออสเตรเลียใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทาง 

 ส่วนที่น่าแปลกว่าทำไมนายสุเทพมีกำหนดการลงพื้นที่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี13-14 มี.ค. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย และจะขอสอบถามนายสุเทพอีกครั้งหนึ่งว่าอยู่ที่จ.สุราษฎร์ฯจริงหรือไม่ อาจจะมีการปรับได้เพราะไม่ยาก

 เมื่อถามว่าในการขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายทำความเข้าใจเพื่อให้สถานการณ์เย็นลง จะมีการเตือนในส่วนของพรรคและซีกรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เราไม่มีการไปดำเนินการอะไร  อย่างเรื่องของคดีความนั้นมันเป็นหน้าที่ของฝ่ายประจำที่จะต้องดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายไม่ได้ เป็นนโยบายพิเศษ ถือเป็นเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายตามคำพิพากษาและตนได้ย้ำกับ ครม.ว่าเราไม่ได้เป็นคู่กรณีกับใคร แต่เรามีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้น ส่วนการตอบโต้ทางการเมืองก็พยายามจำกัดมากที่สุด แต่ต้องเข้าใจว่าทางการเมืองว่าเมื่อใครถูกกล่าวหาก็ต้องชี้แจงไม่เช่นนั้น จะเกิดความเสียหายได้

 ผู้สื่อข่าวถามว่าจนถึงขณะนี้ประเมินหรือไม่ว่าจะพ้นสภาวะที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นทรราชย์ มือเปื้อนเลือดที่ปราบปรามประชาชนได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  เราต้องอยู่บนความเป็นจริง รัฐบาลนี้ไม่เคยไปปราบปรามประชาชน รัฐบาลนี้บริหารด้วยความอดทนอดกลั้น หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงที่สุดในเดือนเม.ย.52 ทุกอย่างเป็นไปตามหลักของกฎหมายและคำนึงถึงสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็จะเห็นว่าเป็นครั้งแรกที่มีเหตุการณ์ในลักษณะนี้ และหลังจากเกิดเหตุการณ์รัฐบาลก็เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบทั้งจากฝ่ายบริหาร และสภาอย่างเต็มที่และโปร่งใส และยืนยันออกมาแล้วว่าไม่มีอย่างที่มีการกล่าวหา และการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องก็เป็นไปตามปกติ ไม่มีการไปไล่ล่าใครอะไรต่างๆเลย ก็เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่มีแนวคิดตามที่มีการกล่าวหาว่าเป็นคนที่จะไป ลุแก่อำนาจ เข้าไปปราบปรามประชาชน พฤติกรรมปีกว่าที่เข้ามาทำหน้าที่ชัดเจนและแตกต่างจากหลายรัฐบาลในอดีต

 ต่อข้อถามที่ว่าประเมินสถานการณ์ว่าอาจรุนแรง จำเป็นต้องประกาศใช้กฎหมายพิเศษหรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่จำเป็น แต่ทางคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.)จะประเมินอยู่ตลอดเวลา ถ้าจำเป็นก็จะประกาศ แต่การประกาศนั้นต้องมีการทำความเข้าใจว่าเป็นไปเพื่อความสะดวกในการบริหาร สถานการณ์ การประกาศใช้กฎหมายิเศษ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการปราบราม  อย่างไรก็ตามจนถึงวันนี้รวมไปถึงในการประชุมครม.วันที่ 9 มี. ค.นี้ ยังไม่มีใครเสนอที่จะให้ประกาศใช้กฎหมายพิเศษ แต่จะมีการหารือเป็นระยะ ๆ ถ้าจำเป็นก็ประกาศแต่จะไล่ไปตามลำดับ คือกฎหมายความมั่นคงซึ่งเราเคยประกาศแล้วหลายครั้งแล้วและก็เห็นชัดเจนว่า เมื่อประกาศแล้วรัฐบาลจะไปละเมิดสิทธิไปปราบปรามใครไม่มี เพราะการประกาศใช้กฎหมายพิเศษมา 4-5 ครั้งก็ไม่มีปัญหาอะไรกับใคร แต่ช่วยบริหารสถานการณ์ให้ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย

 ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าเกิดปัญหาจากการชุมนุมจนนำไปสู่การสูญเสียและความรุนแรงใครจะเป็นคนรับผิดชอบ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไปพูดล่วงหน้าไม่ได้ สถานการณ์ยังไม่เกิด จึงไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องดูตามเหตุผลข้อเท็จจริงว่าเกิดความสูญเสียขึ้นที่ไหนอย่างไร อย่างเหตุการณ์การสูญเสียที่นางเลิ้งช่วงเดือนเม.ย. 2552 ก็ชัดเจนว่าไม่เกี่ยวข้องกับภาครัฐเพราะไม่มีนโยบายด้านการปราบปราม รัฐบาลมีนโยบายเดียวคือการรักษาความสงบเรียบร้อย