
2แดงแตกคอก่อเหตุไล่รัฐบาล
สถานการณ์การชุมนุมของเสื้อแดงที่นัดหมายกันตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ที่ใช้ชื่อว่า "12 มีนา 12 นาฬิกา ลั่นกลองศึก เขย่าขวัญอำมาตย์" นั้นจำเป็นที่หน่วยงานด้านความมั่นคงจะต้องติดตามชนิดห้ามกะพริบตา
ผลการวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุด ไม่ค่อยดีนักสำหรับฝ่ายตั้งรับ-ป้องกันอย่างรัฐบาล และชาวบ้านในเมืองหลวง-ปริมณฑล
เพราะศึกนี้นายใหญ่กดปุ่มเข้าเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดเรียบร้อยแล้ว
ภาคอีสาน หลายแห่งตั้งโต๊ะล่าชื่อ พร้อมยืนยันเจตนารมณ์มาร่วมชุมนุมรับไปรายละ 500
จะ 500 บาท หรือ 500 คะแนน หรือ 500 อะไร คนที่มาต่างก็รับรู้กันว่า ส.ส.ของจังหวัด "จัดให้" เต็มที่
งานนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินกันที่ตัวเลขล่าสุด ว่าอาจจะถึง 1 แสน แต่ตัวเลขที่ว่าจะส่งผลให้บรรลุเป้าหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่อาจฟันธง
เพราะแดงที่มานั้น ชัดเจนว่าเจตนารมณ์ของทั้ง 2 กลุ่ม แตกต่างกัน
สามเกลอมุ่งมั่นให้ยุบสภา-ลาออก ซึ่งหากลาออกจะเป็นการดีที่สุด เพราะพรรคเพื่อไทยจะได้โอกาสจับขั้ว เรียกกลุ่มที่เคยตีจากกลับมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้แบบไม่ต้องไปเปลืองแรงเลือกตั้งกันอีกหน
แต่อีกกลุ่มนั้นกลับเชื่อว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ฝันเฟื่อง เหมือนไปจุดธูปบนบานเจ้าพ่อขอให้งาช้างงอกจากปากสุนัข
แนวทางกลุ่มนี้ก็คือ เรื่องราวมันจะจบ มันต้องมีการเสียสละ มีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน หรือเกิดเหตุการณ์แบบพฤษภาทมิฬ !
นั่นเพราะรู้ว่าจังหวะที่นัดหมายการชุมนุมนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปเยือนออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคม และอีกหนไปนิวซีแลนด์ วันที่ 18 มีนาคม
ความรับผิดชอบทั้งหมดจะตกอยู่กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ซึ่งไม่ใช่เป้าที่แท้จริง
แดงกลุ่มนี้จึงเต็มไปด้วยกลุ่มฮาร์ดคอร์ พร้อมที่จะปะทะ และอาจมีส่วนเชื่อมกับ "มือที่สาม" หรืออาจเป็นช่องทางให้มือที่สามเข้าแทรกเพื่อสร้างสถานการณ์ไปจนถึงขีดสุดคือทหารออกมาปราบปราม
นี่ก็เป็นเป้าหมายหนึ่งที่แดงกลุ่มนี้ต้องการเช่นกัน เพราะเชื่อมั่นว่าเมื่อใดที่ทหารออกมาปราบประชาชน ความพ่ายแพ้ของทหาร ซึ่งหมายถึง "แพ้ทั้งกระดาน" ก็จะเกิดขึ้นทันที ในเมื่อรัฐบาลนี้มีกองทัพเป็นเสาหลักค้ำยัน
เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ก็ถึงเป้าหมายสูงสุดของแดงกลุ่มนี้ กระบวนการการจัดตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" ก็จะเริ่มขึ้น
ดูเป็นเรื่องงมงายเพ้อฝัน แต่กลุ่มนี้ก็ยืนยันว่า ก่อนที่คนจะบินได้ ก็เริ่มมาจากความฝัน !
ปัญหาก็คือความฝันของคนเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนเมืองหลวงและปริมณฑลอย่างแน่นอน เพราะกำหนดนัด 12 มีนาคม ไหลไปรวมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นั้นเมื่อไปถึงแล้ว ยังไม่มีกำหนดกลับ
นั่นก็คือ "ชุดล่วงหน้า" ของม็อบแดงจะอยู่ยาวจนถึงวันที่ 14 มีนาคม เพื่อรอแดงจากต่างจังหวัดที่จะทยอยเข้ามาสมทบตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม
ความแตกต่างของม็อบเสื้อแดงยิ่งมาก ยิ่งสร้างความหวาดหวั่น ชวนให้นึกย้อนถึงเหตุการณ์เดือนเมษายน ที่คุมกันไม่ได้จนมีการเผาบ้านเผาเมือง
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือครั้งนี้เหตุปั่นป่วนวุ่นวายขนาดนั้นก็เป็นอีกหนึ่งความต้องการของแดงบางกลุ่มอีก
เห็นท่าแล้วนอกจากกฎหมายและเครื่องมือของรัฐที่มีอยู่ น่าจะต้องเสริมด้วยพลังคนเมืองหลวงไปอีกแรง ไม่อย่างนั้นบรรทัดฐานใช้กำลังปิดเมืองไล่รัฐบาลก็คงจะเกิดไม่จบไม่สิ้น
10 จุดยุทธศาสตร์ปิด กทม.
แกนนำแดงลั่นวาจาไว้ว่า แผนปฏิบัติการนี้จะแบ่งจุดนัดพบเสื้อแดงในกรุง 10 จุด จุดละไม่ต่ำกว่าหมื่นคน เริ่มจุดแรกที่หน้า สน.ทุ่งสองห้อง เคลื่อนขบวนจากถนนวิภาวดี มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
จุดที่สอง อนุสาวรีย์ปราบกบฏหลักสี่ ใช้เส้นวิภาวดีมุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยฯ เช่นกัน
ส่วนที่สนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เป็นอีกจุดชุมนุมที่เสื้อแดงนัดกันวันที่ 12 มีนาคม เที่ยงตรงจะมารวมพลกันที่นี่ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและต่อเนื่องไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ที่จุดสนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดงนี้ ดูจะเป็นจุดที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดในบรรดาที่เหลืออีก 10 จุด ซึ่งก่อนจะเคลื่อนพลไปถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ จะต้องผ่านโรงเรียนไม่ต่ำกว่า 2 แห่ง และต้องผ่านย่านแฟลตดินแดงซึ่งเคยมีเรื่องราวการต่อต้านคนเสื้อแดงมาแล้วเมื่อคราวเมษายน 2552
ก่อนที่จะมีแดงอีกกลุ่มที่นัดที่จุดที่ 4 สวนลุมพินี แห่ขบวนตามเส้นสีลม ถนนพระรามสี่มาสมทบ โดยมีอีกกลุ่มที่จะรวบรวมกันจากจุดสี่แยกบางนา เคลื่อนสู่ถนนสุขุมวิททั้งเส้นมาพบกัน
ที่วงเวียนใหญ่ เสื้อแดงก็นัดกันวันเวลาเดิม แต่ยังไม่มีเป้าหมายว่าจะเคลื่อนพลไปที่ไหนอย่างแน่ชัด เพียงแต่บอกว่าจะนำขบวนแห่ไปรอบๆ พื้นที่ใกล้เคียง
ส่วนจุดที่จะมาจากปริมณฑล จะรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี เคลื่อนไปหน้าหมู่บ้านพระปิ่น 3
จุดที่มาจากคลองสี่ ธัญบุรี และจุดคลองสี่ ลำลูกกา จะรวบรวมสมัครพรรคพวกเพื่อเคลื่อนไหวโดยรอบ จ.ปทุมธานี พร้อมกับเคลื่อนพลในเวลาไม่ต่างจากแดงอีกจุดที่รอพร้อมอยู่แล้วที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ ก่อนเคลื่อนขบวนไปทางสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม และสะพานวงแหวนกาญจนา
การเคลื่อนพลวันที่ 12 มีนาคมนี้ เป็นเพียงแค่การลั่นกลองให้ตื่นตัวเท่านั้น
แต่แค่นี้ก็ทำให้หน่วยความมั่นคงเปลี่ยนแผนเป็นการใหญ่ เน้นลดด่านตั้งตรวจเพื่อให้กำลังตำรวจทหารพร้อมเต็มที่
ตำรวจใช้แผน กรกฎ 52 รับมือ
แผน “กรกฎ 52” จะเป็นการลดขั้นตอนแต่เพิ่มรายละเอียดในการปฏิบัติในส่วนของขั้นตอนการจับกุมจากเดิมแผนกรกฎ 48 ระบุเพียงแค่การจับกุมเท่านั้น แต่แผนกรกฎ 52 ระบุขั้นตอนการจับกุมอย่างละเอียด
เริ่มต้นที่การจับกุมด้วยมือเปล่า การใช้มือเปล่าล็อก หรือบังคับ การใช้กุญแจมือ การใช้คลื่นเสียงก่อกวน
แต่หากมีการใช้แก๊สน้ำตาแล้วยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การชุมนุมได้ แผนกรกฎ 52 ได้เพิ่มขั้นตอนการใช้โล่กระบอง กระสุน เครื่องช็อตไฟฟ้าเป็นขั้นตอนสุดท้าย
“แผนกรกฎ 52” ผ่านการพัฒนาและปรับปรุง โดย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ 10) ผ่านการศึกษาปัญหาข้อจำกัดต่างๆ ของแผนเดิมสู่การทำงานควบคุมฝูงชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยึดตามหลักมาตรฐานสากล
การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีความชัดเจนในตัวผู้รับผิดชอบในการควบคุมฝูงชนมากขึ้น โดยมอบให้นายตำรวจระดับกองบัญชาการ มีรองผู้บัญชาการ 1 คนเป็นผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ ระดับกองบังคับการ มีรองผู้บังคับการ 1 คน เป็นผู้รับผิดชอบ
ส่วนยุทโธปกรณ์ประจำกายนั้น มีการนำอุปกรณ์เพิ่มเติมจำนวน 1.3 หมื่นชุด ได้แก่ หมวก โล่ กระบอง สนับแข้ง และสนับมือ
ขณะที่กำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 ยังคงเป็นหน้าที่หลักของกองร้อยควบคุมฝูงชน มณฑลทหารบกที่ 11 กำลังพลจากกรมทหารที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งมีภารกิจหลักในการรักษาสถานที่ราชการ และพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานคร รวมถึงส่วนงานที่ต้องเผชิญหน้าของตำรวจที่ต้องปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงภาพความรุนแรงหรือกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมในการที่จะยั่วยุให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่
ศรุติ ศรุตา



