
แกนนำเผยเสื้อแดงเริ่มเคลื่อนไหว7-10 มี.ค.นี้
"แกนนำเสื้อแดง"เผยเสื้อแดงเริ่มเคลื่อนไหวตั้งแต่ 7 - 10 มี.ค.นี้ ทั้งภาคอีสาน เหนือ ตะวันออก และภาคกลาง พร้อมระดมคนเข้ากทม. 12 มี.ค. ประเดิมเวทีปราศรัย 6 จุดสำคัญทั่วกทม. มั่นใจมีคนเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1 ล้าน ระบุการชุมนุมครั้งนี้เป็นไปด้วยความสันติปราศจา
(4มี.ค.) นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ขณะนี้แกนนำจากส่วนกลางได้ลงพื้นที่ประสานงานเตรียมความพร้อมจัดกิจกรรมแต่ละภูมิภาคโหมโรงก่อนชุมุนมใหญ่ โดยวันที่ 5 มี.ค.พื้นที่ภาคอีสาน จะจัดกิจกรรมที่ลานย่าโม จ.นครราชสีมา ค่ำวันเดียวกันพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะวิดิโอลิ้งค์มาด้วย วันที่ 7 มี.ค.ภาคตะวันออก จัดเวทีจ.ระยอง วันที่ 8 มี.ค.ภาคกลางจ.อ่างทอง วันที่ 9 มี.ค.ภาคเหนือ จ.แพร่
เมื่อถึงวันที่ 10 มี.ค.จะหยุดความเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมความพร้อมเคลื่อนขบวนเข้ากทม. วันที่ 12 มี.ค.เวลา 12.00 น. ภาคเหนือจะเดินทางมารวมพล จ.นครสวรรค์ ภาคอีสานที่ จ.นครราชสีมา ภาคตะวันออกและตะวันตกอาจเคลื่อนขบวนเข้าสู่กทม.ในช่วงเช้ามืดวันที่ 14 มี.ค. ในส่วนของทัพเรือกว่า 100 ลำ แต่ละลำมีคนมาร่วมชุมนุมไม่ต่ำกว่า 100 คน ที่เดินทางมาจากพระนครศรีอยุธยา อาจจะเดินทางมาถึงในวันถัดไปเพราะต้องการให้การทำข่าวประโคมเพียงวันเดียว นอกจากนี้วันที่ 12 มี.ค.กทม.จะมีการจัดเวที 6 จุด 1.อนุสาวรีย์ปราบกบฎ ย่านหลักสี่ 2. สน.ทุ่งสองห้อง 3. สี่แยกบางนา 4. สวนลุมพินี 5. สามเหลี่ยมดินแดง 6. วงเวียนใหญ่ บริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน
นายชินวัฒน์ กล่าวอีกว่า การชุมนุมใหญ่จะตั้งเวทีใหญ่ในกทม.บริเวณแยกผ่านฟ้า หันหลังให้ป้อมพระกาฬ โดยการตั้งเวทีไม่ได้ถือโชคลาง ถือเอาชัยภูมิเป็นสำคัญ และยังตั้งเป้าคนมาร่วมชุมนุม 1 ล้านคน คิดในอัตราส่วน 1 ใน 3 จากผู้ที่มาร่วมลงชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ 3.5 ล้านรายชื่อ
“ การชุมนุมครั้งนี้ต้องการให้สั้นที่สุด ไม่ต้องการให้ยืดเยื้อ หากนานไปพี่น้องจะลำบาก แต่ยังกำหนดไม่ได้ว่าจะกี่วัน สถานการณ์ความรุนแรงที่รัฐบาลกังวลหากเกิดก็มาจากฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้สร้างเองเหมือนกับเหตุการณ์สงกรานต์เลือด เป้าหมายของเราคือต้องการให้รัฐบาลยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชน แต่จะทำอย่างสันติวิธี ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์มักให้สัมภาษณ์เหยียดหยามคนเสื้อแดง พูดเหมือนจะต้องให้คนแบ่งแยกตลอด ตัวเองมาก็ไม่ชอบธรรม แต่ก็ยังไม่ทำให้คนชอบอีก ยืนยันหากเลือกตั้งใหม่คนเลือกประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล เราก็จะไม่เคลื่อนไหวอีก”นายชินวัฒน์กล่าว
นายชินวัฒน์ ยังกล่าวถึงมาตรการกดดันรัฐบาล หากยังไม่มีคำตอบจากรัฐบาลนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานสันติวิธี ไม่ใช่ล้มล้างอย่างผิดกฎหมาย ส่วนที่ถามมาตรการกดดันอาจมีถึงขั้นปิดถนนหรือไม่นั้น เมื่อผู้ชุมนุมมาเป็นจำนวนมาก ถนนราชดำเนินก็ต้องถูกปิดโดยปริยายอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ปิดเพื่อให้เกิดความวุ่นวาย เพราะเส้นทางอื่นในกทม.ยังสัญจรได้ปกติ
ส่วนการ์ดที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ยังเป็นการ์ดของนปช.ประมาณ 2,000 - 3,000 คน คงไม่เอานักรบพระเจ้าตากของเสธ.แดง เพราะแนวทางการทำงานคนละแบบ ของเรายึดสันติวิธีปราศจากอาวุธ ส่วนเสธ.แดงจะส่งคนมาร่วมก็เป็นเรื่องของเขา
นายชินวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับรถที่เดินทางมาเป็นจำนวนมากทั้งรถปิ๊กอัพ และรถอีแต๋น ต้องมีสถานที่จอดที่รองรับได้ เช่น พื้นที่สนามหลวงและลานพระบรมรูปทรงม้าทั้งหมด ยังไม่รวม รถอีแต๋นจากจ.อุตรดิตถ์ อีกจำนวนหนึ่งที่ถอดเครื่องออกแล้วใส่เครื่องยนต์แทน สามารถเดินทางได้ 100กม./ชม.
ตร.เตรียมแผน"กรกฎ52"ตรึงม็อบแดง
หลังกลุ่มนปช.ประกาศว่าในช่วงวันที่ 12-14 มี.ค.53 จะระดมกำลังพลพรรคบุกกรุงเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยมีจุดมุ่งหมายให้รัฐบาลถึงทางตันประกาศยุบสภา หรืออาจหวังให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงกว่านั้น แต่ทว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มิได้นิ่งเฉยสั่งการมายังกองบัญชาการตำรวจนครบาลตั้งป้อมรับมือ โดยเฉพาะแผนการของตำรวจที่จะนำออกมาเป็นยุทธวิธีป้องกันในศึกแดงเดือดครั้งนี้ย่อมหนีไม่พ้นที่จะนำแผนกรกฎ 52 มาใช้
สำหรับแผน “กรกฎ 52” นี้จะเป็นการลดขั้นตอนแต่เพิ่มรายละเอียดในการปฏิบัติในส่วนของขั้นตอนการจับกุมจากเดิมแผนกรกฎ 48 ระบุเพียงแค่การจับกุมเท่านั้น แต่แผนกรกฎ 52ระบุขั้นตอนการจับกุมอย่างละเอียดเริ่มต้นที่การจับกุมด้วยมือเปล่า การใช้มือเปล่าล็อค หรือบังคับ การใช้กุญแจมือ การใช้คลื่นเสียงก่อกวนแต่หากมีการใช้แก๊สน้ำตาแล้วยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การชุมนุมได้
แผนกรกฎ 52 ได้เพิ่มขั้นตอนการใช้โล่กระบอง กระสุน เครื่องช๊อตไฟฟ้าเป็นขั้นตอนสุดท้าย แผนกรกฎ 52 ยังระบุถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมต้องไม่ทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตโดยแต่ละขั้นตอน เจ้าหน้าที่จะประกาศผ่านสื่อมวลชนให้ประชาชน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทราบก่อนจะเข้าควบคุมฝูงชน ซึ่งหากองค์กรอิสระเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้ชุมนุม สามารถโต้แย้งก่อนเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติได้
“แผนกรกฎ 52” ผ่านการพัฒนาและปรับปรุง โดยพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา สบ.10 ผ่านการศึกษาปัญหาข้อจำกัดต่างๆ ของแผนเดิมสู่การทำงานควบคุมฝูงชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทันต่อสถานการณ์การชุมนุมที่เปลี่ยนแปลงไปรวมถึงปรับเปลี่ยนการจัดกำลัง ยุทธวิธี ยุทโธปกรณ์ เครื่องมือกฎการใช้กำลัง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยยึดตามหลักมาตรฐานสากลเพื่อเป็นหลักประกันให้ตำรวจมีความมั่นใจในการทำงานโดยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น จะมีความชัดเจนในตัวผู้รับผิดชอบในการควบคุมฝูงชนมากขึ้น โดยมอบให้นายตำรวจระดับกองบัญชาการ มีรองผู้บัญชาการ 1 คนเป็นผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ
ระดับกองบังคับการ มีรองผู้บังคับการ 1 คน เป็นผู้รับผิดชอบ และที่ผ่านมาเพื่อให้ทุกหน่วยมีความพร้อมได้ทำการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมให้กับกองร้อยควบคุมฝูงชนรวมถึงในส่วนผู้บริหารระดับรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคและรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ได้จัดอบรมในหลักสูตรผู้บริหารวิฤตการณ์ ให้สามารถจัดการบริหารเหตุการณ์อย่างมีประสิทธิภาพส่วนเรื่องยุทโธปกรณ์ประจำกายนั้น มีการนำอุปกรณ์เพิ่มเติมจำนวน 13,000 ชุด ได้แก่ หมวกโล่ กระบอง สนับแข้งและสนับมือ ที่ผ่านการจัดซื้อเรียบร้อยแล้วมาใช้ด้วย
ขณะที่กำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 ยังคงเป็นหน้าที่หลักของกองร้อยควบคุมฝูงชน มณฑลทหารบกที่ 11 กำลังพลจากกรมทหารที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งมีภารกิจหลักในการรักษาสถานที่ราชการ และพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครรวมถึงส่วนงานที่ต้องเผชิญหน้าของตำรวจที่ต้องปฎิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงภาพความรุนแรงหรือกดดันกลุ่มผู้ชุมนุม ในการที่จะยั่วยุให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่



