
"อนุพงษ์"ชี้สื่อขอตำรวจดูแลความปลอดภัยได้
อนุพงษ์ สั่ง ผบ.หน่วยชี้แจงกำลังพล และครอบครัว ถึงจุดยืดและบทบาทของกองทัพที่ยึดประโยชน์ของบ้านเมือง ย้ำ กองทัพไม่มีสี ไม่มีฝ่าย พร้อมสั่งเตรียมกำลังจากกองทัพภาคที่ 1-2-3 และ 4 นสศ. นปอ. และ กองพลทหารม้าที่ 2 สนับสนุนตำรวจกรณีรับมือไม่ไหว ระบุสื่อสามารถ
ที่สำนักงานเลขานุการกองทัพบก เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 4 มี.ค. พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงข่าวว่า ที่ประชุมหน่วยขึ้นตรง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่งทุกฝ่ายตระหนักดีว่าสถานการณ์กำลังเดินมาถึงจุดที่มีความล่อแหลมต่อความมั่นคงของประเทศ ในฐานะที่กองทัพบกเป็นสถาบันหลักของชาติ และได้รับมอบหมายภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อย จึงถือเป็นภาระหน้าที่ของผู้บังคับหน่วยทุกคนที่จะต้องปฏิบัติงานดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของประเทศและความสงบสุขของสังคม ในขณะเดียวกันย้ำให้ผู้บังคับหน่วยไปชี้แจงสร้างความเข้าใจกับกำลังพล และครอบครัวในจุดยืน และบทบาทของกองทัพบกที่ยึดประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ ไม่มีสี ไม่มีฝ่าย พร้อมเป็นองค์กรหลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อให้ประเทศพ้นจากปัญหาต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้กำลังพลถูกชักชวนไปดำเนินการใด ๆ ที่จะเกิดผลเสียหายต่อสังคมจากการที่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง
พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเผชิญกับทุก ๆ สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ให้ผู้บังคับหน่วยกำกับดูแลมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่ตั้งหน่วยทหารให้รัดกุม และดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ตอนท้ายของการประชุมหน่วยขึ้นตรงของ ทบ. ผู้บัญชาการทหารบกได้ปรารภต่อที่ประชุมว่าการทำงานของกองทัพบกที่ผ่านมา และที่จะดำเนินต่อไปมีความยากลำบาก เพราะเป็นการทำงานภายใต้สภาพสังคมที่มีการแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แต่ขอให้กำลังใจกำลังพลทุกคนที่ตั้งใจทำงานอย่างสุดความสามารถ ผลงานที่ออกมาทั้งในเรื่องการดูแลชายแดน การรักษาความมั่นคงภายใน และการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งกองทัพบกจะยังคงมุ่งมั่นรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป
เมื่อถามว่า ผบ.ทบ. ได้เน้นย้ำเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยในช่วงการชุมนุมใหญ่ของ นปช.ในวันที่ 12-16 มี.ค.นี้อย่างไร พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ ได้พูดในภาพร่วมว่า ช่วงกลางเดือน มี.ค.เป็นต้นไป จะเป็นช่วงเปราะบางของสถานการณ์ เพราะจะมีกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้น ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ได้แสดงความห่วงใย และกำชับให้ ผบ.หน่วยทุกคนติดตามข้อมูล และสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และทำความเข้าใจกับกำลังพล และครอบครัวไม่ให้มีสีมีฝ่าย ทำอะไรก็แล้วแต่จะต้องให้เกิดประโยชน์กับส่วนร่วม
เมื่อถามว่า แนวโน้มสถานการณ์จะรุนแรงหรือไม่ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า การทำงานของทหารในขณะนี้ทำในลักษณะการตั้งจุดตรวจด่านตรวจสำคัญ และสถานที่ล่อแหลม รวมถึงเส้นทางคมนาคม นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ยังบอกให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องให้รับทราบว่าพื้นที่ที่สำคัญ และล่อแหลมใน กทม. ทางกองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ส่วนกองทัพภาคที่ 2-3-4 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองพลทหารม้าที่ 2 หรือ หน่วยบัญชาการป้องกัยภัยทางอากาศกองทัพบก ให้เตรียมความพร้อมไว้ด้วย อาจจะต้องขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมในการดูแลความปลอดภัย
เมื่อถามว่า ได้มีการสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่กองทัพภาคต่าง ๆ ในการสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมาชุมนุมในพื้นที่ กทม. พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า คงไม่ใช่ลักษณะการปฏิบัติแบบนั้น เพียงแต่ต้องการรักษาความสงบเรียบร้อย และให้เกิดความปลอดภัย จะไม่มีการสกัดกั้นการเดินทางของประชาชน แต่ขณะเดียวกันจะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่สัญจรไปมา
เมื่อถามว่า ที่ประชุม ผบ.ทบ. ได้พูดถึงเหตุการณ์ระเบิดช่วงที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผบ.ทบ. ไม่ได้พูดในรายละเอียด เพียงแต่พูดถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ตั้งหน่วยทหาร ซึ่งทางรัฐบาลก็มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ ส่วนของกองทัพบกก็สั่งการให้ทุกหน่วยกวดขัน และมีความรับผิดชอบ ผบ.หน่วยให้ดูแลหน่วยที่ตั้ง เพราะเป็นสถานที่ตั้งสำคัญในเชิงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งต้องดำเนินการเร่งด่วนในช่วงนี้
เมื่อถามว่า ได้มีการจัดกำลังดูแลนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือ ผบ.เหล่าทัพ อย่างไรในช่วงนี้ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า การรักษาความปลอดภัยที่เป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง หรือ ผบ.หน่วย ก็เป็นไปตามปกติ และให้เน้นเรื่องที่ตั้งหน่วยทหารมากกว่า ส่วน ผบ.หน่วย หรือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ถือเป็นประชาชนคนหนึ่งก็จะต้องดูแลไปตามกฎหมาย และกฎหมายก็จะต้องดูแลท่านด้วย
เมื่อถามว่า ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะการข่มขู่ทำลายตัวบุคคล หรือ องค์กรสำคัญต่าง ๆ ล่าสุดมีการลามไปถึงองค์กรสื่อสารมวลชน ทางกองทัพจะดูแลเรื่องนี้อย่างไร พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า ทหารทำตามในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน และสนับสนุนตำรวจในการดูแลความปลอดภัย และสถานที่ราชการสำคัญ แต่ถ้าองค์กรใดมีความไม่มั่นใจ คงจะต้องร้องขอไปทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อน ถ้านอกเหนือ หรือเกิดขีดความสามารถของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ไม่เพียงก็ร้องขอมาทางกองทัพ ซึ่งจะต้องปฏิบัติไปตามขั้นตอน
“สื่อมวลชนก็เป็นองค์กรที่สำคัญ หากไม่มั่นใจในเรื่องความปลอดภัยก็จะต้องร้องขอมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อน ส่วนจะขอกำลังทางกองทัพบกไปสนับสนุนดูแลสถานที่ หรือตัวบุคคล ก็คงจะต้องรอให้มีเรื่องมาก่อน แต่ยังไม่มีการร้องขอเข้ามาในลักษณะนั้น ทั้งนี้บทบาทหน้าที่ของกองทัพจะดูแลในภาพรวม ถ้ามีความจำเป็น และขอสนับสนุนในเรื่องอื่นใดจะต้องเป็นเรื่องเฉพาะกรณี ส่วนจะมีความจำเป็นในเรื่องการดูแลความปลอดภัย จะต้องประกาศ พรบ.ความมั่นคงหรือไม่นั้น นโยบายของ ผบ.ทบ. ทุกหน่วยจะต้องใช้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการติดตาม และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อะไรที่ทำและเกิดประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติ และอะไรที่ทำแล้วไม่สร้างผลเสียหายให้กับสังคมก็จะต้องดำเนินการ แต่ในการประเมินสถานการณ์จะต้องได้จากมาตรการด้านการข่าว โดยเฉพาะ คตม.จะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ แต่วันนี้ กองทัพบกยังไม่ได้ก้าวไปถึงการประกาศ พรบ.ด้านความมั่นคง ในพื้นที่” พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าว
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการดูแลอาวุธสงครามหรือไม่ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า ให้ดูแลอาวุธที่อยู่ในค่ายทหารให้เป็นไปตามระบบตามขั้นตอน รวมถึงดูสถานที่ของครอบครัว และสถานที่เก็บอาวุธยุทโธปกรณ์



