
เทือกยันรัฐไม่ได้ขึ้นแบ็คลิสต์พระมหาเถระ
สุเทพยันรัฐบาลไม่ได้ขึ้นแบ็คลิสต์พระมหาเถระ บอกรู้อันไหนควรไม่ควร รับจับตาม อริสมันต์-เสธ.แดง-เคทองเกรงปลุกระดมสร้างความวุ่นวาย
(4มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้มีการพิจารณากระทู้ถามสด เรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชน ของร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยถาม นายกรัฐมนตรีว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ได้ประกาศเอาไว้แล้วจะยุติการเมืองที่ล้มเหลวและจะสร้างความสามัคคี แต่นับจากวันนั้นมาปรากฎว่ามีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นหลายประการ อย่างการดำเนินคดีกับคนเสื้อเหลือง ซึ่งมีความล่าช้า ขณะที่มีการดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างรวดเร็ว และล่าสุดมียังมีข่าวออกมาว่ารัฐบาลขึ้นบัญชีดำแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เครือข่ายทักษิณ ครอบครัวชินวัตร และสมาชิกพรรคเพื่อไทย 212 รายชื่อ โดยมีพระระดับพระมหาเถระถึง 11 รูป อาทิ พระธรรมกิตติเมธี วัดสัมพันธวงศ์ 2. พระธรรมสุธี วัดมหาธาตุ พระธรรมโกศาจารย์ วัดประยูรวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ พระธรรมสิทธินายก วัดสระเกศ เป็นต้น
“การกระทำแบบนี้กำลังเป็นการแบ่งแยกระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักร พระมหาเถระเหล่านี้เป็นผู้ทรงศีลและมีการบวชเรียนมาอย่างยาวนานและมีความประพฤติอยู่ในธรรมวินัยมาตลอด ดังนั้น การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการจงใจประกาศตนเป็นศัตรู ปากบอกเป็นประชาธิปไตยแต่กลับไปคุกคามพระประกาศชื่อว่าเป็นบุคคลเฝ้าระวัง ในสมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่มีการทำอย่างนี้โดยศาสนจักรและอาณาจักรต้องเดินหน้าไปควบคู่กัน แต่สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่จะทำให้เราต้องอยู่อย่างนี้เหรอ” ร.ต.ท.เชาวรินทร์ กล่าว
ร.ต.ท.เชาวรินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีการระบุว่ามีการขนเงินจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อล้มคดีบางคดี ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานว่าเป็นจริงหรือไม่มีแต่การออกมาพูดฝ่ายเดียวจากคนของรัฐบาล
ทังนี้ ในระหว่างการพิจารณากระทู้ถามสดเรื่องนี้ได้เกิดเหตุการณ์ประท้วงกันอย่างวุ่นวายระหว่างส.ส.รัฐบาลและส.ส.ฝ่ายค้าน โดยนายอรรถพร พลบุตร ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงว่า ร.ต.ท.เชาวรินทร์กำลังเอาใบปลิวจากข้างนอกซึ่งไม่ทราบที่มาแต่เอามาอภิปรายแบบนี้ถือว่าทำไม่ถูกต้อง อยากให้นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานในที่ประชุมควบคุมการอภิปรายด้วย
ร.ต.ท.เชารินทร์ สวนกลับไปว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการเผยแพร่ออกตามสาธารณะว่ารัฐบาลมีการจัดทำบัญชีรายชื่อและขอให้คนหน้าแก่นั่งลง อย่างไรก็ตาม นายสามารถ วินิจฉัยว่า ให้สามารถดำเนินการอภิปรายต่อไปได้เพราะมีการเผยแพร่ตามสื่อสาธารณะจริงโดยประชาชนทั้งประเทศจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าอะไรจริงหรือไม่จริง
นายสุเทพ กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มีการปรากฎอยู่ในสื่อสาธารณทั่วไป ตนไม่เคยเห็นรายชื่อพระมหาเถระเหล่านี้ ไม่ทราบส.ส.เชาวรินทร์เอาบัญชีนี้มาจากไหน ข้อเท็จจริง คือ ไม่มีการทำบัญชีรายชื่อบุคคลเฝ้าระวัง 212 คน ไม่ได้สั่งให้ทำ ไม่มีหน่วยงานไหน ได้มีการตรวจสอบหน่วยความมั่นคงทั้งหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ มีแต่บุคคลที่อยู่ฝ่ายเดียวกับท่านเอาเรื่องนี้มาพูดทุกวันไม่ทราบว่าเอามาจากไหน
“ใครเป็นลูกศิษย์กับพระคุณเจ้าเหล่านี้ฝากกราบนมัสการพระคุณเจ้าด้วยว่าว่ารัฐบาลไม่ได้มีการกระทำเหล่านั้น รัฐบาลรู้จักว่าอันไหนควรทำอันไหนไม่ควรอันไหนเป็นบาป ทหารไม่มีการคุกคามพระคุณเจ้า ท่านเอาบัญชีที่พวกท่านอ้างว่าเอามาให้ผมและผมจะไปกราบนมัสการทุกวัดเพื่อกราบเรียนข้อเท็จจริง” นายสุเทพ กล่าว
นายสุเทพ ยอมรับว่า แม้จะไม่มีการทำบัญชีแต่ก็มีการติดตามบุคคลที่มีประวัติคดีเคยทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหาย เช่น นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ต้องตามเพราะมีการพูดที่ต่างๆให้ชักชวนมาเผาสถานที่ราชการ จับลูกเมียคณะรัฐมนตรีเอามาเป็นตัวประกัน มีการบันทึกเทปเอาไว้มีข้อความชัดเจน แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ไม่ทำถือว่าละเว้น ไม่ได้แค่จะตามเท่านั้นแต่ถ้าเข้าองค์ประกอบเมื่อไหนจับแน่นอน หรือ คนที่ได้ฉายาว่าเคทองเราก็ติดตามตั้งใจจะเอาตัวมาดำเนินคดีเช่นกัน รวมไปถึงกรณีของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เราก็ต้องติดตาม
“แบบนี้ไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ต้องติดตามคนที่ทำร้ายประเทศชาติมาดำเนินคดี ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำบัญชีรายชื่อเฝ้าระวัง จะต่อสู้กันอย่างไรก็ได้ เอาเฉพาะเรื่องจริงอย่าเอาเรื่องโกหกมาสู้กัน ยืนยันว่าไม่มีคนในรัฐบาลคนไหนออกมาพูดว่าขนเงินจากต่างประเทศมาล้มคดี” นายสุเทพ กล่าว



