
เทือกถก'คตม.'ปรับแผนรับมือเสื้อแดง
สุเทพ เรียกถก คตม. ด่วน ปรับแผนรับมือ นปช. บ่อยขึ้น เหตุ นปช.เดินสายหลายทาง เชี่อ โหมโรงป่วนหนักก่อน ชุมนุมใหญ่ 14 มี.ค.
(4มี.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เดินทางเข้าไปที่กองบัญชาการกองทัพบก(บก.ทบ.) เพื่อหารือกับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จากนั้น เวลา 09.00 น.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยถึงกรณีที่เดินทางไปกองทัพบกเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (4 มี.ค.) ว่า ตนไปสั่งการว่า วันนี้เวลา 15.00 น. จะประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ที่กองทัพบก แม้ว่าที่ผ่านมาจะไม่มีการประชุม แต่ก็มีการรายงานสถานการณ์มาโดยตลอด และคณะกรรมการทุกฝ่ายได้รับทราบสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันอย่างเสมอ นอกจากนั้นอะไรที่ต้องชี้แจงกับประชาชนก็ได้มีการให้ข้อมูลชี้แจงกับประชาชนตลอดเวลา อย่างไรก็ตามตนเห็นว่ามาถึงเวลานี้มีความจำเป็นต้องประชุมคตม.และทบทวนดูว่ามาตรการที่ได้กำหนดก่อนหน้านี้ การดำเนินการมีปัญหา มีอุปสรรคใดที่จะต้องแก้ไข
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมถึงเรียกประชุม หรือเป็นเพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป หรือเป็นเพราะมีแนวโน้มที่จะรุนแรง รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ความจริงมีการประชุมเป็นระยะ แต่จะไม่ประชุมทุกวันหรือทุกสองวัน แต่ก็จะมีช่วงระยะเวลา เมื่อตนมอบหมายให้ไปดำเนินการจะต้องมาทบทวนว่าสิ่งที่ไปดำเนินการมีความคืบหน้า มีปัญหาอุปสรรคอย่างไร เช่น เรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล เมื่อตนสั่งการให้มีการจัดกำลังผสมในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ หาข่าวเพื่อป้องกันเหตุร้ายไม่ให้เกิดขึ้นกับประชาชนคนกรุงเทพ เมื่อถึงเวลาตนก็ต้องไปฟังว่า ตำรวจนครบาลมีปัญหา มีอุปสรรคในการปฏิบัติงานตรงไหน
“ผ่านการปฏิบัติงานบางอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลก็ทำได้ดี ผมก็อยากจะขยายผล เช่น กรณีที่มีการประชุมกับผู้ขับขี่รถจัรยานยนต์ ผมเห็นว่าดี นอกจากมีประชาชนแจ้งเหตุ ทางสายด่วน 1555 แล้ว ยังมีคนขับขี่รถจักรยานยนต์มาช่วยก็จะทำให้หู ตาของเจ้าหน้าที่ขยายออกไป ผมก็คิดต่อไปถึงพี่น้องประชาชนที่อยู่ในชุมชนต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่กทม.ที่ทำงานตามถนนสายต่างๆ ดังนั้นเมื่อเรียกประชุมในวันนี้ผมก็จะได้ไปหารือว่า จะสามารถขยายความร่วมมือ และซักซ้อมทำความเข้าใจกับบุคคลเหล่านั้นให้มาดูแลบ้านเมมืองได้อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น ขณะเดียวกันผมก็จะซักถามถึงอุปสรรคในการที่จะดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่มีการกระทำ พฤติกรรมที่เป็นอันตราย เช่น นายเคทอง หรือพวกที่ออกไปพูดจาปลุกระดมตามสถานีวิทยุ หรือไปประชุมชาวบ้านในที่ต่างๆ ที่จะให้ลุกขึ้นมาก่อเหตุ เข้าข่ายของการทำผิดกฎหมายอาญา มีปัญหามีอุปสรรคตรงไหนในการดำเนินคดี อย่างนี้เป็นต้น ผมเรียนว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไร สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำก็คือ ดำเนินการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของกฎหมาย อาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือ และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” นายสุเทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า นโยบายที่ออกมาใช่มาจากพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มียุทธศาสตร์ของพรรค ในการกำหนดแนวทางที่จะจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดง 3 แนวทาง นายสุเทพ กล่าวว่า มีความเข้าใจที่สับสน วันนี้ตนมาบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่มาบริหารพรรค กรณีที่คนในพรรคจะประเมินสถานการณ์ หรือติดตามสถานการณ์อย่างไรเป็นเรื่องหนึ่ง และกรณีที่ตนจะดำเนินการอย่างไรในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ส่วนเรื่องที่พูดถึงแนวทาง 3 แนวทางนั้น ก็ไม่ใช่ เพียงแต่ในการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้เรียนให้สมาชิกของพรรคได้ทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร กลุ่มที่เคลื่อนไหวมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ต้องการอย่างไร จะได้เข้าใจสถานการณ์ไม่ใช่หมายความว่าสิ่งนั้นเป็นยุทธศาสตร์ที่พรรคจะต้องมาสั่งให้ตนทำอย่างนั้นอย่างนี้
นายสุเทพ กล่าวว่า กรณีของตนที่ทำหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ตนตั้งเป้าว่าจะต้องดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและการที่จะดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองก็อาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือ บางอย่างตนสามารถสั่งการไปได้เอง เช่น สั่งไปที่กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่บางเรื่องต้องระดมกำลังความคิดจากฝ่ายต่างๆ เพราะฉะนั้นต้องมีการประชุมกันกับคณะกรรมการฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าจะมีการหารือถึงแนวทางการออกกฎหมายความมั่นคง เพื่อคุมกลุ่มผู้ชุมนุม รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ ไม่ไปไกลขนาดนั้น ก็ใช้กฎหมายธรรมดา แต่ถ้ามีปัญหา อุปสรรคใดก็จะได้ถามกันในที่ประชุมเพื่อจะได้หาแนวทางแก้ไขปรับปรุงกันอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า คตม.ประชุมบ่อยขึ้นเป็นเพราะการเดินสายของกลุ่มเสื้อแดงหลายทาง จึงต้องประชุมเตรียมการรับมือใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ก็มีส่วน แต่ตั้งแต่ตั้ง คตม.มา ตนเพิ่งประชุมไปครั้งเดียวไม่ได้ประชุมถี่อะไรเลย แต่เมื่อมาถึงระยะตรงนี้เราได้ทราบแล้วว่าได้มีการปลุกระดม ชักชวนประชาชนให้มาชุมนุมในกรุงเทพฯวันที่ 13-14 มี.ค.จึงมีความจำเป็นที่ต้องพิจารณาสถานการณ์รอบด้าน เพื่อดูว่ามีคนมาชุมนุมมากๆ วิธีการที่เราเตรียมการป้องกันยังมีช่องโหว่ จุดอ่อนตรงไหนบ้างที่ต้องปรับปรุง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินหรือไม่ว่า การประกาศของนายเคทองมีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหนที่จะเกิดขึ้นจริง รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า จะมีน้ำหนักแค่ไหนยังไม่ได้ประเมิน แต่การกระทำนั้นเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายเคทองเป็นคนที่เราเคยเข้าไปตรวจค้นอาวุธที่บ้าน และมีเครื่องกระสุนปืนต่างๆ ซึ่งผิดกฎหมายอยู่แล้ว และเขาได้มามอบตัวและประกันตัวออกไป แต่เมื่อได้ประกันตัวออกไปแล้วยังไปกระทำความผิด ไปก่อเหตุให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะไปตามตัวมาดำเนินคดี และถอนประกันตัว ซึ่งมีขั้นตอนตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นห่วงเรื่องเวปไซต์ของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้ออกมาพูดถึงการขึ้นบัญชีดำ 53 คนที่อยู่ฝ่ายกลุ่มคนเสื้อแดง นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องของบัญชีดำที่พูดถึงเป็นกระบวนการของฝ่ายบริวารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะเป็นการสร้างสถานการณ์ สร้างเรื่องขึ้นเพื่อโยนความผิดมาให้รัฐบาล ตนเรียนตรงไปตรงว่า ตนไม่มีกำลังที่จะไปติดตามคน 200-300 คน และเห็นว่าที่เขาพูดเป็นเรื่องเลอะเทอะ เช่น มีผู้ใหญ่บางคนออกมาพูดถึงขนาดว่า บัญชีดำมีพระสงฆ์รวมอยู่ด้วย นี่เป็นการหาเรื่องตน มันเกินความจำเป็นที่ตนจะไปตามพระทำไม มันไม่ใช่ หรือแม้แต่นักข่าว ตนจะไปตามทำไม จึงต้องถามว่า “มัน” คือใคร และ เว็ปของใคร เว็ปรัฐบาลไม่มี ตนยืนยันว่าไม่มีเขาแกล้งทำเรื่องขึ้นมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุดเวปไซต์พล.ต.ขัตติยะก็ขึ้นบัญชีดำฝ่ายรัฐบาลเช่นเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ที่ตนสั่งให้เจ้าหน้าที่ติดตามดูแลก็เป็นมาตรการเชิงรุก เพื่อป้องกันดักหน้าเอาไว้ก่อนว่า คนพวกนี้เขาคิดทำอะไรที่เป็นเรื่องร้ายแรง ที่เป็นอันตรายต่อบ้านเมือง หน้าที่ตนต้องทำอย่างนั้น ส่วนพวกเขาจะติดตามตนหรือติดตามฝ่ายรัฐบาลเพื่อไม่ให้เราทำหน้าที่อย่างนั้นหรือก็ต้องแยกกัน และไม่ว่าจะเป็นใครทั้งหลายที่มีความรู้สึกว่าถูกคนเหล่านั้นคุกคามให้บอกมาที่ตน ตนมีหน้าที่ต้องดูแลให้ความคุ้มครองท่านเพราะว่าตนคุมเจ้าหน้าที่รัฐอยู่เหมือนกับที่เราให้ความคุ้มครองบุคคลสำคัญๆ คนอื่นมา ทุกคนสำคัญทั้งนั้นถ้าใครมีปัญหาก็ช่วยบอกมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า บรรยากาศบ้านเมืองในเวลานี้จะเป็นเหมือนขวาพิฆาตซ้ายหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ใช่ขาวที่จะไปพิฆาตใคร จนเดี๋ยวนี้เราไม่ได้เป็นศัตรูกับใครทั้งสิ้น และไม่เคยมีความคิดไปสู้รบปรบมืออะไร ที่ต้องทำเพื่อป้องกันบ้านเมือง รักษาบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย ไม่ให้สุจริตชนทั้งหลายพลอยเดือดร้อน เป้าประสงค์มีแค่นี้ ต่อข้อถามว่า จะมีการคุยกันถึงเรื่องการถอนประกันแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนทำตามกฎหมาย ถ้าบังเอิญว่าคนที่เป็นแกนนำและเคยมีคดีความและขอประกันตัวไปแล้วตอนนี้ยังทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ตนก็จะดำเนินการตามขั้นตอน
ผู้สื่อข่าวถามว่า การชุมนุมในวันที่ 14 มี.ค.นี้ เตรียมรับมืออย่างไร เพราะแกนนำ นปช.ระบุว่าอาจจะให้คนหลายหมื่นหรือหลายแสนคน เอารถเข้ามาในกรุงเทพฯแล้วจอดรถทิ้งไว้แล้วเดินมาชุมนุมเพื่อให้การจรจาติดขัดไปทั่วกรุงเทพฯ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนก็ต้องถือโอกาสกราบเรียนว่าตนก็จะใช้กฎหมายจราจรเป็นเครื่องมือ ถ้ามาจอกรถเกะกะ จอดในที่ที่ไม่อนุญาตให้จอด ตนก็จะให้รถยกลากเอาไปเก็บที่อื่น เรียนเจ้าของรถปิคอัพทั้งหลายว่าตนไม่รู้ว่าเขาให้ค่านำมันรถ จ้างวานมาเท่าไหร่ แต่ถ้าเอารถมาจอดเกะกะในกรุงเทพฯเวลาที่ตนลากรถไปมีบุบมีเสียหาย มันจะลำบาก ไม่รักรถตัวเองก็ต้องคิดให้ดี ตนได้สั่งการให้ทางตำรวจนครบาลไปหาสถานที่สำหรับเก็บรถที่ยกไป และเตรียมหารถยกเอาไว้ให้พอให้ได้ โดยจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่ารถที่ยกไปเอาไปจอดตรงไหนบ้าง แต่การทำงานของเจ้าหน้าที่ในการยกรถ รถก็ต้องบุบ สลาย เพราะฉะนั้นจะมาเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากตนไม่ได้ และบริษัทประกันภัยก็ไม่ทราบจะจ่ายหรือเปล่า เจ้าของรถต้องรู้ตัวล่วงหน้าว่าพารถมาแล้วต้องเตรียมซ่อมรถไว้ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากออกมาขู่เรื่องนี้แล้วยังจะมีมาตรการอื่นอีกหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้ขู่ ตนเรียนว่าเราจะยอมให้เขาเอารถมาจอดเกะกะไปหมดจนกรุงเทพฯเป็นอัมพาตไม่ได้ ตนมีหน้าที่ต้องเปิดให้การจราจรไปได้ก็ต้องใช้รถยกลากไป แต่ตนได้สั่งให้บช.น.ไปเตรียมสถานที่เก็บเอาไว้ และต้องเตรียมแบ่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้ารถ ไม่ให้รถเขาสูญหาย จึงได้บอกเจ้าหน้าที่แล้วว่าสนามบินดอนเมืองกว้างๆ อยู่ว่างๆ ก็เอามาจอดได้บางส่วน ที่จริงถ้าเจ้าของรถร่วมมือมาถึงก็จอดรถไว้ที่ดอนเมืองแล้วนั่งรถไฟมาจะดีกว่ามาก ตนจะได้ไม่ต้องลากรถไปอีก
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในบริเวณทำเนียบรัฐบาลได้มีการสั่งการให้ทางตำรวจให้เข้ามาดูแลแล้วหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่ได้สั่งการ แต่ทางบก.น. 1 เขาอาจจะเข้ามาดูเพื่อเตรียมการในการรักษาความปลอดภัย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการขอความร่วมมือจากปั๊มน้ำมันจุดทางเข้ากรุงเทพฯให้หยุดบริการเพื่อป้องกันการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รองนายกรัฐมนตรีฯ ปฏิเสธ ว่า ไม่มี ปั๊มน้ำมันจะไปหยุดไม่ได้ ขายไปเถอะ ถือว่าลูกค้ามาถึงปั๊มก็ต้องขายน้ำมัน ตนไม่ไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ณ วันนี้ยังมั่นใจหรือไม่ว่าเมื่อถึงเวลาวันที่ 14 มี.ค. รัฐบาลจะเอาอยู่ ไม่เกิดเหตุเหมือนเหตุการณ์ช่วงเดือนเม.ย. 52 อีก นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องให้อยู่ บ้านเมืองต้องให้อยู่ได้ พี่น้องประชาชนคนไทยต้องดำรงชีวิตอยู่ได้ตามปกติ ใครจะมาทำให้ประชาชนเดือดร้อน ดำเนินชีวิตไม่ได้ตามปกติ ตนก็คงไม่ยอม
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงพยายามขยายผลจะทำให้เป็นโอกาสวันครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์เม.ย. 52 เพื่อจะทำให้รัฐบาลสั่นคลอน รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า คิดว่ากลุ่มคนเสื้อแดงควรจะมีสติว่า ประวัติศาสตร์มันต้องเป็นประวัติศาสตร์ดีๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมือสงกรานต์ปีที่แล้วอยู่ในความทรงจำประชาชนทั้งประเทศว่ากลุ่มคนเสื้อแดงได้กระทำการที่ไม่เหมาะสม ไม่บังควรมากมาย ก็ไม่ควรจะทำอย่างนั้นอีกแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้แนะนำให้นายกรัฐมนตรีทบทวนการเดินทางไปเยือนออสเตรเลีย ในระหว่างวันที่ 14-17 มี.ค.หรือไม่อย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า นายกฯก็ต้องปฏิบัติภารกิจตามปกติ มีกิจการงานใดท่านก็ต้องทำต่อไป เวลานายกฯไม่อยู่ท่านก็มอบอำนาจให้ตนปฏิบัติราชการแทนอยู่แล้ว บ้านเมืองของเราต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่ว่าคนมาชุมนุมเดินขบวนแล้วต้องหยุดปฏิบัติราชการกันเลยคงไม่ได้ ทั้งนี้ตนไม่ได้คุยกับนายกฯว่าท่านจะไปหรือไม่ไป แต่เป็นที่รู้กันในบรรดาพวกตนที่ทำงานกันว่าเราทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ



