ข่าว

"กรณ์"เย้ย"ทักษิณ"จำนนต่อหลักฐานถูกยึดทรัพย์

"กรณ์"เย้ย"ทักษิณ"จำนนต่อหลักฐานถูกยึดทรัพย์

04 มี.ค. 2553

"กรณ์"เย้ย"ทักษิณ"ผ่านเฟซบุ๊ก จำนนต่อหลักฐานซุกหุ้นส่งผลถูกยึดทรัพย์ บอกถ้าเป็นผมจะยึดหมดทั้ง 7.6 หมื่นล้าน เศร้าในคนไทยไม่ศึกษาในเชิงลึกในคำพิพากษาที่อมตะมากและน่าเคารพอย่างมาก

 (3มี.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เขียนข้อความในเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า "เวลาผ่านไป 4 วันแล้วหลังจากคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ผมยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อใดแม้แต่คำเดียวเกี่ยวกับผลของคดีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะผมมีความรู้สึกว่าคนพูดเรื่องนี้เยอะแล้ว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องนี้ใกล้ตัวผมมาก ในฐานะเป็นคนหนึ่งที่ต่อสู้เรื่องนี้มายาวนาน จึงมีความรู้สึกอยากให้ความคิดและอารมณ์ตกผลึกก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นออกมา จนถึงวันนี้ความคิดเริ่มนิ่งแล้ว แต่ก็ยังสลับซับซ้อนอยู่ ผมเองเข้ามาเกี่ยวข้องจริงๆ ก็ตอนที่ทักษิณขายหุ้นให้เทมาเส็ก ในเดือนมกราคม 2549 หนึ่งปีเต็มๆ หลังจากที่ผมเป็น ส.ส.ฝ่ายค้าน จำได้ว่าพฤติกรรมทั้งหมดของทักษิณ ชี้ให้เห็นว่าเขาเป็นเจ้าของที่แท้จริงและได้ “ซุก” หุ้นทั้งหมดไว้โดยตลอด เขาไปเจรจากับสิงคโปร์โดยอ้างว่าไปเที่ยว เขารีบแก้กฎหมายสัดส่วนการถือหุ้นโดยต่างชาติในบริษัทโทรคมนาคมเพื่อเขาจะได้ขายหุ้นได้ และเขาทำทุกอย่างเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว"

 นายกรณ์ระบุอีกว่า "วันนี้หัวใจของคดีนี้ คือการพิสูจน์ว่า ทักษิณซุกหุ้นจริง หลังจากนั้นจึงเป็นการพิสูจน์ว่าเข้าเอื้อต่อหุ้นที่เขาซุกอยู่ด้วย คำพิพากษาของศาลฎีกา สรุปโดยเอกฉันท์ว่าซุกหุ้นจริง ผมนึกย้อนกลับไปช่วงปี‘49 นั้น ทักษิณ อ้อ โอ๊ค เอม ทุกคนออกมาโกหกครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่ได้ซุก แต่สุดท้ายก็ต้องจำนนต่อหลักฐาน แต่ย้อนกลับมาที่ประเด็นสำคัญคือ ถ้าไม่ปฏิวัติจะได้เห็นคำพิพากษานี้ไหม และทำไมสังคมไทยจึงกลับไม่สามารถมีความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจเผด็จการ แสดงว่าบางครั้งเผด็จการให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากกว่าระบอบประชาธิปไตยหรือ?"

บอกถ้าเป็นผมยึดหมดทั้ง 7.6หมื่นล้าน

 นายกรณ์ระบุต่อด้วยว่า "สี่วันผ่านไป ผมมีความรู้สึกมากขึ้นทุกๆ วัน ว่าศาลยุติธรรมจริง ถ้าเป็นผม ผมคงยึดหมดทั้ง 76,000 ล้านบาทแล้วครับ เพราะผมคิดง่ายๆ มาตลอดว่า ถ้าเพียงยึด “ส่วนเกิน” ก็หมายความว่า ทักษิณโกงแล้ว “เท่าทุน” แต่ข้อเท็จจริงก็คือ หน่วยงานต่างๆ ที่เสียหายจากการทุจริตของทักษิณยังมีหน้าที่ต้องฟ้องร้อง เรียกร้องความเสียหายอีกหลายหน่วยงาน ของคลังก็มีครับ คือ ธนาคาร EXIM ที่โดนบังคับให้ปล่อยกู้ราคาถูกให้รัฐบาลพม่าเอาเงินไปซื้อของจากบริษัทของทักษิณ และผมรู้ล่วงหน้าเลยครับว่าจะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งและน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย ที่จะต้องคิดและรู้สึกว่าทำไมยังไปจองล้างจองผลาญอีก พอแล้วได้ไหม สมานฉันท์กันได้หรือยัง เหมือนยังไม่ยอมรับถึง ”หน้าที่” และยังเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง"

 รมว.คลังระบุว่า "เขียนมายาวมากแล้ว จริงๆ ก็คือเขียนให้กับตัวเองไปด้วยครับ และอยากจะบอกว่า สุดท้ายแล้วผมไม่ได้รู้สึกดีกับคำพิพากษาเลย ไม่ใช่เพราะผมไม่เห็นด้วย อย่างที่ว่า ผมคิดว่าเป็นคำพิพากษาที่อมตะมากและผมเคารพและน้อมรับด้วยความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเคารพอย่างมาก แต่ผมเศร้าซึมเล็กๆ เพราะผมไม่แน่ใจว่าพวกเราชาวไทยได้เรียนรู้ในเชิงลึกจากเรื่องราวทั้งหมดนี้หรือไม่ จริงๆ แล้วเราให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและความถูกต้องแค่ไหน และเราพร้อมจะเสียสละเพื่อช่วยกันรักษาความถูกต้องในสังคมหรือไม่ ผมคิดเองตอบเองได้ครับ แต่ไม่ค่อยชอบคำตอบเท่าไรนัก แต่ยังไงก็ไม่ท้อครับ"