ข่าว

สศช.ชี้ค่าแรงลูกจ้างไทยเพิ่มขึ้นช้าไม่ปรับตามประสิทธิภาพ-มีแนวโน้มขาดแคลน

สศช.ชี้ค่าแรงลูกจ้างไทยเพิ่มขึ้นช้าไม่ปรับตามประสิทธิภาพ-มีแนวโน้มขาดแคลน

03 มี.ค. 2553

สศช.ชี้ไตรมาส 4 ปี 52 เศรษฐกิจฟื้น ภาพรวมความเป็นอยู่คนไทยดีขึ้น ชี้ค่าจ้างทรงตัว และไม่ปรับตามฝีมือแรงงานในบางกลุ่ม มองธุรกิจควรขึ้นค่าแรงตามประสิทธิภาพ ระบุยังขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ

 นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงภาวะสังคมไทยภาพรวมปี 2552 ว่า ความเป็นอยู่ของประชาชนในไตรมาส 4 ปี 2552 เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการจ้างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อัตราว่างงานลดลง แต่ค่าจ้างเฉลี่ยค่อนข้างทรงตัว เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซามาตั้งแต่ต้นปี และยังมีปัญหาตึงตัวของตลาดแรงงาน เพราะขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ ทักษะและความเชี่ยวชาญของแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาด และการขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือในภาคเกษตรและโรงงานอุตสาหกรรมมีผลให้ต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวมากขึ้น

 นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มจะขาดแคลนแรงงานในอนาคต เพราะการเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วส่งผลให้คนวัยทำงานมีสัดส่วนลดลง อีกทั้งอาจเกิดการแย่งแรงงานมีฝืมือและกลุ่มวิชาชีพที่ขาดแคลนจากต่างประเทศด้วย

 ทั้งนี้ การจ่ายค่าจ้างส่วนใหญ่ยังอิงกับระดับการศึกษามากกว่าทักษะหรือความสามารถเฉพาะในการทำงาน ผลตอบแทนบางกลุ่มยังไม่สะท้อนถึงผลิตภาพแรงงานที่แท้จริง นายจ้างควรมีแนวคิดและระบบการจ่ายค่าจ้างตามสมรรถนะหรือความเชี่ยวชาญ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ ประสิทธิภาพและความสามารถของแรงงาน

 "ตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน ค่าจ้างที่แท้จริงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพียงช้าๆ ในทุกสาขาการผลิตและบริการ ค่าจ้างเฉลี่ยมีการปรับขึ้นในระดับที่เพียงสามารถบรรเทาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นมาและสะท้อนถึงผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย" นางสุวรรณี กล่าว

 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงความก้าวหน้าของประเทศ รายได้ค่าจ้างแรงงานเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของคุณภาพชีวิต แม้ว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้น คนมีงานทำมากขึ้น แต่เมื่อวัดรายได้ประชาชาติที่ประกอบจากค่าจ้าง ค่าเช่า ดอกเบี้ยและกำไรของคนทั้งประเทศกลับต่ำกว่ามูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เนื่องจากมีรายได้สุทธิของชาวต่างชาติในไทยต้องส่งกลับออกไป อีกทั้งยังมีภาษีทางอ้อมธุรกิจและค่าเสื่อมราคาที่ถูกหักออกไป

 โดยภายใต้โครงสร้างรายได้ประชาชาติของไทยช่วงปี 2536-2551 ผลตอบแทนแรงงานคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 40.81% ซึ่งแม้ภายหลังเกิดวิกฤติสัดส่วนผลตอบแทนแรงงานจะเพิ่มขึ้นแต่ก็ช้ากว่าผลตอบแทนของที่ดิน เงินลงทุน ซึ่งคนกลุ่มคนระดับกลางมีเงินออมน้อย ไม่ได้ถือครองที่ดินหรือทรัพย์สิน ไม่ได้เป็นเจ้าของทุนและธุรกิจ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการกระจายรายได้ของประเทศ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต้องเน้นปรับโครงสร้างภาษี เพื่อลดความบิดเบือนระหว่างกลุ่มรายได้