
การเมืองกับความมั่งคั่ง
ท่ามกลางกระแสเรียกร้องคำอธิบายถึงความเกี่ยวโยงระหว่างระเบิดหลายแห่งต่อธนาคารกรุงเทพ ภายหลังคำตัดสินคดียึดทรัพย์คุณทักษิณ ว่าเกี่ยวโยงกันอย่างไร ผมคิดว่ามีเรื่องที่น่าสนใจในคำพิพากษาคดียึดทรัพย์คุณทักษิณที่น่าจะนำมาพิจารณาต่ออย่างน้อยอยู่เรื่องหนึ่ง
นอกเหนือไปจากเรื่องที่ศาลเองจะต้องถูกโจมตีไปตลอดกาลนานในเรื่องของการยืนยันว่าการพิจารณาคดีของคุณทักษิณนั้นอยู่ในอำนาจที่ศาลทำได้ ทั้งที่มีข้อกล่าวหามาโดยตลอดว่าผู้ที่ยื่นคดีนี้เข้าสู่กระบวนการตั้งแต่แรกนั้นเป็นองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร
เรื่องที่ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่เรายังไม่มองกันอย่างจริงๆ จังๆ ก็คือ เรื่องของบทเรียนที่เรามีกับคุณทักษิณ นับตั้งแต่วันแรกที่คุณทักษิณก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งวันที่ข้อกล่าวหาของคณะองค์กรที่มาตามรัฐประหารที่จัดการคุณทักษิณนั้นได้รับการตัดสินเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นั่นก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับการถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งในสังคมไทย
ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะว่าปัญหาหนึ่งที่มีในการเมืองไทยนับตั้งแต่การปฏิรูปทางการเมือง 2540 เป็นต้นมาก็คือเรื่องของความเชื่อที่ว่าการเมืองนั้นเป็นเรื่องของความบริสุทธิ์ ที่สามารถตรวจสอบ หรือควบคุมได้ โดยการแยกออกระหว่างการดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับการถือครองความมั่งคั่ง
ในกรณีของคุณทักษิณนั้น เรื่องใหญ่ก็คือตั้งแต่สมัยซุกหุ้นรอบแรก มาจนถึงกรณีนอมินีในรอบนี้ ซึ่งเอาเข้าจริงสิ่งที่คุณทักษิณนั้นพูดหลังจากคำตัดสินก็น่ารับฟังว่า คราวนี้มีเรื่องการเมืองอยู่ข้างหลัง ซึ่งถ้าลองย้อนกลับก็คือการที่คุณทักษิณ "หลุด" ในคราวที่แล้วนั้นกระแสสังคมก็มีส่วนร่วมผลักดันอยู่มิใช่น้อย ดังที่มีคนกล่าวหาคุณทักษิณอยู่มากมายในครั้งนั้น
คำถามก็คือ จะมีความเป็นไปได้ไหมว่านักธุรกิจที่ร่ำรวยนั้นจะเล่นการเมืองได้ คำตอบก็คือไม่น่าจะได้ หากมองจากฐานคติของการเมืองแบบใสสะอาด เพราะตราบใดที่เขาไม่ขายกิจการก่อนเข้าเล่นการเมืองความมั่งคั่งก็ย่อมจะอยู่กับผู้ที่ใกล้ตัวอยู่ดี
แต่เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกับการทุจริตเชิงนโยบายที่ว่าจะมีการสร้างข้อได้เปรียบให้แก่ธุรกิจของตนหรือไม่ ผ่านกฎหมายหรือนโยบายที่นักการเมืองเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องถามว่าจะเป็นจริงได้อย่างไรกรณีที่นักการเมืองนั้นมีความมั่งคั่งมาก่อนจะเข้ามาเล่นการเมือง
ในอีกทางหนึ่ง เมื่อจริตของการปฏิรูปการเมืองนั้นเป็นเรื่องของการสร้างความใสสะอาดให้นักการเมืองผ่านความเชื่อที่ว่าจะต้องไม่ถือหุ้น แต่ถ้านักการเมืองถือหุ้น คำถามก็คือรัฐธรรมนูญทั้ง 40 และ 50 ก็ไม่ได้มีทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้ที่เป็นทางออก เว้นเสียแต่ว่าจะย้อนกลับไปพิจารณาว่าสังคมการเมืองไทยในอดีตนั้นใช้วิธีใดในการจัดการกับความมั่งคั่งเหล่านี้ ซึ่งจะพบว่าการจัดการความมั่งคั่งนั้นจะกระทำโดยการทำให้นายทุนนั้นสยบต่ออำนาจทางการเมืองในแง่ของการเป็นผู้ให้การสนับสนุนพรรค หรือสนับสนุนนักการเมืองแนวบารมี
ทางออกของเรื่องนี้ไม่น่าจะอยู่ที่การโอนทรัพย์สิน แต่อยู่ที่การจัดการเรื่องความมั่งคั่งของสังคม การทำให้คนจนรวยขึ้น ทำให้การส่งต่อความมั่งคั่งต้องถูกตรวจสอบและเอาคืนกับสังคมมากขึ้น ทรัพย์สินต้องไม่มีการตกทอดมากเกินไป หรือโดยอัตโนมัติ ในอีกด้านสังคมก็จะต้องมีสวัสดิการที่ดีให้ทุกคนมั่นคงและสร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเองแต่ไม่ใช่การสะสมเพื่อตกทอดท่ามกลางความเดือดร้อนของคนอื่น



