
อาชญากรรมเชิงซ้อน
เหตุระเบิดหลังวันพิพากษาสะท้อนนัยอะไรหลายๆ อย่าง พอๆ กับคำถามมากมายก่ายกอง
คนทำเป็นใคร มีใครอยู่เบื้องหลัง และใครคนนั้นที่เสียประโยชน์โง่มากพอจะประกาศความเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยกระนั้นหรือ ?
แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือวันนี้มาตรการรักษาความปลอดภัยของตำรวจอยู่ในขั้น "ล้มเหลว" อย่างสิ้นเชิง
ถ้าหากว่าตำรวจ (บางคน) ไม่รู้เห็นเป็นใจเสียเอง ?!!
พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.พยายามกระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันด้วยมาตรการคาดโทษ
พื้นที่ไหนมีเหตุระเบิดอีก นายตำรวจระดับรอง ผกก., ผกก., รอง ผบก. จะต้องรับผิดชอบมาช่วยราชการที่ บช.น.
ไม่มีใครปฏิเสธความเป็นตำรวจของ พล.ต.ท.สัณฐาน และการเติบโตในตำแหน่งหน้าที่
แต่เรื่องความสามารถยังชวนเคลือบแคลงและเป็นสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่เห็น
หลายครั้งมาแล้วที่มาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่และบุคคลสำคัญถูกท้าทายด้วยเหตุอาชญากรรมรุนแรง
ตั้งแต่เอ็ม 79 ข้างทำเนียบ ถึงซีโฟร์ข้างศาลฎีกา มาจนถึงปาขี้บ้านนายกฯ สุดท้ายระเบิดหลังวันพิพากษา
ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่อง ความไม่พร้อมรับมือ ทั้งแผนและการปฏิบัติ
สภาพอาชญากรรมในกรุงเทพฯ มีความแตกต่างกับต่างจังหวัด มีความเป็นองค์กร เครือข่าย เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับคนหลายกลุ่ม
เป็นมาเฟียเครื่องแบบก็มี ไม่ใช่นักเลงลูกทุ่ง การทำงานจึงต้องแตกต่างออกไปให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง
โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองระอุอ้าว การก่ออาชญากรรมส่วนหนึ่งมีปัจจัยมาจากการเมือง
เป็นอาชญากรรมเชิงซ้อนที่ต้องใช้มากกว่าการ "บังคับคาดโทษ"
แม้แต่รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยังเข้าใจดี
ลองหันมองย้อนกลับไปดูสิว่า มันผิดพลาดตรงไหน ทบทวน ใคร่ครวญให้ดี กำหนดแผนให้รัดกุมเหมาะสม
ผมยังเชื่อมั่นในตัวของท่าน ผบช.น.และตำรวจนครบาลว่าจะควบคุมสถานการณ์ให้บ้านเมืองสงบสุขได้
แม้ว่าท่ามกลางเสียงกระแนะกระแหนของคนตาบอดสี เรื่องระเบิดเกิดจากการสร้างสถานการณ์
ถ้าแผนปฏิบัติดีจนไม่มีเหตุร้ายๆ เกิดขึ้น จะทำให้ตำรวจถูกครหาว่ามีส่วนร่วม
ก็ยังดีกว่าปล่อยให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟอย่างที่ใครต้องการอยากให้เป็น ?!!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



