
โฆษกศาลแจงตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณไม่มีคนชักใย
โฆษกศาลยุติธรรม แจงศาลฎีกานักการเมืองตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ-ครอบครัว 46,373 ล้าน ไม่มีคนชักใย ออกใบสั่งโต้คนวิจารณ์คำตัดสินศาลยอมรับอำนาจ คมช. พูดคลาดเคลื่อน ย้ำศาลมีหน้าที่บังคับใช้ ตีความกฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่มีสองมาตรฐาน ยันไม่ได้ปกป้องผู้พิพากษากัน
ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ชั้น 12 อาคารศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 3 มี.ค.53 เวลา 15.00 น. นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม แถลงข่าวกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้ทรัพย์ที่ได้มาจากการเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คุณหญิงพจมาน คู่สมรส นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา บุตรชายและบุตรสาว น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาว และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ผู้คัดค้านที่ 1-5 จำนวน 46,373 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินว่า ตลอดหนึ่งสัปดาห์หลังศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษา มีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งคือการวิพากษ์วิจารณ์จากความรู้สึกของประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และสังคม ในแง่มุมต่างๆ ซึ่งศาลยุติธรรมขอน้อมรับเพราะเชื่อว่าคำวิพากษ์วิจารณ์นั้น ติชมด้วยความเป็นธรรมถือเป็นส่วนที่ช่วยพัฒนากระบวนการยุติธรรม และเป็นกระจกเงาสะท้อนให้ผู้พิพากษา ในทางกลับกันหากกระจกเงานั้นบิดเบี้ยว ติชมโดยไม่อยู่ในฐานของความเป็นจริง ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
“ศาลยุติธรรมก่อตั้งมา 128 ปี ทั้งตุลาการที่ล่วงลับไปแล้ว และที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ทุกท่านถือเป็นคุณูปการการวงการตุลาการ ผู้พิพากษาเปรียบเสมือนนักวิ่งผลัด ที่เปลี่ยนมารับหน้าที่รักษาทรัพย์สมบัติของชาติ และประชาชน งานของศาลไม่มีมิตรแท้ แต่มีศัตรูถาวร เพราะการตัดสินของศาลย่อมมีผู้แพ้และชนะ คนชนะจะมองว่าศาลให้ความยุติธรรม แต่ในมุมของคนแพ้จะมองว่าศาลลำเอียง” โฆษกศาลยุติธรรม กล่าว
นายสิทธิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ช่วงที่ผ่านมามีผู้ให้ความเห็นบางคนวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่คลาดเคลื่อน ในฐานะโฆษกศาลยุติธรรมไม่มีหน้าที่ปกป้องหรืออธิบายคำพิพากษา เนื่องจากคำพิพากษาขององค์คณะได้อธิบายไว้อย่างละเอียดแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกมา โดยคาดว่าภายในสัปดาห์นี้ จะสามารถลงคำพิพากษาฉบับเต็มได้ที่เว็บไซด์ของศาลฎีกา ส่วนคำวินิจฉัยส่วนตัวขององค์คณะทั้งเก้าจะปิดประกาศที่หน้าศาลฎีกาต่อไป ซึ่งทุกคนสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้พิพากษาท่านใดมีมติ ในประเด็นต่างๆอย่างไร
โฆษกศาลยุติธรรม ยังกล่าวถึงประเด็นที่มีผู้วิจารณ์คำพิพากษาอีกว่า มีประเด็นที่พูดคลาดเคลื่อนหลายส่วน ประเด็นแรก คือการกล่าวว่าศาลฎีกาฯ มีลักษณะยอมรับคำสั่ง คมช. ไปปฏิบัติซึ่งศาลควรใช้กฎหมายในรัฐสภาเท่านั้น เรื่องนี้ขอชี้แจงว่านับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2516 ถึงปัจจุบัน เกิดการปฏิวัติขึ้นมาหลายครั้ง เมื่อยึดอำนาจได้ คณะปฏิวัติจะตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อรับรองความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจในรูปแบบประกาศซึ่งปัจจุบันยังมีการนำมาใช้ในประมวลกฎหมายอาญา หรือ พ.ร.บ.ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบการยึดทรัพย์สมัย รสช. กับ คมช. ซึ่งที่มาของคำสั่งมีความแตกต่างกัน สมัย รสช.ตั้งคณะบุคคลขึ้นมาจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งพนักงานสอบสวน อัยการ ศาล มีการยึดทรัพย์สินทั้งหมดไว้ก่อนจะเปิดช่องให้เรียกคืน ส่วน คตส.แตกต่างกันคือให้อำนาจ คตส.ไต่สวนตามกรอบเวลา ก่อนส่งให้อัยการพิจารณาสำนวนและยื่นฟ้องศาล หากทำไม่เสร็จก็ส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ เมื่อเข้าสู่กระบวนการศาลยังเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้าน พิสูจน์ความจริงอย่างเต็มที่ว่าทรัพย์ที่ได้มานั้นถูกต้องหรือไม่ ซึ่งมีความเป็นธรรมมากกว่า
ส่วนประเด็นที่มีกล่าวหาว่าคำพิพากษามีการตั้งธงไว้ เขียนเสร็จแล้วจึงนำมาอ่าน ถือว่าผู้พูดพูดถูกแต่พูดไม่หมด รู้จริงแต่ไม่รู้แจ้ง เพราะตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระบุไว้ว่าให้ผู้พิพากษาทุกคนเขียนคำวินิจฉัยส่วนตัวเป็นหนังสือ ซึ่งความเห็นจะเหมือนหรือแตกต่างกันเป็นอิสระของผู้พิพากษาที่จะดำเนินการ แต่ไม่ใช่การกำหนดหรือปักธงผลคำพิพากษาเอาไว้
“ศาลเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราขึ้น ถ้ากฎหมายออกมาที่ชอบโดยหลักการแล้ว ศาลมีหน้าที่บังคับใช้และตีความกฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่าสองมาตรฐาน” นายสิทธิศักดิ์ โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวและว่า สำหรับประเด็นการมีคำพิพากษาให้ถือเป็นเสียงข้างมากแต่ไม่ระบุจำนวนเสียงลงมตินั้น เรื่องนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ใช้เสียงข้างมากขององค์คณะผู้พิพากษาเป็นการใช้คำตามกฎหมาย ส่วนมติเท่าใดนั้นสามารถติดตามได้จากการปิดประกาศของศาลฎีกาซึ่งเป็นเรื่องที่เปิดเผย และที่ยังมีการตั้งข้อสังเกตอีกว่า เหตุใดต้องอ่านคำพิพากษาทุกถ้อยคำนั้น เพราะการอ่านคำพิพากษาเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 อนุมาตรา 3 ที่กำหนดให้ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาทั้งหมดโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย
และประเด็นสุดท้ายที่กล่าวว่าผู้พิพากษามีความเห็นที่ขัดแย้งกัน ควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ขอเรียนว่า ผู้พิพากษามีความเห็นแตกต่างกันในข้อกฎหมาย บางครั้งจะเห็นว่าผู้พิพากษาถกเถียงกันเรื่องข้อกฎหมายจนหน้าดำคร่ำเครียดเพราะต้องการหาทางออกให้ดีที่สุด ไม่ได้โกรธกัน ขณะที่การเขียนคำพิพากษากลางจะนำประเด็นในคำพิพากษาส่วนตัวที่องค์คณะฯ เห็นว่าดีที่สุดมาปรับแต่งเป็นคำพิพากษากลาง จึงไม่แปลกหรือมีพิรุธ ที่คำพิพากษากลางเขียนเสร็จในช่วงเช้าและอ่านคำพิพากษาในช่วงบ่าย ส่วนเรื่องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยนั้นเป็นการพิจารณาเฉพาะในคดีอาญา ไม่เกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ที่เป็นคดีแพ่ง
“มีผู้กล่าวหาว่า คดีนี้มีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง มีการตัดสินตามใบสั่งนั้น ขอชี้แจ้งว่าการเลือกองค์คณะทั้ง 9 ท่าน ต้องผ่านการลงคะแนนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก่อนซึ่งมีการติดประกาศชื่ออย่างเปิดเผย ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้คัดค้านมีสิทธิ์ยื่นคัดค้านเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาได้ แต่ก็ไม่มีใครคัดค้านจึงถือว่าไม่ติดใจ สำหรับองค์คณะทั้ง 9 ท่าน เป็นระดับอดีตรองประธานศาลฎีกา และเทียบเท่ารองประธานศาลฎีกา รับราชการมาเป็นเวลา 40 ปี มีเกียรติคุณเป็นที่ประจักษ์ ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้พิพากษา ดังนั้นยืนยันได้ว่าไม่มีใครที่จะมาสั่งให้ท่านใดซ้ายหันหรือขวาหันได้” โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวย้ำ
นายสิทธิศักดิ์ กล่าวต่อว่า การออกมาชี้แจงไม่ได้ปกป้องศาลกันเอง แต่เมื่อเห็นว่าบางเรื่องประชาชนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ขณะเดียวกันวันนี้สังคมไทยอ่อนแอ เกิดการแบ่งฝ่ายจากความเชื่อที่แตกต่างกัน หากสถาบันตุลาการที่ถือเป็นสถาบันหลัก และเป็นสมบัติของประชาชนขาดความเชื่อถือก็จะเกิดศาลเตี้ยขึ้นมา ซึ่งตนไม่อยากเห็นและไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น เพราะจะเป็นกลียุค ไม่มีใครเชื่อใคร
“ที่ผ่านมา 128 ปี ศาลยุติธรรม ตุลาการยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่มีเสื้อสีแดง สีเหลือง หรือสีน้ำเงิน ศาลเป็นตัวแทนของประชาชนทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองให้สังคมอยู่ได้โดยปกติสุข ขอให้ช่วยกันรักษาสถาบันหลักของชาติไว้ ประเทศไทยจะได้ไปรอด ประเทศปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือว่าโชคดีมากแล้ว” โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวย้ำ
นายสิทธิศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ ออกมาพูดถึงความพยายามเสนอสินบนผู้พิพากษายึดทรัพย์ด้วยว่า ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับนายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว พร้อมกับหารือกับองค์คณะทั้งเก้าว่า การพูดลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ศาลสมควรดำเนินการอย่างไร ซึ่งศาลยังไม่นิ่งดูดาย
เมื่อถามว่าการดูแลรักษาความปลอดภัยผู้พิพากษาองค์คณะทั้งเก้า นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุปั่นป่วนด้วยการปาสิ่งปฏิกูล หรือวัตถุระเบิดขึ้นหลายครั้ง เราไม่อยากให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับองค์คณะผู้พิพากษา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง แต่ศาลก็ไม่ประมาทจัดการดูแลสวัสดิภาพขององค์คณะอย่างเต็มที่ รวมถึงดูแลบุคคลในครอบครัวของผู้พิพากษาอีกด้วย เช่นเดียวกับอาคารสถานที่ทำงานของศาล มีการจัดการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างดี เพื่อไม่ให้บั่นทอนขวัญและกำลังใจ
เมื่อถามถึงกรณีที่นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบศาล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงเนื่องจากเป็นพื้นที่ของกลุ่มเสื้อแดง นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า ประธานศาลฎีกามีนโยบายตรวจราชการ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ซึ่งเป็นการเดินทางไปให้กำลังใจข้าราชการตุลาการ รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว ดังนั้นเชื่อว่าประธานศาลฎีกาไม่ได้รู้สึกหวั่นไหว และไม่ได้คิดว่าเป็นพื้นที่ของสีอะไร อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้



