ข่าว

แนะรัฐบาลตั้ววอร์รูมแก้ปัญหาหมอกควันเหนือ

แนะรัฐบาลตั้ววอร์รูมแก้ปัญหาหมอกควันเหนือ

03 มี.ค. 2553

นักวิชาการ ศูนย์วิจัยและจัดการคุณภาพอากาศ มช.แนะรัฐบาลตั้ววอร์รูมแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ เหตุปัญหาเริ่มลุกลามครอบคลุมทั้ง 8 จังหวัด พร้อมจี้ปรับค่ามาตรฐานฝุ่นขนาดเล็ก ไม่ควรเกิน 50 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

รศ.ดร.นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการคุณภาพอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า  ปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของภาคเหนือกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปีนับตั้งแต่ปี 2550 ที่เกิดวิกฤตหมอกควันขึ้นครั้งแรก หลังจากนั้นปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นทุกปีต่อเนื่องในช่วงเดือน ก.พ. - เม.ย. และไม่มีแนวโน้มดีขึ้น แม้หลายหน่วยงานพยายามแก้ไข โดยเฉพาะหมอกควัน และมลพิษทางอากาศที่อีกขึ้นในปี 2553 ขยายวงกว้างไปในหลายจังหวัดของภาคเหนือจนปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 10 สูงเกินมาตรฐาน  120 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

 ทั้งนี้แนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศในปีนี้รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมขึ้นมาเหมือนที่เคยดำเนินการในปี 2550  เนื่องจากในห้วงหลายปีที่ผ่านมามีตัวอย่างชัดเจนแล้วว่า หากปล่อยให้จังหวัดดำเนินการเองไม่ได้ผลเท่าที่ควรเพราะไม่สามารถสั่งการหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน ดังนั้นรัฐบาลต้องตั้งวอร์รูมขึ้นมาเพื่อประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐแต่ละหน่วยงาน รวมทั้งบูรณาการการทำงานในพื้นที่และใกล้เคียงเพราะขณะนี้ปัญหาได้ลุกลามครอบคลุมเกือบครบทั้ง 8 จังหวัดแล้ว  หากปล่อยให้แต่ละจังหวัดจัดการกันเองอาจไม่ประสบผลสำเร็จ

 รศ.ด.พงศ์เทพ  กล่าวว่า   การตั้งวอร์รูมขึ้นมาแก้ปัญหาหมอกควันและมลพิษควรรีบดำเนินการทำในช่วงวิกฤตสั้นๆที่เกิดขึ้น 1 - 2 เดือน  เช่นการจัดชุดเฝ้าระวังปัญหาไฟป่า มีการบินสำรวจพื้นที่ทุกวันหากพบมีไฟป่าเกิดขึ้นสามารถแจ้งให้หน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการได้ทันทีหรือขอความร่วมมือหน่วยงานทหารเข้ามาช่วย หากปล่อยให้ไฟไหม้นานอาจลุกลามจนขยายวงกว้าง  อะไรที่มีความจำเป็นก็ควรทุ่มงบประมาณลงไปเพื่อแก้วิกฤตหมอกควันและมลพิษทางอากาศ เช่น การจัดซื้อสารเคมีเพื่อดับไฟ ฯลฯ เพราะวิกฤตหมอกควันได้สร้างความเสียหายชัดเจนต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือ รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนด้วย ส่วนระยะยาวต้องจัดทำแผนเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

 "หมอกควันและมลพิษทางอากาศ 90% ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเฉียบพลัน ทำให้ประชาชนมีอากาศแสบตา แสบจมูก ฯลฯ ส่วนระยะยาวถ้าปล่อยให้เกิดวิกฤตต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะส่งผลให้เกิดผู้ป่วยด้วยโรคหอบหืดรายใหม่ โรคถุงลมโป่งพอง และโรงมะเร็ง ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวที่ยังไม่มีตัวเลขยืนยันชัดเจนแต่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถ้าปล่อยให้ประชาชนเผชิญปัญหาดังกล่าวทุกปี"รศ.ดร.พงศ์เทพกล่าว

 นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรปรับเปลี่ยนค่ามาตรฐานฝุ่นขนาดเล็ก หรือ PM 10 ซึ่งประเทศไทยใช้เกณฑ์ไม่เกิน 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม.   แต่ในยุโรปกำหนดไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ขณะเดียวกันองค์การอนามัยโลกก็แนะนำควรกำหนดมาตรฐานไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลบ.ม.  เพราะฝุ่นขนาดเล็กที่เกินมาตรฐาน 50 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ถือว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว  แต่ประเทศไทยกำหนดค่ามาตรฐานไว้สูงถึง 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ทำให้เห็นว่าปัญหายังไม่รุนแรง แต่ถ้าปรับลดลงมาเหลือ 50 ไมโครกรัม/ลบ.ม. อาจกระตุ้นให้ทุกฝ่ายหันมาให่ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามากขึ้น