
ชี้ปลูกกาแฟรายย่อยกระทบข้อตกลงอาฟต้ามากสุด
"วาวี"ชี้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรายย่อยเป็นกลุ่มที่ได้รับกระทบจากข้อตกลงอาฟต้ามากที่สุด เหตุการรวมกลุ่มยังไม่เข้มแข็ง แถมต้นทุนการผลิตสูงกว่าต่างประเทศ แนะควบคุมคุณภาพการผลิต หวั่นซ้ำรอยลำไย เผชิญปัญหาผลผลิตตกต่ำ ด้านกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตและปลูกกาแฟดอยช้าง ร
นายไกรสิทธิ์ ฟูสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทกาแฟวาวี จำกัด ผู้บริหารร้านกาแฟวาวี เปิดเผยกับ"กรุงเทพธุรกิจ"ว่า หลังข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2553 ที่ผ่านมา ในส่วนของผู้ประกอบการร้านจำหน่ายกาแฟในประเทศไม่ใช่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เมื่อเปรียบเทียบกับเกษตรกรที่เป็นผู้เพาะปลูกจะได้รับผลกระทบมากกว่า โดยเฉพาะเกษตรผู้ปลูกกาแฟในภาคใต้ซึ่งปลูกกาแฟโรบัสต้า เพราะอยู่ในกลุ่มตลาดแมสจึงได้รับผลกระทบมากกว่าเนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่จะหันไปนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศแทน สำหรับเกษตรกรในภาคเหนือเน้นปลูกกาแฟอาราบิก้าอยู่ในระดับพรีเมี่ยม
ปัจจุบันต้นทุนการผลิตกาแฟในประเทศค่อนข้างสูง ราคากาแฟที่ซื้อขายในประเทศจึงสูงกว่าตลาดต่างประเทศ โดยสารกาแฟอาราบิก้าในประเทศซื้อขายเฉลี่ย กก.ละ 160-180 บาท ส่วนตลาดโลกซื้อขาย กก.ละ 60 - 80 บาท แต่ต้องยอมรับว่าการรวมกลุ่มของเกษตรกรในภาคเหนือเมื่อเปรียบเทียบกับภาคใต้ยังไม่เหนียวแน่นและเข็มแข็งเท่าที่ควร เพราะมีเกษตรกรรายย่อยอยู่จำนวนมากจึงมีกลุ่มวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกาแฟอยู่หลายกลุ่ม
นายไกรสิทธิ์ กล่าวว่า เกษตรกรรายย่อยมีโอกาสได้รับผลกระทบจากการข้อตกลงอาฟต้าค่อนข้างมาก ต้นทุนการผลิตกาแฟในต่างประเทศถูกกว่าเมื่อข้อตกลงอาฟต้ามีผลบังคับใช้โอกาสทางการตลาดจะลดลงและมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น เพราะแหล่งผลิตกาแฟมีอยู่ทั่วโลกสำหรับประเทศไทยไม่ใช่เป็นผู้ผลิตหลักของตลาดเมื่อเปรียบเทียบกับแอฟริกา ในอนาคตเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในประเทศอาจได้รับผลกระทบไม่แตกต่างจากเกษตรกรชาวสวนลำไยที่เผชิญปัญหาผลผลิตล้นตลาด -ราคาตกต่ำ ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องบริหารจัดการและควบคุมมาตรฐานผลผลิตให้ดีเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด
บริษัทฯใช้กาแฟอาราบิก้าที่เพาะปลูกบนดอยวาวี เพราะต้องการทำตลาดกาแฟระดับพรีเมี่ยมที่มีคุณภาพมาตรฐาน แต่ละปีใช้กาแฟจากแหล่งผลิตของดอยวาวีราว 20 ตัน ซึ่งผลผลิตที่เพาะปลูกบนดอยวาวีและดอยช้างมีรวมกันมากกว่าปีละ 3 หมื่นตัน ภาพรวมผลผลิตมีเพียงพอต่อความต้องการเหลือเฟือ แต่ความแตกต่างอยู่ที่คุณภาพเกษตรกรสามารถควบคุมมาตรฐานการผลิตได้หรือไม่ ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอาฟต้า
นายชาญชัย พิสัยเลิศ ประธานกลุ่มสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปกาแฟดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟยังไม่ทราบข้อมูลเรื่องการเปิดเสรีอาฟต้าเพราะส่วนใหญ่เป็นรายย่อยและเป็นชาวไทยภูเขาบนพื้นที่สูงจึงแทบไม่รู้ว่าเมื่อข้อตกลงอาฟต้ามีผลบังคับใช้แล้วจะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ส่วนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปกาแฟดอยช้างไม่ได้รับผลกระทบมากนักเพราะผลผลิตส่วนใหญ่ส่งออกถึง 95% ในนามกาแฟดอยช้าง ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกตลาดส่งออกหลักคือประเทศแคนนาดา โดยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ในราคาประกัน กก.ละ 100 บาท แต่ละปีส่งออกสารกาแฟประมาณ 1.5 พันตัน ปัจจุบันผลผลิตกาแฟที่เพาะปลูกในพื้นที่ทั้งหมดมีประมาณ 2 หมื่นไร่ แต่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ราว 5 - 6 พันไร่ ผลผลิตจึงไม่เพียงพอส่งออก.



