
อภิสิทธิ์ย้ำอยากได้ประชาธิปไตต้องปฏิเสธรุนแรง
"นายกฯ"ไม่หวั่นไหวความไม่ปลอดภัย บอกอย่าเหมารวมเสื้อแดงใช้ความรุนแรงเพราะบางคนไม่ต้องการ แม่ทัพภาค2ยันมีอดีตทหารพรานฝึกการ์ดนปช.
(3มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงแจ้งเตือนครม.และครอบครัวให้ระวังตัวในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 14 มี.ค.นี้ว่า ทุกคนมีความกังวลทั้งนั้นไม่เฉพาะครม. และทุกคนควรจะรักครอบครัว แต่ตนเรียนว่าข่าวคราวลักษณะนี้มีมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมีและจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องแปลก เพราะตนไม่เคยคิดว่าสังคมไทยจะมีแนวคิดในลักษณะการทำร้ายกันเช่นนี้
แต่ขอยืนยันว่ตนคงไม่สามารถตอบแทนทุกคนได้แต่ครอบครัวของตนนั้นไม่มีความหวั่นไหวเพราะทราบตั้งแต่ต้นว่าเมื่อตนเข้ามาทำงานในสถานการณ์แบบนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ จึงไม่มีความหวั่นไหวแต่ขอตั้งคำถามว่าคนที่มีความคิดในเรื่องนี้ไปเอาความคิดมาจากไหน มันไม่น่าจะมีอยู่ในสังคมโดยเฉพาะสังคมไทย
เมื่อถามว่าสิ่งใดเป็นปัจจัยที่ทำให้การเมืองพัฒนาแบบนี้ นายกฯกล่าวว่าตนย้ำและห่วงมาตลอดคือความรุนแรง ความคิดที่ไม่คำนึงถึงวิธีการในการบรรลุเป้าหมายของตัวเองซึ่งเป็นจุดอ่อนในสิ่งที่เห็นในช่วงหลายปีมานี้ และทุกเรื่องนั้นอยากรวยและมีสตางค์ อยากเอาชนะโดยไม่สนใจว่าจะมาด้วยวิธีใด เป็นต้น ตรงนี้คือต้อตอของปัญหา และควรช่วยกันทำความเข้าใจว่าหัวใจอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยคือกระบวนการ ไม่ใช่เฉพาะการเลือกตั้ง แต่เป็นกระบวนการเคารพสิทธิของคนอื่น และสิ่งที่ไม่ค่อยพูดกันในระบอบประชาธิปไตยคือเรื่องขอบเขต ตั้งแต่การใช้สิทธิและการใช้อำนาจนั้นมันต้องมีขอบเขต รวมทั้งการเคลื่อนไหวด้วย หากพวกเราช่วยกันทำความเข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นและมองไปยังทั่วโลกจะพบว่าหัวใจที่แท้จริงของประชาธิปไตยนั้นคือเรื่องขอบเขตที่เหมาะสมและเพื่อให้สอดคล้องกับหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยคือทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกันในการช่วยกันกำหนดอนาคตของประเทศ
“ขอย้ำอีกครั้งว่าคนส่วนใหญ่ที่จะมาชุมนุมหรือเคยมาชุมนุมไม่ได้นิยมความรุนแรง แต่ว่าอยากจะเชิญชวนคนเหล่านั้นว่ารัฐบาลไม่ได้นิยมความรุนแรง ฉะนั้นท่านจะทำอะไรหรือรัฐบาลจะทำอะไร เราต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของคนที่อยากจะใช้ความรุนแรงมาเป็นเงื่อนไขในการที่จะได้เป้าหมายของตัวเอง หากเราอยากได้ประชาธิปไตยเราต้องปฏิเสธความรุนแรง ”
เมื่อถามว่าบ้านเมืองจะผ่านไปได้โดยไม่ใช้ความรุนแรงได้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่าตนคิดว่าเราต้องผ่านสถานการณ์ไปได้และเราไม่สามารถห้ามคนบางกลุ่มซึ่งพยายามจะใช้ความรุนแรงได้ทุกคน และความรุนแรงอาจเกิดขึ้นเช่น เหตุระเบิดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่สิ่งหนึ่งที่ตนยืนยันคือจะไม่ให้ความรุนแรงชนะในสังคมนี้ สังคมนี้ต้องชนะความรุนแรงด้วยการไม่ใช้ความรุนแรง และตนคิดว่าความเข้าใจของคนในสังคมในเรื่องนี้และขอความร่วมมือสื่อมวลชนช่วยเผยเพร่ข้อมูลและค่านิยมที่ถูกต้องในช่วงนี้ เช่นกรณีคำพิพากษานั้นก็เผยแพร่ตามข้อเท็จจริงว่าอะไรเป็นอะไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น พร้อมกันนั้นอยากขอความร่วมมือแม้ตนจะห้ามคนให้ข่าวไม่ได้ว่า แต่สิ่งใดที่นำไปสู่ความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งของรัฐบาล - ผู้ชุมนุม รัฐบาล - ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายนั้น - ฝ่ายนี้นั้น สื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอความเป็นจริงแต่วิธีการนำเสนอนั้น มันช่วยลดหรือเพิ่มความรุนแรงได้ตนจึงขอฝากไว้ด้วย
เมื่อถามว่า นายจตุพร แกนนำคนเสื้อแดงระบุว่าจะล่ารายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอน 9 องค์คณะผู้พิพากษาในคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯกล่าวว่า ขอเรียนว่า 1. อย่าไปเรียกว่าเป็นคนเสื้อแดง ตนยืนยันว่าคนใส่เสื้อแดงจำนวนมากไม่นิยมความรุนแรงแต่คนใส่เสื้อแดงบางคนอยากใช้ความรุนแรง โดยที่จริงแล้วคนเหล่านี้จะทำให้คนที่ไม่นิยมใช้ความรุนแรงเป็นเหยื่อเหมือนช่วงเดือนเม.ย. 2552 ประชาชนบางส่วนที่ไม่นิยมความรุนแรงและมาชุมนุมหรือประชาชนที่นางเลิ้งต้องกลายเป็นเหยื่อของสถานการณ์ ตนจึงขอแยกคนเสื้อแดงกับคนบางคนที่อยากพูดถึงความรุนแรงออกมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องดูแล
2.สิ่งที่เคลื่อนไหวและระบุว่าจะถอดถอนองค์คณะผู้พิพากษาในคดีดังกล่าวนั้น กระทำในกรอบกฎหมายถือเป็นสิทธิที่กระทำได้ แต่เราต้องช่วยกันทำความเข้าใจว่า กระบวนการถอดถอนนั้นไม่ใช่ว่าไม่ชอบใครก็ถอดถอนได้เพราะมันมีหลักเกณฑ์ว่าการถอดถอนนั้นจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายและไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หากคิดว่าเข้าข่าย สุจริตและบริสุทธิ์ใจก็กระทำได้ ไม่ใช่ว่าไม่ชอบคนนี้ก็ถอดถอนและค่อยไปหาเหตุผลอ้างอิงนั้นแบบนี้เป็นกระบวนการที่ไม่ค่อยเหมาะสม
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะรับมือกับการชุมนุมอย่างไร เพราะนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สะท้อนความกังวลว่าหากมีการเคลื่อนไหวที่มีความรุนแรงนั้นบ้านเมืองจะเสียหายเละควบคุมไม่ได้ นายกฯกล่าวว่าตนจึงย้ำว่าประโยชน์ของส่วนรวมคือผ่านเหตุการณ์นี้ไปโดยไม่มีความรุนแรง คำถามคือคนส่วนใหญ่จะปล่อยให้คนจำนวนน้อยที่ต้องการความรุนแรงมาสร้างปัญหาเละทำให้กระบวนการการพัฒนาหยุดชะงักนั้นเพื่ออะไร
แม่ทัพภาค2ยันมีอดีตทหารพรานฝึกการ์ดนปช.
พลโทวีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงกระแสข่าวกรณีที่อดีตทหารพรานที่อยู่ค่ายปักธงชัยมีการรวมกลุ่มในการฝึกกองกำลังติดอาวุธอยู่ในฟาร์มแห่งหนึ่งใน ต.ตะขบ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ประมาณ 70 คน เพื่อทำหน้าที่การ์ดรักษาความปลอดภัยของกลุ่ม นปช. ที่จะมีการชุมนุมโหมโรงในวันที่ 5 มี.ค.53 ที่จังหวัดนครราชสีมา ก่อนที่จะมีการเดินทางไปร่วมชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 14 มี.ค.2553 ว่า เรื่องนี้จริงๆแล้วไม่ได้มีทหารพรานเป็นจำนวนมากอย่างที่มีข่าว แต่อาจจะมีอดีตทหารพรานบางคนซึ่งมีจำนวนน้อยมากมาเป็นครูฝึก ให้กับกลุ่มประชาชนที่เป็นแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น
"ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นทหารพรานทั้งหมด เพราะเราได้มีการพูดคุยและชี้แจงกับทางชมรมนักรบดำอยู่แล้ว และขณะนี้ทุกคนเขาก็เข้าใจและจะไม่เข้าไปร่วม ส่วนการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่จะมีขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา ทางพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ได้กำชับให้กองทัพภาคที่ 2 รักษาที่ตั้งและประสานกับส่วนอื่นๆ ส่วนเรื่องการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนหรือมวลชนต่างๆให้เป็นภาระหน้าที่ของ กอ.รมน.จังหวัดทุกจังหวัดได้ไปชี้แจงทำความเข้าใจในชั้นต้นก่อน" พล.ท.วีร์วลิตฯกล่าว
เสื้อแดงบุรีรัมย์ฟุ้งระดมพลนับหมื่นบุกกรุง
กลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงใน 8 อำเภอ ที่ จ.บุรีรัมย์ ประกอบด้วย อ.พุทไธสง นางรอง สตึก ปะคำ ละหานทราย โนนสุวรรณ หนองกี่ และหนองหงส์ ร่วม 200 คน นำโดย และนายสุรศักดิ์ เพชรสว่าง ประธานและผู้ประสานงานกลุ่มคนเสื้อแดง นายขจรธน จุดโต นายหนูแดง วรรณกลางซ้าย ดร.สากล ศรีวันทา ได้ร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการเดินทางไปเคลื่อนไหวเพื่อไปร่วมรับฟังการปราศรัยของกลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสาน ที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 5 มี.ค.ที่บริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์ย่าโม จ.นครราชสีมา เพื่อแสดงจุดยืนของกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมทั้งเตรียมจะเดินทางไปร่วมชุมนุมใหญ่ ของคนเสื้อแดงทั้งประเทศ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ เพื่อเรียกร้องความชอบธรรมให้กับสังคม
นายขจรธน ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้มีการบริหารงานที่ผิดพลาด ล้มเหลว ทั้งปฎิบัติกับคนเสื้อแดงเป็นสองมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรมก็ตาม ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวเรียกร้องจนถึงที่สุด จนกว่ารัฐบาลชุดนี้จะยุบสภาหรือลาออก ซึ่งคาดว่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวเปิดตัวและที่เป็นพลังเงียบ รักและศรัทธาอดีตนายกฯ ทักษณิณ ชินวัตร เดินทางไปร่วมชุมนุมครั้งนี้ไม่น้อยกว่า 10,000 คน โดยการเดินทางด้วยรถปิกอัพเป็นแบบดาวกระจาย เพื่อป้องกันการสกัดกั้นของภาครัฐ
เสื้อแดงลพบุรีผระกาศการชุมนุมครั้งนี้เป็นสงครามครั้งสุดท้าย
นางสมใจ ภพอินทร์ อายุ 35 ปี บ้านเลขที่ 157/137 หมู่ที่ 3 ต.ท่าศาลา อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี มีอาชีพรับจ้างทั่วไป เปิดเผยว่า สำหรับกลุ่มเสื้อแดงของจังหวัดลพบุรีทางแกนนำกลุ่มได้มีการนัดร่วมพลกันแล้ว โดยจะมีการร่วมพลกันในวันที่ 12 มีนาคม ช่วงบ่ายๆเพื่อทำพิธีบวงสรวงพระบรมราชานุเสาวรีสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื่อขอให้ช่วยทำให้การเคลื่อนไหวในครั้งนี้สำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยจะมีการเคลื่อนออกจากลพบุรีในช่วงเช้าของวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งคาดว่าจำนวนของกลุ่มเสื้อแดงที่จะเดินทางเข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ของลพบุรีน่าจะมีประมาณ 500-1000คน
นางสมใจ ยังบอกต่อว่า ตนเองเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงมาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการชุมนุมแล้ว เพราะตนเองรักทักษิณ อยากเป็นส่วนหนึ่งที่นำพาทักษิณกลับบ้าน และถึงแม้ว่าทางกลุ่มคนเสื้อแดงจะมีการเรียกชุมนุมบ่อยครั้งแต่ตนเองก็เต็มใจไม่เบื่อ เพราะเวลาไปชุมนุมได้พบปะกับเพื่อนๆจำนวนมาก ได้ไปปรึกษาหารือกันถึงทิศทางการขับไล่รัฐบาลต่อไป
นางสมใจ บอกอีกว่า จากการที่มีการประเมินผลในการขับไล่รัฐบาล ตนเองคิดว่าในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้น่าจะเป็นการชุมนุมครั้งสุดท้าย เพราะทางแกนนำบอกว่าให้มีการเตรียมเสบียงไปมากๆอาจจะมีการทำสงครามยาวกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ก็ยังจะใช้วิธีสันติ



