ข่าว

"ในหลวง"เตือนคนไทย กำลังเผชิญวิกฤติ       
สิ่งแวดล้อม-สังคม-เศรษฐกิจ-ความขัดแย้ง

"ในหลวง"เตือนคนไทย กำลังเผชิญวิกฤติ สิ่งแวดล้อม-สังคม-เศรษฐกิจ-ความขัดแย้ง

04 มี.ค. 2553

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจัดงาน "มหกรรมรวมพลังองค์การบริหารส่วนตำบลอุทิศตนปิดทองหลังพระ" ที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นวันที่สามของการจัดงานค่อนข้างเงียบเหงา

 ทั้งนี้ ตามกำหนดการจะมีเวทีเสวนาเรื่อง "ภูมิปัญญากับการพัฒนาท้องถิ่น" ภายในอาคารพลศึกษา 2 ส่วนรอบพื้นที่งานมีการจัดตลาดนัดภูมิปัญญา และนิทรรศการปิดทองหลังพระ จากหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับชม แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาเปิดเวทีเสวนากลับมีผู้เข้าร่วมรับฟังน้อยมาก จนต้องย้ายเวทีเสวนาจากอาคารพลศึกษาที่จัดเก้าอี้ไว้กว่า 1,000 ตัว มาใช้สถานที่บริเวณด้านหน้าเต็นท์นิทรรศการปิดทองหลังพระแทน โดยมีตัวแทน อปท.เข้าร่วมงานเพียง 80 คนเท่านั้น

 ส่วนเจ้าหน้าที่ตามบูธนิทรรศการต่างทยอยเก็บข้าวของเพื่อเดินทางกลับตั้งแต่ช่วงเช้า เนื่องจากไม่มีผู้เข้าชมงาน ทั้งที่กำหนดการจัดงานจะสิ้นสุดในเวลา 12.00 น. ก่อนจะปล่อยให้ผู้เข้าร่วมประชุมเดินทางไปทัศนศึกษาดูงานโครงการตามแนวพระราชดำริ

 เจ้าหน้าที่ผู้จัดงานรายหนึ่งระบุ ว่า งานนี้ใช้งบประมาณในการจัดกว่า 28 ล้านบาท ตั้งเป้ามีคนเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน แต่วันสุดท้ายกลับมีผู้เข้าร่วมเสวนาไม่ถึง 100 คน ส่วนหนึ่งยอมรับว่าระยะเวลาจัดงานค่อนข้างยาวนาน ทำให้ผู้เข้าร่วมงานไม่สนใจและเปลี่ยนแผนไปเที่ยวสถานที่อื่นแทน

 ด้านเวทีเสวนาเรื่อง "ภูมิปัญญากับการพัฒนาท้องถิ่น" มีนายพงศา ชูแนม รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารต้นไม้ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และ ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ เลขาธิการสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมเป็นวิทยากร ขณะที่มีผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาประมาณ 80-100 คนเท่านั้น  

 นายวิวัฒน์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยเตือนสังคมไทย ตั้งแต่ปี 2510 ทรงเตือนมาตลอดทรงส่ง ส.ค.ส.ให้คนไทยทั้งประเทศมาโดยตลอด ในนั้นมีส.ค.ส.เป็นรูปประเทศไทยล้อมรอบด้วยระเบิดอยู่ 4 ลูก จุดชนวนแล้ว ลูกหนึ่งอยู่บนเรือสินค้า ในส.ค.ส.เขียนว่ามีระเบิดอยู่ทั่วโลก ลูกระเบิดในส.ค.ส.นั้นตนเองตีความเอาเองว่า ลูกที่หนึ่งหมายความถึงสภาพแวดล้อมโลกกำลังไปไม่รอดแล้ว จ.เชียงใหม่ในช่วงฤดูหนาวมีไฟป่าจนเกิดปัญหาหมอกควันเมื่อ 2 ปีก่อน ขณะที่ภาคเหนือมีปัญหาไฟป่า ภาคกลางก็แห้งแล้ง หลายภูมิภาคทั่วประเทศต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติ

 นอกจากภัยธรรมชาติโรคระบาดเป็นระเบิดลูกที่สองที่ตามมา โรคระบาดในพืชผักในประเทศไทยเกิดแล้ว ทั้งสวนยาง สวนผลไม้ใน จ.จันทบุรี โรคระบาดในสัตว์ไม่มียารักษา วิธีแก้ปัญหาต้องขุดหลุมขนาดใหญ่ฝัง นั่นคือสิ่งที่มนุษย์กระทำกับสัตว์ที่ตัวเองเลี้ยง และโรคระบาดได้ลามถึงคนแล้ว แต่ยังน้อยกว่าโรคระบาดที่ไม่ติดต่อ เช่น โรคระบาดจากยาเสพติด ฯลฯ มีโรคระบาดเกิดขึ้นกับมวลมนุษย์และพืชพันธุ์ หลังเกิดโรคระบาดในคนสัตว์ พืช และภัยธรรมชาติ ระเบิดลูกที่สามคือ ความอดอยาก ภาวะข้าวยากหมากแพงกำลังเข้าครอบงำไปทั้งโลก รวมทั้งประเทศไทยซึ่งขณะนี้ก็เกิดแล้ว ภัยที่เกิดขึ้นอาจเรียกได้ว่า เป็นภัยสิ่งแวดล้อม ภัยทางสังคม และสุดท้ายคือ ภัยเศรษฐกิจ

 นายวิวัฒน์ กล่าวว่า โลกทั้งโลกพยายามยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้า แต่ขณะนี้เอเชียทำสำเร็จแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ไม่มีกำแพงภาษี เราจะมีทั้งได้เปรียบเสียเปรียบ แต่คนรวยจะได้เปรียบ ส่วนคนจนจะลำบากมาก นี่คือภัยทางเศรษฐกิจที่เปิดเสรีการค้า ทำให้คน 90% อดอยาก คนอีก 10% จะมีกำลังไปกว้านซื้อสินค้าที่ไหนก็ได้อย่างเสรี นี่คือทฤษฎีของเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่ทำให้คนจนอดอยาก

 ส่วนระเบิดลูกที่สี่ คือความขัดแย้ง คู่ขัดแย้งมีเต็มไปหมดจนน่าเป็นห่วง มีทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำเงิน เสื้อเขียว และเสื้อขาว ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นทั่วโลกไม่เฉพาะประเทศไทย ความขัดแย้งจะนำไปสู่สงครามทั่วโลก กระจัดกระจายไปในหลายประเทศ ผลพวงของสงครามจะนำไปสู่การทำลายล้างต่อ ทำให้ผู้คนอดอยาก เพราะผู้คนไม่สามารถทำมาหากิน ถ้าโลกร้อนแล้งจนถึงที่สุดต้นไม้จะหยุดโตไม่สามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ได้ เป็นสิ่งที่น่าห่วงที่สุด

 "ทุกคนเห็นด้วยหรือไม่กับวิกฤติระเบิด 4 ลูก ที่พระองค์ท่านทรงเตือนอย่าประมาท และต้องเร่งเอาจริงเอาจังในหาการร่วมมือกันและเตรียมการแก้ไข อย่ามองข้าม ไม่ใช่เรื่องกระต่ายตื่นตูมแล้ว เพราะเชื่อมั่นว่าหากเรายังเป็นเช่นนี้จะไปไม่รอด จึงต้องหันมาพึ่งตัวเองให้มาก" นายวิวัฒน์กล่าว

  นายพงศา กล่าวว่า  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553  ได้เคาะระฆังยกเลิกการจัดเก็บภาษีตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา นั่นหมายถึงว่าพ่อค้าจะใหญ่กว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคน มีการทำลายขอบเขตห้ามเก็บภาษีนำเข้าสินค้า ยกเว้น มันฝรั่ง มะพร้าวแห้ง วิกฤติกำลังอยู่รอบประเทศไทย นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง เกิดวิกฤติเศรษฐกิจจนนำไปสู่สงครามในที่สุด

 ส.ค.ส.ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปี 2547 มีแผนที่ประเทศไทยอยู่ตรงกลางกรอบสี่เหลี่ยม มีระเบิดล้อมรอบอยู่ 4 ลูก และมีข้อความเขียนว่ามีระเบิดอยู่ทั่วโลก ส่วนด้านซ้ายในมหาสมุทรอินเดียมีรูปเรือสินค้าแล่นมาจากตะวันตกสู่แผ่นดินสุวรรณภูมิ แสดงว่าชาติเราจะถูกล่าอาณานิคมอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่เรือรบเป็นเรือการค้า เป็นการล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่ วิธีการที่ทำใช้การค้าเปลี่ยนทุกอย่างในประเทศเราให้เป็นกระดาษและค้าขาย

 ปัจจุบันประเทศไทยมีที่ดินอยู่ 321 ล้านไร่ 121 ล้านไร่เป็นที่ป่าเขาทรัพยากรส่วนรวม ไม่นับรวมทะเล อีก 200 ล้านไร่ เป็นที่ทำกินของคน 66 ล้านคน ใน 200 ล้านไร่ จำนวน 100 ล้านไร่ เป็นของคนรวย นายทุนไม่ถึง 5 แสนคน อีก 65 ล้านคน มีที่ดิน 100 ล้านไร่ หรือเฉลี่ยคนละ 2 ไร่ และใน 100 ล้านไร่ของนายทุนแปลงเป็นกระดาษแล้วนำไปจำนำไว้กับธนาคารต่างชาติ ปัจจุบันคนไทยกลายเป็นแค่ผู้ใช้ในแผ่นดินเท่านั้นไม่ใช่เจ้าของ แผ่นดินตกเป็นของต่างชาติหมด   

 ดร.สุมิท กล่าวว่า สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเตือนเรื่องวิกฤติที่จะเกิดขึ้น ข้อมูลเชิงประจักษ์เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราแยกการพัฒนาชุมชนและภูมิปัญญาอยู่ที่พวกเราจะนำประเทศไปรอดหรือไม่ เพราะตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาประเทศไทยพัฒนาโดยคนกลุ่มน้อยเพื่อคนกลุ่มใหญ่ คนกลุ่มน้อยที่พัฒนาจะทำเพื่อตัวเองจึงเป็นการพัฒนาที่ผิด การพัฒนาแบบที่ประเทศเราทำมา 50 ปี ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องผิด ผู้บริหารชุมชนต้องตั้งเป้าหมายใหม่ คนคือ กลุ่มเป้าหมาย และเป้าหมายการพัฒนาคืออะไร ประเทศเราตั้งเป้าหมายการพัฒนาโดยจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ แต่บริบทสังคมไทยไม่ได้วัดแบบนั้น ไม่ใช่สังคมเงินตรา เป็นสังคมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  

 "ทุกอย่างที่เป็นจุดแข็งของสังคมไทยไม่ได้อยู่ในระบบวัดค่าความเจริญ ถ้าตั้งโจทย์วัดคืออะไรที่ผ่านมาเป็นเงินเข้าระบบอย่างเดียว ส่งเสริมแบบนี้แล้วจะวัดค่าความเจริญได้ วิถีความเข้มแข็งของสังคมไทยและการพึ่งตนเองไม่ได้อยู่ในระบบวัดด้วย ฉะนั้นผู้บริหารประเทศที่พูดว่าจะบริหารด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียงกำลังหลอกตัวเอง เพราะการพึ่งตัวเองไม่ได้อยู่ในระบบวัดด้วย" ดร.สุมิทกล่าว