ข่าว

ให้ออกดาบตำรวจท่าหินถูกร้องพาเด็ก14เข้ารร.อนาจาร

ให้ออกดาบตำรวจท่าหินถูกร้องพาเด็ก14เข้ารร.อนาจาร

12 มี.ค. 2552

“ปวีณา”พาเด็ก 14 ปี พร้อมพ่อแม่เ เข้าทุกข์ต่อร้อง ผบช.ภ.1 แจ้งเด็กถูกดาบตำรวจ สภ.ท่าหิน ลพบุรี อนาจารในโรงแรมข้างโรงพัก แจ้งจับกลับถูกขู่ เผยมีใบปลิวแฉพฤติกรรมเกลื่อนเมือง พบประวัติเคยข่มขืนลูก พ.อ.(พิเศษ) แต่เหยื่ออายไม่เอาผิด "ฉลอง"สั่งให้ออกจากราชการ

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 12 มีนาคม นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้นำนายกูน  (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี นางนา (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี สองสามีภรรยา และด.ญ.บี (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี บุตรสาวเดินทางเข้าร้องเรียนกับ พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) เพื่อขอความเป็นธรรม หลังนายกูน ได้พาบุตรสาวเข้าร้องทุกข์กับมูลนิธิปวีณาฯ เนื่องจากบุตรสาวคนดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี ล่อลวงเข้าโรงแรมกระทำอนาจาร
 นายอนุกูล เปิดเผยว่า ประมาณปลายเดือนตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา ขณะนั้นบุตรสาวอายุ 13 ปี กำลังนั่งรีดผ้าอยู่ที่บ้านใน ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี ได้มี ด.ต.ถิติรัตน์ หรือดาบตุ่น จินตนสนธิ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.ท่าหิน ได้โทรศัพท์เข้ามาพูดคุยกับบุตรสาว ก่อนล่อลวงให้ออกจากบ้านไปหาที่โรงพักเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องปัญหาของตนกับภรรยา เนื่องจากขณะนั้นตนกับภรรยาเกิดความระหองระแหงจนต้องแยกกันอยู่ จึงทำให้บุตรสาวหลงเชื่อและเดินทางไปพบ ด.ต.ถิติรัตน์ ตามนัดหมาย เมื่อบุตรสาวเดินทางไปถึงโรงพัก ด.ต.ถิติรัตน์ ได้พาบุตรสาวขึ้นรถพาไปเปิดห้องพักที่โรงแรมพีพีอินทร์ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับโรงพัก จากนั้น ด.ต.ถิติรัตน์ ได้ให้บุตรสาวขึ้นไปนอนบนเตียงแล้วบังคับถอดเสื้อผ้าออกจนหมด ก่อนจะลงมือทำอนาจารจนสำเร็จความใคร่
 นายกูน กล่าวต่อว่า โดยปกติแล้ว ด.ต.ถิติรัตน์ สนิทสนมคุ้นเคยกับครอบครัวตนเป็นอย่างดี เนื่องจากได้มารักใคร่ชอบพอกับน้องสาวตน ซึ่งครอบครัวตนมีอาชีพขายปลาทูนึ่ง ก่อนเกิดเรื่องหนึ่งวันตนได้ดุด่าบุตรสาวเรื่องขายปลาทู ระหว่างนั้น ด.ต.ถิติรัตน์ ได้เดินทางมาที่บ้านเพื่อมาหาน้องสาวของตน แต่พบบุตรสาวตนนั่งร้องไห้อยู่จึงเข้าไปปลอบ แล้วขอเบอร์โทรศัพท์บุตรสาวตนไว้ติดต่อ อ้างว่าจะช่วยให้คำปรึกษาปัญหาครอบครัว
 “หลังเกิดเรื่องลูกสาวผมเล่าให้น้องสาว ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องของผมฟัง จนผมเพิ่งมารู้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพราะไปอ่านเจอในสมุดไดอารี่ของลูกสาวคนสุดท้องเขียนบันทึกเรื่องจับมือถือแขนกับแฟน ผมเลยเรียกมาด่า ตอนนั้นลูกสาวสุดท้องก็บอกว่าพี่สาวเขาทำมากกว่านี้อีก ผมจึงไปถามลูกสาวคนโตก็เลยยอมเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟัง” นายกูน  กล่าว
 นายกูน กล่าวอีกว่า หลังจากทราบเรื่องจึงพาบุตรสาวเข้าแจ้งความ แต่ด.ต.ถิติรัตน์ พยายามโทรศัพท์มาไกล่เกลี่ย บอกว่าเป็นอารมณ์ชั่ววูบ และโทรศัพท์มาพูดคุยกับตนในลักษณะข่มขู่หลายครั้ง และยังบอกด้วยว่าตัวเองต้องหลุดคดีแน่นอน จากนั้นก็มีผู้บังคับบัญชาของ ด.ต.ถิติรัตน์  มาพูดคุยไกล่เกลี่ยไม่ให้ตนเอาเรื่องกับ ด.ต.ถิติรัตน์ จึงเกรงว่าคดีความจะไม่คืบ เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงตัดสินใจพาบุตรสาวเข้าร้องทุกข์กับมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อให้ช่วยเหลือขอความเป็นธรรมและเร่งรัดคดีเอาคนผิดมาลงโทษ
 ด้าน พล.ต.ท.ฉลอง กล่าวว่า จะเร่งรัดให้ดำเนินการตามระเบียบขั้นตอน โดยยืนยันจะให้ความเป็นธรรม ไม่มีเอนเอียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ขณะนี้ได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ลพบุรี ดูแลคดีอย่างใกล้ชิด และสั่งให้ด.ต.ถิติรัตน์ ออกจากราชการไว้ก่อน แล้วตั้งคณะกรรมการสอบสวน รวมทั้งผู้บังคับบัญชาของด.ต.ถิติรัตน์ ด้วย ว่ามีส่วนเข้าไปข่มขู่ผู้เสียหายหรือไม่
 “รับรองว่าผู้เสียหายจะได้รับความเป็นธรรมแน่นอน จะไม่มีการเอนเอียง ขอให้สบายใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจมาทำผิดเสียเอง มาเป็นโจรเอง ยิ่งเอาไว้ไม่ได้ เรื่องนี้ต้องให้ถึงที่สุด ถ้าผิดจริงต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ส่วนเรื่องความปลอดภัยและการข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ผมสั่งการให้จัดตำรวจที่ลพบุรีไปดูแลความปลอดภัยให้ ถ้าครอบครัวผู้เสียหายยังไม่สบายใจว่าเป็นตำรวจในพื้นที่ ผมก็จะจัดตำรวจสายสืบจากส่วนกลางไปดูแลความปลอดภัยแทน” พล.ต.ท.ฉลอง กล่าว
 นางปวีณา กล่าวว่า หลังผู้เสียหายเข้าไปร้องทุกข์ ทางมูลนิธิฯก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งให้ความช่วยเหลือและเข้าพบ พล.ต.ท.ฉลอง เพื่อให้ช่วยเร่งรัดคดี และให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย เนื่องจากคู่กรณีเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และจากการตรวจสอบข้อมูลการร้องทุกข์ของมูลนิธิฯ พบว่าเมื่อช่วงต้นปี 2550 ได้มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับพันเอกพิเศษใน จ.ลพบุรี เคยพาบุตรสาวมาร้องทุกข์กับมูลนิธิฯ ว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าหิน ข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อตรวจสอบชื่อปรากฏว่าเป็น ด.ต.ถิติรัตน์ แต่ฝ่ายผู้เสียหายในครั้งนั้นไม่อยากเป็นคดีความให้บุตรสาวเสื่อมเสียอับอาย จึงยอมความไม่เอาเรื่อง
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายผู้เสียหายได้นำเอกสารเป็นใบปลิว ซึ่งมีบุคคลนิรนามนำไปโปรยที่ตลาด ต.ท่าหิน ต.พรหมศาสตร์ และต.บางขันหมาก มีใจความลักษณะกล่าวหาดาบตำรวจถิติรัตน์

ผู้กำกับท่าหิน ยันไม่ปกป้องลูกน้องพร้อมย้ายออกนอกพื้นที่ไปแล้ว
 พ.ต.อ.มาโนช สุภาพพูล ผกก.สภ.ท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี กล่าวว่า  หลังจากที่ตนเองได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วก็ได้มีการตั้งข้อกล่าวหากับทางดาบตำรวจถิติรัตน์ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา
 หลังจากสอบสวนแล้วพบว่า มีมูล พร้อมกับได้สั่งย้ายให้ไปช่วยราชการที่ สภ.โคกสลุง อำเภอพัฒนานิคมจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นชายแดนติดกับจังหวัดสระบุรี และอยู่ไกลจากที่โรงพักท่าหิน กว่า100 กิโลเมตร พร้อมกับได้มีการนำเด็กสอบปากคำต่อหน้านักจิตวิทยา นักสังคม และอัยการเรียบร้อยหมดแล้ว
 พ.ต.อ.มาโนช  กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ยังได้มีการนำเด็กตรวจสอบร่างกายกับทางแพทย์ ซึ่งในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จัดทำสำนวนคดีไปเรียบร้อยหมดแล้วทุกอย่าง รอเพียงผลพิสูญทางแพทืย์ประกอบสำนวนส่งฟ้องเท่านั้น
 "ยืนยันว่าไม่มีการปกป้องลูกน้องอย่างที่มีการร้องเรียนอย่างแน่นอน เมื่อตรวจสอบแล้วใครผิดก็ว่าไปตามผิด และหากดาบตำรวจถิติรัตน์ ผิดจริง ก็จะต้องจัดการขั้นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรายอื่นๆอีกต่อไป"พ.ต.อ.มาโนช  กล่าว