
บึ้มนราฯตาบอดคลำช้าง
เหตุระเบิดตู้เอทีเอ็ม และบริเวณใกล้เคียงธนาคารออมสิน กรุงไทย และ ธ.ก.ส. อย่างน้อย 7 แห่ง ที่ จ.นราธิวาส เมื่อเช้าวันอังคาร (2 มี.ค.) อาจก่อให้เกิดความหวาดวิตกในหมู่ประชาชนผู้อยู่ไกลจากสถานที่เกิดเหตุพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์ระเบิดขึ้นที่ใจกลางมห
ทั้งสองเหตุการณ์ เป็นคนละเรื่อง คนละกรณีอย่างสิ้นเชิง แต่ในแง่ภาพลักษณ์ของประเทศโดยรวมในสายตาของต่างชาติ ดูเหมือนประเทศไทยจะมีภัยอันตรายไปทุกหย่อมหญ้า เช่นเดียวกับคนไทยหลายคนที่ตกอยู่ในอาณาจักรแห่งความกลัว มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 คงต้องมีคำถามเสียงดังว่า เมื่อใดจะสิ้นสุดเสียที
ความร้อนแรงในสถานการณ์ภาคใต้ เริ่มปะทุหนักหน่วงมากขื้นเป็นลำดับ นับจากเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายทหารพัฒนาจังหวัดนราธิวาส ซึ่งนั่นคือที่มาของถ้อยคำประวัติศาสตร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ว่า “สมควรตาย” และ “โจรกระจอก” พร้อมๆ กับการยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จากนั้น สถานการณ์สู้รบในภาคใต้ คล้ายสงครามกลางเมือง เป็นมหากาพย์ในการต่อสู้ที่แยกไม่ออกระหว่างการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ หรือผลประโยชน์ ที่น่าเป็นห่วง คือ จนถึงวันนี้ ผ่านมาแล้ว 5 รัฐบาล รวมระยะเวลากว่า 5 ปี ยังไม่มีแนวโน้มที่ทุกฝ่ายจะคลายกังวลได้
ผู้คนที่ล้มตายเป็นใบไม้ร่วงที่ภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ครู ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเสียดาย ชีวิตอันมีคุณค่าของคนเหล่านี้ คงไม่สามารถทดแทนได้ด้วยการปูนบำเหน็จ หรือเลื่อนยศ ตำแหน่งเมื่อพวกเขาชีวิตหาไม่แล้ว ถ้าพวกเขาฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ คงถามว่า เขาต้องมาจบชีวิตอย่างง่ายดาย โดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองหรือขัดแย้งกับใครเช่นนี้ เพราะเหตุใด ซึ่งก็ยังไม่มีใครตอบได้ ตั้งแต่ระดับผู้นำรัฐบาล ลงมาจนถึงผู้บังคับบัญชาชั้นต้นในพื้นที่ นอกจากคาดเดาและตีความกันไปต่างๆ นานา เช่น เมื่อเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ก็มีคำอธิบายทำนองว่า เพราะผู้ก่อการร้ายกำลังจะพ่ายแพ้ คำอธิบายทำนองนี้ เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ระเบิดก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง
เหตุการณ์ระเบิดล่าสุดนี้ ความเสียหายเพียงเล็กน้อย มีผู้บาดเจ็บเพียง 1 คน ในแง่ของเหตุการณ์คงมิได้มีนัยสำคัญแตกต่างจากทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่ในแง่ของขวัญ กำลังใจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ความเชื่อมั่นของผู้คนก็จะลดน้อยถอยลง ระเบิดที่ภาคใต้ ไม่มีใครประกาศเป็นผู้รับผิดชอบเช่นในอดีตอีกแล้ว รูปแบบการระเบิดก็มีการพัฒนาไปอย่างมาก จนเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถติดตามป้องกันได้ นอกจากเป็นฝ่ายตั้งรับสถานการณ์ ยังไม่ต้องกล่าวถึงจีที 200 ซึ่งอาจเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งถึงความล้มเหลวของการใช้เครื่องมือชิ้นนี้ นี่ย่อมเป็นความน่าเศร้าของประเทศนี้ ที่คนตาบอดยังต้องคลำช้างต่อไปอีกไม่รู้จะเนิ่นนานเพียงใด



