
พ.ร.บ.มั่นคง-ถอนประกันหยุดสงคราม.."การเมือง"
ไม่ว่าเหตุระเบิดที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลม, พระราม 2, ถนนศรีนครินทร์ และพระประแดง คืนวันพิพากษา 26 กุมภาฯ 53 จะเป็นฝีมือของใคร ก็ดูจะไม่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดป่วน 5 จุดใน จ.นราธิวาส เมื่อเช้ามืดวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมาเลยแม้แต่น้อย
หน่วยงานด้านการข่าวที่เฝ้าติดตามสถานการณ์การเมืองและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยืนยันชัดเจนว่า ระเบิดที่นราธิวาสเป็นเรื่องของผู้ก่อความไม่สงบ ต้องการสร้างสถานการณ์ความปั่นป่วนในพื้นที่ ส่วนระเบิดที่กรุงเทพฯ เป็นเรื่องของการสร้างสถานการณ์หวังผลทางการเมืองล้วนๆ
นับตั้งแต่คนร้ายยิงเอ็ม 79 ตกข้างทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ และพบระเบิดซีโฟร์ข้างศาลฎีกาในเช้าวันเดียวกันเป็นต้นมา ตำรวจยังไม่สามารถหาพยานหลักฐานสาวถึงคนทำได้ เจ้าหน้าที่การข่าวคนเดิมก็เลยเชื่อว่า เหตุระเบิดแบงก์กรุงเทพในใจกลางเมืองก็คงไม่อาจคาดหวังได้มากกว่านี้
ส่วนหนึ่งเขาวิเคราะห์ว่าเกิดจากคนกลุ่มหนึ่งที่หวังผลให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายและเป็นมืออาชีพ?!!
เจ้าหน้าที่คนเดิมเฝ้าติดตามสถานการณ์ตั้งแต่องค์คณะผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทจนได้ข้อสรุป ต่อเนื่องไปจนถึงการทวิตเตอร์และวิดีโอลิงก์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากดูไบว่าจะมีนัยนำไปสู่เหตุรุนแรงหรือไม่ แต่กลุ่มคนเสื้อแดงก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ตามที่ได้ประกาศนัดชุมนุมในวันที่ 14 มีนาคม ตามเดิม
กระทั่งเกิดเหตุระเบิดธนาคารกรุงเทพ 4 จุด น่าสนใจว่าทุกจุดไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ ยกเว้นที่สาขาสีลม มีประจักษ์พยานอย่างน้อย 3 คน เป็นคนขับรถเก๋งมาสด้า 2 ป้ายแดง คนขับแท็กซี่ และ รปภ.อาคารข้างเคียง แต่ก็ไม่มีใครเห็นตำหนิรูปพรรณคนร้ายชัดเจน
เจ้าหน้าที่การข่าวอธิบายว่า ที่น่าสนใจก็เพราะเหตุร้ายเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ตำรวจเองก็คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว มีการวางกำลังตั้งด่านตรวจอย่างเข้มงวด แต่ก็ยังเกิดขึ้นจนได้ ดังนั้นคนร้ายจึงน่าจะรู้ความเคลื่อนไหวของตำรวจเป็นอย่างดี
"เป็นมืออาชีพที่รู้สายสนกลใน น่าจะเป็นคนในเครื่องแบบ หรือมีคนในเครื่องแบบรู้เห็น" เขาตั้งข้อสมมติฐาน
เหตุระเบิดครั้งนี้มีการวิเคราะห์กันว่ามีทั้งผลดีและผลเสีย
ถ้าสถานการณ์วุ่นวายรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะถึงวันเคลื่อนพลบุกกรุง 12 มีนาคม 2553 แม้นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ จะยืนยันว่าไม่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ถ้าสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงก็มีเหตุอันชอบธรรมที่รัฐบาลจะประกาศใช้ได้ทันที
ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ฝ่ายตรงข้ามจะออกมาซัดทอดว่า เป็นฝีมือของรัฐบาลสร้างสถานการณ์ แม้ว่านายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงจะยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่เกิดผลดีต่อบ้านเมืองก็ตาม
กระนั้นก็มีการวิเคราะห์กันต่อไปอีกว่า ถ้าหากสถานการณ์เป็นปกติไปจนถึงวันชุมนุมใหญ่ จะทำให้รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ลำบาก มีการคาดการณ์กันว่า คนของรัฐบาลอาจจะหันมาใช้วิธีจับกุมหรือถอนประกันแกนนำ ซึ่งมีอยู่เกือบ 100 คน
เป็นที่เชื่อแน่ได้ว่าการชุมนุมใหญ่หลังการตัดสินยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน จากทั้งหมด 7.6 หมื่นล้าน จะเป็นตัวชี้ชะตา พ.ต.ท.ทักษิณ และคนเสื้อแดง และเมื่อประเมินสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นความรุนแรง รัฐบาลจึงต้องเตรียมมาตรการรับมือเอาไว้ทุกด้าน
มาตรการหนึ่ง คือ การบังคับคดีของแกนนำเสื้อแดงที่มีคดีติดตัวอยู่ โดยอาจจะร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการประกันตัว ด้วยเหตุผลเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง เมื่อนั้นแกนนำบางส่วนจะถูกส่งตัวเข้าเรือนจำชั่วคราว จะทำให้ควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ก็เพราะหน่วยงานด้านการข่าววิเคราะห์ว่า ในวันเคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพฯ ที่แกนนำเสื้อแดงระบุว่าจะมีมาจากทั่วสารทิศ ถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นอาจจะเกิดการกระทบกระทั่ง นำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นเผชิญหน้าและใช้กำลัง เมื่อนั้นรัฐบาลอาจจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็เพื่อตัดทอนกำลังที่จะเข้ามารวมตัวกันในกรุงเทพฯ
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าระเบิดจะเกิดจากฝีมือของใคร ได้สร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้นหลายประการ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลทางการเมืองตามมามากมาย ขึ้นอยู่กับว่าใครจะอาศัยช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบได้มากกว่ากัน
แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่การข่าวและความมั่นคงเห็นตรงกันก็คือ ความหวังจะได้ตัวมือระเบิดดูห่างไกลจากความเป็นจริงเสียเหลือเกิน ?!!



