ข่าว

"สงครามสื่อ"ละลายพฤติกรรมประชาชน

"สงครามสื่อ"ละลายพฤติกรรมประชาชน

03 มี.ค. 2553

แม้ว่า "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ได้พิพากษายึดทรัพย์กว่า 4.6 หมื่นล้านของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี เสร็จสิ้นลง และการดำเนินคดีอาญากับ "ทักษิณ", รัฐมนตรี รวมทั้งข้าราชการที่เกี่ยวข้องกำลังเริ่มขึ้น

ต้องยอมรับว่าปัญหาทางการเมืองยังไม่จบ!

 โดยเฉพาะการปลุกระดมประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานผ่านการตั้งเวทีปราศรัยหรือการใช้วิทยุชุมชนกลับทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น การใช้ถ้อยคำปลุกระดมชนิดไม่เกรงกลัวว่าจะมีความผิดทางกฎหมาย ถือเป็นการตอกลิ่มความแตกแยกทางสังคมมากยิ่งขึ้น

 แม้ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาความแตกแยกของประชาชนในสังคม

 ล่าสุด "กระทรวงมหาดไทย" ได้เปิดตัวทีวี "มหาดไทยแชนแนล" (Mahadthai channel) มีเนื้อหาชี้แจงการทำงานของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล ซึ่งมีนักวิชาการ ส.ส. และว่าที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย ร่วมจัดรายการด้วย

 ถือเป็นการทำงานเชิงรุกด้าน "สื่อ" อีกด้านหนึ่งของ "พรรคภูมิใจไทย" เพราะนอกจากใช้สื่อทีวีแล้ว ทางพรรคภูมิใจไทย ยังเน้นไปที่วิทยุชุมชนโดยให้สมาชิกของพรรคทั้ง "ส.ส.และว่าที่ผู้สมัคร" จัดรายการวิทยุชุมชน เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่โดยเปิดสายให้ประชาชนโทรศัพท์เข้ามาซักถามข้อสงสัย

 หากไม่มีงบประมาณ "พรรค" จะเป็นผู้จัดหาให้!

 รูปแบบของรายการจะสนทนากันเป็น "ภาษาท้องถิ่น" พูดคุยกันทุกเรื่องลักษณะคล้ายรายการของ "จส.100" ประชาชน "วัว ควายหาย" ก็โทรศัพท์เข้ามาแจ้ง เพื่อให้ช่วยเหลือโดยจะมีทีมงานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 เคยมีการตามควายที่หายไปให้ชาวบ้านได้ พร้อมกับส่งมอบให้เจ้าของ ทำให้รายการโด่งดังเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน

 ในการทำรายการนอกจากพูดคุยเกี่ยวกับนโยบายของรัฐ และวิถีชีวิตของชาวบ้านแล้ว ยังมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการเมือง บางครั้งมี "มือป่วน" โทรเข้ามาสอบถามพร้อมต่อว่าข้อหา "เนรคุณนาย" แต่การชี้แจงเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจก็เริ่มทำให้ประชาชนในพื้นที่เริ่มเข้าใจมากขึ้น

 โดยพรรคภูมิใจไทยเชื่อว่าหากมีการทำความเข้าใจกับประชาชนผ่านสื่อในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้กระแสต่อต้านรัฐบาล โดยเฉพาะ "พรรคภูมิใจไทย" ในพื้นที่ลดลง

"ไทยเป็นหนึ่งเดียว"

 "ชมรมไทยเป็นหนึ่งเดียว" ถือเป็นการทำกิจกรรมอีกรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับรัฐบาล แต่เน้นการทำกิจกรรมลงพื้นที่พบปะกับประชาชนโดยตรง

 "ไทกร พลสุวรรณ" ประธานชมรมไทยเป็นหนึ่งเดียว เปิดเผยว่า การทำงานของชมรมไม่เกี่ยวกับรัฐบาล เป็นการก่อตั้งขึ้นเองหลังจากประสบปัญหาประชาชนไม่ยอมรับคนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นคนของฝ่ายรัฐบาล ในพื้นที่มีความหวาดระแวงกันตลอดเวลาจึงต้องการแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยต้องการให้ประชาชนกลับมารักและสามัคคีกันเหมือนเดิม

 "อยากให้ประชาชนหรือนักการเมืองรักและสามัคคีกันเหมือนก่อนปี 2548 ทุกวันนี้นักการเมืองอภิปรายในสภาออกจากห้องยังไม่มองหน้ากันเลย อยากเห็นภาพ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เจอหน้าคุณชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วยกมือไหว้ทักทายกันเหมือนเดิม" ไทกร กล่าว

 "ไทกร" กล่าวว่า กิจกรรมของชมรมได้ทำมาประมาณ 2-3 เดือน เน้นในพื้นที่ภาคอีสานเป็นหลัก เพราะตนเองเป็นคนอีสาน และคนอีสานมักถูกมองว่าถูกหลอกให้มาชุมนุมที่กรุงเทพฯ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเกิดจากคนอีสานรู้ข้อเท็จจริงจากตัวแทน เช่น หัวคะแนน หรือคำบอกเล่าจากแกนนำในหมู่บ้าน ทางชมรมจึงต้องมาจัดกิจกรรมและให้ข้อเท็จจริงแก่ประชาชนในพื้นที่

 "ทางชมรมจะคัดเลือกแกนนำในหมู่บ้าน หรือตัวแทนของหมู่บ้านมาอบรม ประมาณ 1-2 วัน มีทั้งคนเสื้อเหลือง เสื้อแดง คนของรัฐบาลเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมือง โดยทางชมรมเชิญนักวิชาการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ความรู้ชี้แจงข้อเท็จจริง จากนั้นจะสรุปการทำกิจกรรมมาเป็นเอกสาร และวีซีดี เพื่อแจกจ่ายประชาชนในพื้นที่และสมาชิกของชมรมให้นำกลับไปให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่อีกต่อหนึ่ง"

 "ไทกร" กล่าวว่า การทำกิจกรรมลักษณะนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการละลายพฤติกรรมของประชาชนในพื้นที่และให้มารับรู้ข้อมูลที่เป็นจริงก่อนนำข้อมูลไปเผยแพร่ ซึ่งการทำกิจกรรมทุกครั้งจะมีหน่วยงานความมั่นคงของรัฐเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วยทุกครั้ง

 ส่วนการนัดชุมนุมในกรุงเทพฯ แต่ละครั้ง "ไทกร" เล่าว่า จะไม่ห้ามประชาชนไปชุมนุม แต่จะนำวีซีดีเหตุการณ์ชุมนุมทั้งของเสื้อเหลืองและเสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บมาให้ผู้ร่วมกิจกรรมดู เมื่อถามว่าดูแล้วจะมาร่วมชุมนุมหรือไม่ส่วนใหญ่ตอบเป็นเสียงเดียวว่า ..ไม่มา