
ครม.เห็นชอบร่างกฎก.พ.สั่งให้ขรก.ออกจากราชการ
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการ
กรณีทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงาน หรือตำแหน่ง พ.ศ..... โดยสำนักงาน ก.พ.เสนอว่าตามมาตรา 110 ( 4 ) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุบุคคลเข้ารับราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 57 สั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้เมื่อทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงานหรือตำแหน่งที่ข้าราชการพลเรือนสามัญปฏิบัติหน้าที่หรือดำรงอยู่
สำหรับผู้ที่ออกจากราชการในกรณีนี้จะได้รับเงินชดเชยตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนดด้วย โดยการสั่งให้ออกจากราชการตามกรณีดังกล่าวก็ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎ ก.พ. ซึ่งสาระสำคัญของกฎ ก.พ.ดังกล่าว คือ กำหนดให้ผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ แจ้งให้ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งที่ทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงาน หรือ ตำแหน่งทราบ หากข้าราชการผู้นั้นไม่ประสงค์จะรับราชการต่อไป ก็ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตั้งแต่วันที่หน่วยงานหรือตำแหน่งนั้นเลิกหรือถูกยุบแล้วแต่กรณี แต่ถ้าข้าราชการผู้นั้นประสงค์จะรับราชการต่อไปก็ให้แสดงความจำนงขอย้ายหรือโอนไปรับราชการในตำแหน่งอื่นต่อไป กำหนดกรณีผู้อยู่ระหว่างรับราชการชดใช้ทุนให้ย้ายหรือโอนข้าราชการผู้นั้นไปรับราชการ โดยข้าราชการผู้นั้นไม่ต้องแสดงความประสงค์จะรับราชการต่อไป
นายศุภชัย กล่าวว่า กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาระดับต้นของข้าราชการผู้ที่ขอย้าย หรือ ผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุของข้าราชการที่ขอโอนนั้นให้ข้อมูลและความเห็นเพื่อ ประกอบการพิจารณาของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุในตำแหน่งที่ขอย้ายหรือขอโอนแล้วแต่ กรณี ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่หน่วยงานหรือตำแหน่ง นั้นเลิกหรือถูกยุบ เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น แต่หากไม่ต้องดำเนินการย้ายหรือโอน ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุให้ผู้นั้นออกจากราชการตั้งแต่วันที่ หน่วยงานหรือตำแหน่งนั้นเลิกหรือถูกยุบ



