
กทม.เล็งอบรมวินมอเตอร์ไซด์ร่วมเป็นหูเป็นตาตร.
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงกรณีที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เชิญผู้ขับขี่วินรถจักรยานยนต์รับจ้างใน กทม.จำนวน 1000 คน มาช่วยเป็นหูเป็นตาในการดูแลเหตุการณ์ไม่ปกติใน กทม.ว่า
กทม.ก็มีโครงการที่จะฝึกอบรมให้กลุ่มวินจักรยานยนต์รับจ้างที่ลงทะเบียนไว้กับ กทม. จำนวน 4,487 วิน ผู้ขับขี่รวม 108,051 คน มาช่วยเป็นหูเป็นตา ตรวจสอบและแจ้งเบาะแสเหตุน่าสงสัยมาทางสายด่วน กทม.1555 อยู่แล้ว แต่ขณะนี้ยอมรับว่าคงจะอบรมผู้ขับขี่วินรถจักรยานยนต์ให้ครบทั้งแสนกว่าคนในเร็ววันนี้คงยังไม่สำเร็จ คงจะได้เพียงบางส่วนประมาณ 1 หมื่นคนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้ ทุกคนจะช่วยกันเป็นหูเป็นตาดูแลความเรียบร้อยในบ้างเมืองอยู่แล้ว
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงกลางเดือน มี.ค.ที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ในพื้นที่สนามหลวงนั้น โดยปกติ กทม.ไม่อนุญาตให้กลุ่มใดใช้พื้นที่เพื่อการชุมนุมอยู่แล้ว แต่ กทม.คงไม่มีเจ้าหน้าที่ในการห้ามปรามได้ เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีจำนวนมากกว่า แต่ กทม.จะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่มาชุมนุมในพื้นที่สนามหลวงด้วย อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกเป็นกังวลในกรณีที่การชุมนุมเป็นไปด้วยความยืดเยื้อ เพราะอาจจะส่งผลกระทบกับการปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่สนามหลวง ดังนั้นจึงอยากขอให้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมคำนึงว่าตลอดปี 53 นี้ จะมีงานมงคลที่จะต้องใช้พื้นที่สนามหลวงจำนวนมาก ทั้งงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถในช่วงเดือน ส.ค.นี้ รวมทั้งงานเฉลิมพระชนมพรรษาบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเดือน ธ.ค.รวมทั้งในช่วงตลอดปี 54 ด้วย ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ชุมนุมคำนึงในเรื่องดังกล่าวด้วย
นายวสันต์ มีวงษ์ รองโฆษก กทม. กล่าวภายหลังการประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ว่า หลังจากที่เกิดเหตุระเบิดในหลายจุดในพื้นที่ กทม. ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนทรัพย์สินของประชาชน และของทางราชการ กทม.ในฐานะองค์กรรับผิดชอบดูแลพื้นที่ ได้เตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยตั้งศูนย์อำนวยการเหตุการณ์รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยแต่งตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการเหตุการณ์ และเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ตลอด 24ชั่วโมง มาตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. พร้อมจัดตั้งศูนย์รักษาความปลอดภัยกรุงเทพมหานคร 1555 เพื่อรับแจ้งเหตุจากประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีโทรศัพท์ทั้งหมด 120 คู่สาย มีเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์จำนวน 50 คน
สำหรับการเตรียมความพร้อมได้กำหนดมาตรการ 3 ระดับ คือ ระดับปกติ จะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายสายการบังคับบัญชา ระดับที่ 2 คือ ระดับสถานการณ์ ไม่ปกติ เมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่งคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 จะให้การสนับสนุนในงานความมั่นคง เมื่อมีการสั่งการ ระดับที่ 3 คือ สถานการณ์รุนแรง เมื่อประกาศพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2518 ซึ่งมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อมีการสั่งการ
ด้านนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบทำให้ กทม.ต้องเน้นวิธีการลงพื้นที่ให้มากขึ้น และกระจายไปยังจุดที่ไม่ได้มีการกำหนดไว้แต่เดิม เช่น สาขาต่างๆ ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน ) ซึ่งทั้งหมดต้องปรับให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ตามข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้กทม.จะเป็นฝ่ายออกตระเวนดูความเรียบร้อยในพื้นที่ ส่วนเรื่องเฝ้าระวัง ตามจุดสาขาต่างๆ เป็นเรื่องของธนาคารที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น แต่ กทม.จะเป็นฝ่ายประสาน หากพบพื้นที่ใดที่เป็นจุดอับ หรือจุดอันตรายก็จะติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างเพิ่ม โดยจะเป็นการติดตั้งตามสถานการณ์ และตามที่ได้รับรายงานจากทางสำนักงานเขต ส่วนเรื่องการแจ้งเหตุทางสายด่วน กทม.1555 ที่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง ในวันนี้ยังไม่มีผู้โทรแจ้ง ส่วน 2 -3 วันที่แล้ว เป็นการแจ้งเหตุทั่วไป เช่น พบบุคคลน่าสงสัย แต่จำเป็นต้องตัดออกไป เพราะไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงได้ แล้วก็แจ้งข้อมูลทั้งหมดให้กับสน.ในพื้นที่ทราบ



