
อภิสิทธิ์มอบสุเทพหาช่องเอาผิดเค ทอง
"นายกฯ"สั่งครม.นำผลคดี"ทักษิณ"มาศึกษากับความเสียหายภาครัฐ และต้องตรวจสอบการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน วอนสังคมอย่าเชื่อแม้วที่จะนำความแค้นมาปลุกกระแส
(2ก.พ.) เมื่อเวลา 13.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวหลังการประชุมครม.ว่า ตนปรารภในที่ประชุมครม.ว่า สืบเนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีประเด็นในคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆ ที่ในคำพิพากษามีคำวินิจฉัยที่มีข้อยุติเกี่ยวกับปัญหาที่ส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายกับภาครัฐ ฉะนั้นทุกหน่วยงานต้องไปศึกษาคำพิพากษานั้นๆเพื่อที่จะได้มีการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ได้มีมติขอให้สำนักงานอัยการสูงสุดได้ช่วยสรุปประเด็นต่างๆมาอีกทางหนึ่งด้วย ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตนปรารภกับที่ประชุมและเป็นมติครม.นำไปปฏิบัติ
เมื่อถามว่า กำหนดกรอบเวลาที่จะให้แต่ละหน่วยงานสรุปมาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้พูดถึงกรอบเวลา เพราะว่าแต่ละหน่วยงานมีความซับซ้อนของเรื่องต่างกัน แต่ได้ย้ำไปว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินและผู้ที่มาดำรงตำแหน่งนี้มีหน้าที่ปกป้อง ดังนั้นไม่สามารถที่จะไปละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ เมื่อถามต่อว่าในคำพากษาคดีนี้ระบุถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ในเรื่องต่างๆจะดำเนินการอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า จะมีสองส่วน คือแพ่งกับอาญาตามข้อเท็จจริงที่เป็นข้อยุติตามคำวินิจฉัยของศาลและข้อกฎหมาย
เมื่อถามถึงปัญหาสัญญาระบบบัตรเติมเงินนั้นได้หารือกับกระทรวงไอซีทีอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า เรื่องแก้สัญญาที่เอื้อประโยชน์นั้นบังเอิญมีคณะกรรมการที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)ดูแลอยู่แล้วและเหลือเวลาอีก 1 เดือนที่จะรายงานกลับมา เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะมีการแก้สัญญาในบางส่วนและจะกระทบกับภาคธุรกิจโทรศัพท์มือถือ จะพิจารณาประกอบด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงต้องไปดูสถานะของสัญญาต่างๆ กรณีการลดส่วนแบ่งรายได้เคยมีเรื่องที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว
ต่อข้อถามว่าคำพิพากษาของศาลที่ออกมานั้น นายกฯคิดว่าสามารถนำไปเป็นบรรทัดฐานในการฟ้องศาลในคดีอื่นๆได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คำว่าบรรทัดฐานคงเป็นเรื่องของศาล แต่ตนเป็นฝ่ายบริหาร เมื่อศาลมีข้อยุติว่าเกิดเรื่องต่างๆแบบนี้และมีความเสียหาย หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องความเสียหายโดยตรงต้องมีการดำเนินการ เมื่อถามว่า สรุปว่าจะเป็นการฟ้องคดีใหม่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นคนละคดีอยู่แล้วเพราะคดีที่ศาลตัดสินไปนั้นเป็นเพียงคดีที่ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเท่าใด และศาลได้ระบุถึงการได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยชอบหรือไม่ มันเป็นคนละเรื่องกับความเสียหายกับรัฐ และจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ศาลแจกแจงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรัฐสูงกว่าการวินิจฉัยให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
ต่อข้อถามว่า คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชี้แจงในครม.กรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ระบุว่าคุณหญิงกัลยาซุกหุ้นเหมือนกับกรณีครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้สอบถามในครม.แต่ตนเห็นจากข่าวจึงสอบถาม คุณหญิงกัลยาบอกว่า พร้อมจะไปชี้แจงกรณีที่ถูกร้อง
เมื่อถามต่ออีกว่า ระหว่างที่คดีความยังไม่จบ จะสามารถอายัดทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณไว้ก่อนได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องรอเวลา 30 วันว่าจะมีการยื่นอุธรณ์หรือไม่ ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะรับมืออย่างไรกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องศาลโลก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูก่อนว่าไปฟ้องที่ไหน อย่างไรและฟ้องได้หรือไม่ ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะรับมือความแค้นของพ.ต.ท.ทักษิณไหวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ ผมไม่อยากตอบเพราะว่าอันนี้เป็นถ้อยคำของผู้ถาม เรื่องความแค้น เรื่องอะไรไม่ได้พูดเลย ” เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าไม่ได้เสียดายเงิน แต่แค้น ก็เลยรู้สึกว่าความแค้นของพ.ต.ท.ทักษิณจะมาแปรเป็นพลังของคนเสื้อแดงแล้วรัฐบาลจะรับมือกับความแค้นไหวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ยิ้ม และกล่าวว่า “ ผมคิดว่าสังคมอยู่ด้วยเหตุและผล หากเรายอมแม้กระทั่งความแค้นของคนๆเดียวมาอยู่เหนือเหตุผล และประโยชน์ของสังคมได้ คงเป็นเรื่องที่แปลกมาก ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุมครม.ได้พิจารณาว่าคดีของพ.ต.ท.ทักษิณเป็นอุธหรณ์ของนักการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเพียงแต่พูดในครม.สั้นๆ ว่า ถ้าอ่านคำวินิจฉัยของศาลจะพบว่าพวกเราที่เป็นครม.มีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไร ดังนั้นต้องตระหนักว่าหากเกิดความเสียหายใดๆหรือการกระทำที่ไม่ถูกต้องใดๆ เรามีหน้าที่ต้องดูแลโดยเฉพาะตนชัดเจนที่สุด เพราะมีหน้าที่ตนที่ต้องดูแลเกือบทุกส่วนในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร
เมื่อถามว่า นายกฯจะชี้แจงกับสังคมอย่างไรเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังฟ้องคดีต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องการไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนย้ำไปในครม.ทั้งในเรื่องนี้และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัย รวมทั้งการบริหารสถานการณ์ขณะนี้ว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นคู่กรณี คู่ต่อสู้อะไรกับใครทั้งสิ้น หน้าที่รัฐบาลคือทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย ส่วนคดีความนั้นก็รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ไม่ได้เป็นเรื่องการต่อสู้กับใคร ดังนั้นให้ทุกคนยึดแนวทางนี้ และแนวทางนี้จะเป็นแนวทางเดียวที่จะเป็นภูมิคุ้มกันให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกตำแหน่ง ในการที่จะตอบคำถามในอนาคตต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่สถานการณ์ตอนนี้มีเหตุป่วน ล่าสุดมีการปาสิ่งปฏิกูลใส่อาคารที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ ตอบเสียงอ่อยๆว่า “ ก็เห็นมีการดำเนินการไปแล้ว ทางตำรวจได้ดำเนินการไปแล้ว ” เมื่อถามต่อว่า นายกฯจะดูแลไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบอย่างไร เพราะโทษทางกฎหมายค่อนข้างเบา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คือเราต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่องไม่ประมาทอยู่แล้ว
เมื่อถามอีกว่า นายกฯกำชับครม.ในเรื่องความปลอดภัยนั้น แสดงว่าตอนนี้มีข่าวที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ ตนชี้ให้เห็นว่ากำลังของเจ้าหน้าที่รัฐคงไม่มีมากพอจะดูแลทุกสถานที่ได้ ดังนั้นทุกกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานราชการที่มีระบบดูแลรักษาความปลอดภัยและอาคารสถานที่อยู่แล้วต้องมีความระมัดระวังเข้มงวดกวดขันมากยิ่งขึ้น อย่างไปฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ - ทหาร เพราะเราจะได้นำตำรวจ - ทหารไปดูแลประชาชนได้มากขึ้น ก็จะเห็นว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 27 ก.พ. ก็เป็นสาขาของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเราจะไปดูแลทุกสาขานั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ และขอบคุณพลเมืองดีที่คอยแจ้งเบาะแสต่างๆเข้ามา
เมื่อถามว่า นายกฯระบุว่ามีข้อมูลการเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินนั้น มีความเคลื่อนไหวรุนแรงระดับใด นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องนี้คงไม่มีอะไรที่อยากจะขยายความ อยากเรียนเพียงว่าอย่างที่เราเห็นมาตลอดว่ามีคนบางกลุ่มที่อาจใช้ความรุนแรงได้ ตนต้องการไม่ให้ทุกคนอิยู่ในความประมาทแต่ไม่ต้องตื่นตระหนกใดๆ เมื่อถามต่อว่าที่ประชุมครม.ได้ประเมินการชุมนุมของคนเสื้อแดงว่าจะรุนแรงเพียงใด นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มีอะไร เพียงแต่ย้ำให้ดูแลทุกอย่างให้สงบเรียบร้อย และหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้รายงานเพิ่มเติม ส่วนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในต่างจังหวัดก็มีการนัดหมายชุมนุมตามจุดต่างๆตามปกติ
ต่อข้อถามว่าจะทำอย่างไรไม่ให้การเมืองเข้าไปทำลายบรรยากาศการกีฬา นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนยืนยันไปแล้วว่าจริงๆการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น รัฐธรรมนูญได้ระบุถึงความเดือดร้อนของประชาชน ดังนั้นกิจกรรมเรื่องกีฬาหรือกิจกรรมทางสังคมอื่นๆตนไม่อยากเห็นการเมืองเข้าไปกระทบ มันไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่ไปเคลื่อนไหวเสียเอง เพราะไปสร้างความรู้สึกและทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเพิ่มขึ้น เมื่อถามต่อว่า นายกฯมองว่าเหมาะสมหรือไม่ที่ช่วงนี้นักการเมืองเข้าไปทำเรื่องกีฬา นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องที่ทำได้เพราะที่ผ่านมามีนักการเมืองหรืออดีตนักการเมืองที่ไปสนับสนุนสโมสรต่างๆจนประสบความสำเร็จก็มี เป็นเรื่องธรรมดา
ต่อข้อถามถึงกรณีที่นายพรวัฒน์ ทองสมบูรณ์หรือ “ เค ทอง ” ที่อ้างเป็นคนใกล้ชิดพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เผยแพร่คลิปวีดีโอทางอินเตอร์เน็ตขู่จะมีเหตุระเบิดหลายจุดในกทม. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทางนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และตำรวจดูอยู่ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร
เมื่อถามว่า การดำเนินการลักษณะนี้ผ่านเว็บไซต์หลายครั้ง รัฐบาลไม่มีมาตรการป้องกันเลยหรือ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีในอดีต นายสุเทพได้รายงานในที่ประชุมครม.ว่า ไม่ได้ละเลยต่อพฤติกรรมที่หลายคนมีความเป็นห่วงว่าการพูดในลักษณะซึ่งทำให้คนเข้าใจได้ว่าเป็นการชักชวน เชิญชวนให้ไปกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือความรุนแรง กรณีเหล่านี้ทั้งหมดนายสุเทพได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ไปพิจารณาว่าเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดหรือไม่หรือต้องขออำนาจศาลในการออกหมายอย่างไร ก็มีการดำเนินการกันมาแล้วแต่หลายครั้งศาลไม่อนุมัติบ้าง หรือเจ้าหน้าที่มีความเห็นว่าไม่เข้าองค์ประกอบในการทำความผิด



