ข่าว

"ป๊อก"สั่งจนท.เกาะติดคลิป“เคทอง”

"ป๊อก"สั่งจนท.เกาะติดคลิป“เคทอง”

02 มี.ค. 2553

“อนุพงษ์” ระบุ เสื้อแดงชุมนุม 14 มี.ค.ไม่ห่วง ถ้ายึดมั่นคำพูดชุมนุมอย่างสันติ สั่งหน่วยข่าวเกาะติดคลิปเสียง“เคทอง”ข่มขู่ลอบวางระเบิด ชี้ “ทักษิณ”ถ้ามั่นใจไม่ได้รับยุติธรรมสามารถอุทธรณ์นำหลักฐานใหม่หักล้างได้ ด้าน“สุเทพ” สั่งจับตาเคทองสมุน“เสธ.แดง” ยอมรับต

(2มี.ค.) ที่กองการบินกรมขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) เช้าวันนี้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเป็นประธานปิดการฝึกร่วมกองทัพบกไทยกับกองทัพบกสิงคโปร์ที่ จ.เชียงใหม่ ถึงการเพิ่มกำลังทหารเข้าไปช่วยสนับสนุนตำรวจในการดูแลสถานที่ราชการสำคัญ โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ หลังคนร้ายลอบปาระเบิดแบงค์กรุงเทพ 4 จุด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้พูดชัดเจนแล้วว่าขั้นตอนตามปกติเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่ถ้าจำเป็นจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปเพิ่มเพื่อที่จะให้ประสิทธิภาพในการดูแลพื้นที่สำคัญ หรือ การตั้งจุดต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย หากตำรวจไม่เพียงพอก็จะมีการร้องขอกำลังทหารเข้าไปช่วย ซึ่งเราส่งกำลังทหารไปในพื้นที่ต่าง ๆ โดยให้กองทัพภาคที่ 1 ประสานงานกับตำรวจนครบาลเพื่อจัดกำลังลงไป

 เมื่อถามว่า การก่อเหตุตามสถานที่ราชการ โดยเฉพาะสถานที่เอกชนจะทำให้ยากต่อการดูแลหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า พื้นที่มันกว้างมาก ถ้าเราจะดูแลทุกจุด ทุกท้องถนน มันทำได้ยากมาก ขณะนี้มาตรการในการวางกำลังตามการประสานงานของตำรวจในฐานะเจ้าของเรื่องก็ได้กำหนดจุดต่างๆ ในพื้นที่ ส่วนพื้นที่รอบนอกนั้นโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลบางที่ไม่มีน้ำหนัก เราก็ใช้สายตรวจร่วมระหว่างทหาร ตำรวจ ร่วมปฏิบัติงานด้วยกัน ซึ่งเราไม่สามารถวางกำลังได้ อย่างไรก็ตาม การวางกำลังสายตรวจไม่ได้อยู่ในที่ประจำ ถ้ามีผู้ไม่หวังดีกระทำเห็นช่องว่างของเจ้าหน้าที่ก็จะเกิดเหตุขึ้นได้ ทั้งนี้หากเจ้าหน้าที่พบคนร้ายก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายก็จะทำให้คนที่ทำไม่กล้าทำอีก

 เมื่อถามว่า มีความเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันอย่างไรบ้าง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คนไทยทุกคนเป็นห่วงเหมือนกันหมด ภาคธุรกิจก็เกรงว่าจะกระทบกับภาคธุรกิจ ทั้งเรื่องการท่องเที่ยวของคนต่างชาติ ที่เป็นรายได้สำคัญก็จะมีผลมาก รวมถึงบรรยากาศทั่วๆ ไป ความเชื่อมั่นในการที่จะดำเนินธุรกิจ หรือบริโภคของประชาชนทั่วไปที่จะเกิดผลกระทบ เมื่อเกิดผลกระทบแล้วก็จะเป็นลูกโซ่ไปตามกัน

 เมื่อถามว่า จำเป็นจะต้องใช้กฎหมายพิเศษควบคุมสถานการณ์ได้หรือยัง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้นายสุเทพ ได้พูดชัดเจนแล้ว ว่าจะใช้กฎหมายอะไรจะต้องมีเงื่อนไขว่าจะต้องใช้เงื่อนไขอะไร หรือจากการประเมินสถานการณ์แล้วจะเป็นไปตามเงื่อนไขนั้น ซึ่งรัฐบาลก็มีขั้นตอนการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ก็จะประเมิน เมื่อประเมินแล้วก็จะเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรี ส่วนจะมอบหมายให้หน่วยงานใดรับผิดชอบก็สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนแล้ว ทั้งนี้จากการประเมินสถานการณ์แล้วยังสามารถดูแลได้อยู่

 เมื่อถามว่า เป็นห่วงพื้นที่ปริมณฑลที่กำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวก็อยู่ในการคาดการณ์ของเราว่าถ้าเรายิ่งดูแลพื้นที่แกนกลางได้ดี และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหตุการณ์ก็จะหนีไปเกิดที่ปริมณฑล ซึ่งเป็นหนึ่งในการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม หากออกไปนอกเขตพื้นที่ของตำรวจนครบาล ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องเตรียมการจากเจ้าของพื้นที่ คือตำรวจภูธรของแต่จังหวัด ส่วนจะให้หน่วยไหนมาสนับสนุนก็จะต้องพิจารณากันอีกครั้ง

 เมื่อถามว่า คตม.ได้มีการประเมินสถานการณ์การชุมนุมในวันที่ 14 มี.ค.นี้ของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จากที่ประเมินสถานการณ์ด้านการข่าว และประเมินจากคำชี้แจงของกลุ่มผู้ที่มาชุมนุมว่าจะไม่ปิดการจราจร ไม่สร้างเหตุวุ่นวายจะชุมนุมอย่างสงบ ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นการประเมินสถานการณ์ก็จะออกมาในลักษณะว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่มีเจตนาจะทำรุนแรง ส่วนจะคุมกันได้แค่ไหนอย่างไร ทั้งนี้หากไปจัดกิจกรรมที่สนามกีฬาราชมังคลาสถาน ซึ่งบริเวณนั้นอาจจะทำให้การจราจรติดขัด ก็จะต้องมีมาตรการด้านการจราจรที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนทั่วไปใช้ชีวิตได้ เพื่อให้สามารถเดินทางประกอบธุรกิจได้ ถ้าเป็นอย่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมพูดก็คงจะไม่มีอะไรรุนแรง

 เมื่อถามว่าในส่วนของต่างจังหวัดได้มีการขอกำลังมาหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนยังยืนยันไม่ได้ว่ามีการร้องขอมาหรือไม่ แต่โดยหลักการทาง ผอ.กอ.รมน.ภาค และ ผอ.กอ.รมน.จังหวัด จะต้องปรึกษากัน ถ้าแม่ทัพภาค และผู้ว่าฯจะต้องพูดคุยประสานงานกัน โดยผ่านตำรวจประจำจังหวัดต่างๆ ก็จะมีการพูดคุยกัน ถ้าหากสมมติว่าจังหวัดยังสามารถใช้กำลังตัวเองได้ก็ดำเนินการไป แต่ถ้าหากงานล้นมือก็จะต้องมีการขอกำลังทหารไปช่วยสนับสนุน แต่ตอนนี้ตนยังไม่ทราบว่ามีการร้องขอมาบ้างหรือไม่ เมื่อถามว่า เป้าหมายของการก่อเหตุขยายวงกว้างไปถึงสื่อมวลชน ล่าสุดมีการปาระเบิดเข้าไปที่ช่อง 3 พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ

 เมื่อถามว่าฝ่ายความมั่นคงได้มีการประเมินสถานการณ์หรือไม่ว่าเหตุการณ์จะไม่ซ้ำรอยเหมือนเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เราหวังและประเมินว่าสังคมไทยไม่รับความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด สังคมไทยไม่รับ ฉะนั้นคนที่จะทำให้เกิดความรุนแรง จะเกิดผลลบกับตัวเอง และเมื่อประมาณการเช่นนั้นแล้วแนวทางที่จะดำเนินการก็จะร้องหลีกเลี่ยงในการดำเนินการไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ได้อย่างไร ก็จะต้องหลีกเลี่ยง เพราะไม่พ้นความรับผิดชอบ ส่วนเจ้าหน้าที่ หากทุกคนอยู่ในกรอบซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันและเรามีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย เราไม่ได้ไปรบกับสีใดทั้งสิ้น ตราบใดที่มีความสงบเรียบร้อยจะมีการชุมนุมอย่างไรจะชุมนุมกันสันติอย่างไรก็ทำไป แต่ถ้ามีความเดือดร้อนเกิดขึ้นเช่นปัจจุบันมีกลุ่มที่พยายามสร้างสถานการณ์ เจ้าหน้าที่ก็พยายามที่จะไปกระทำต่อกลุ่มนี้ และพยายามตรวจจับตั้งจุดตรวจช่วย เพื่อป้องกันไม่ให้คนพวกนี้ทำ แต่คนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มไหนเรายังพิสูจน์ทราบไม่ได้ หรือจะเกี่ยวโยงกับใครก็ยังพิสูจน์ทราบไม่ได้

 เมื่อถามว่า ในส่วนของ บช.น. ได้มีการฝึกอบรมคนขับวินมอเตอร์ไซต์ และ ทาง กอ.รมน. ได้มีการจัดอบรมแบบนี้บ้างหรือไม่เพื่อขอความร่วมมือในการดูแลบ้านเมือง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ทาง กอ.รมน.ทำอยู่แล้ว ในขณะนี้เราเริ่มต้นด้วยการใช้มวลชนที่อยู่ในเครือข่าย กอ.รมน.ที่จะรวมตัวกัน และเอาไปใช้ประโยชน์ทางด้านการข่าว คือเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังในทุกพื้นที่ และทาง กอ.รมน. ได้สั่งการให้กอ.รมน.ภาคแต่ละจังหวัดใช้แนวทางนี้อยู่แล้ว เพื่อสร้างเครือข่ายในระดับพื้นที่ และระดับของความแตกต่างเช่นพยายามวางให้เต็มพื้นที่ ส่วนความแตกต่างของธุรกิจ เช่นบ้านพัก สถานที่ราชการ สถานที่ประกอบการ ซึ่งขณะนี้ให้ทาง กอ.รมน. ได้ให้เครือข่ายเฝ้าระวัง โดยใช้พื้นฐานมวลชนของ กอ.รมน. และให้ กอ.รมน.ในแต่ละจังหวัดจัดตั้งมวลชน ซึ่งการประชุมกอ.รมน.ที่ผ่านมานายสุเทพ ได้กำชับไปยัง ผอ.กอ.รมน.ภาค และ จังหวัดให้สนับสนุนส่วนนี้อยู่แล้ว

 เมื่อถามว่า ได้ติดตามคลิปวีดีโอ “เคทอง” ซึ่งเป็นคนสนิทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ข่มขู่ว่าจะลอบวางระเบิดในพื้นที่ กทม. นั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนได้เห็นเมื่อเช้านี้ และให้เจ้าหน้าที่ติดตาม และตำรวจที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์ในเรื่องนี้ ซึ่งเขาทำอยู่แล้ว เมื่อถามว่ากลุ่มคนร้ายต้องการยั่วยุ หรือต้องการให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า อย่าให้ตนฟันธงเลย แต่มีคนพยายามที่จะทำให้เกิดความวุ่นวาย แต่จะเป็นด้วยจุดประสงค์ใดนั้นให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประเมิน เราก็จะให้เจ้าหน้าที่ในส่วนการข่าวประสานงานกับตำรวจเพื่อแจ้งเบาะแสต่างๆ เพื่อให้มีความกระจ่างมากกว่านี้

 เมื่อถามว่า กองทัพได้เตรียมแผนรับมือ นปช.อย่างไร โดยเฉพาะการระดมพลเข้ามาในพื้นที่ กทม.ในช่วงเดือน มี.ค. พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จะมีการแอบอ้างของกลุ่มใดก็แล้วแต่ มีเจ้าหน้าที่ที่ประเมินอยู่แล้ว ในขณะนี้เท่าที่ทราบในส่วนของต่างจังหวัด ทาง ผอ.กอ.รมน.ภาค และจังหวัด พยายามสร้างความเข้าใจกับประชาชนส่วนใหญ่ในเชิงบวกที่จะเสริมสร้างความสามัคคีสันติให้เกิดในสังคมเพื่อให้สังคมเดินไปได้ ทางผู้ว่าฯ และ ผอ.กอ.รมน.จังหวัด ทำอยู่แล้ว ทั้งนี้อยากขอร้องให้ประชาชนเห็นแก่ความสำคัญของประเทศชาติบ้านเมืองมากกว่าสิ่งอื่นใด ส่วนเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง เมื่อทราบแล้วก็จะต้องมีการวางแผนว่าจะต้องทำอย่างไรที่จะไม่ให้เหตุการณ์นี้มากระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งพยายามหามาตรการต่างๆ และจะมีการประชุมหารือกัน และวางมาตรการต่างๆ ก็จะมีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

 เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าถูกปล้นเงิน เพราะมี คมช.อยู่เบื้องหลัง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในขณะนี้ทุกคนจะต้องยึดถือสถาบันต่างๆ เป็นหลัก สถาบันตุลาการก็ถือเป็นสถานบันหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ที่จะให้ความยุติธรมของประเทศชาติ เพราะมีขั้นตอน ถ้าหากผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถที่จะอุทธรณ์ได้ เพราะมีขั้นตอนอยู่ก็สามารถทำได้เลย ถ้าหากไม่เห็นด้วย และมีข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถดำเนินการได้เพื่อจะหาความเป็นธรรมที่ตัวเองพึงพอใจ แต่ก็จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่จะต้องเอาหลักฐานใหม่มายืนยัน เมื่อถามย้ำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามบอกว่าการที่ถูกยึดทรัพย์เพราะเป็นขบวนการของ คมช. พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สื่อประเมินการเอง และอนุมานไปเอง

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณีเหตุระเบิดขึ้นหลายจุดในกทม.ในช่วงที่ผ่านมา ที่มีกลุ่มคนพยายามโยงเหตุการณ์ระเบิดปลายปี 49 ว่า ตนเรียนไปหลายครั้งแล้วว่า เราพยายามติดตามสืบสวนสอบสวน เพื่อหาคนกระทำผิดมาดำเนินคดี และจะยังไม่ระบุว่าเป็นคนนั้นคนนี้จนกว่าจะได้ผลการสืบสวน ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ และกลุ่มบุคคลที่เคยพูดจาไว้ก่อนหน้านี้ รวมทั้งบุคคลที่กำลังพูดและมีการนำมาเผยแพร่ในเวปไซต์อยู่ในขณะนี้ แต่จะให้ดำเนินการคงทำไม่ได้ ซึ่งประชาชนทั้งประเทศคงเข้าใจดีว่าสาเหตุมมาจากอะไรและขอฝากไปถึงกลุ่มคนที่คิดจะก่อกวนและสร้างปัญหาให้บ้านเมืองตระหนักว่ากำลังทำลายประเทศชาติ และทำการที่คนทั้งประเทศรับไม่ได้ แต่ถ้าจะต่อสู้ก็ให้ต่อสู้ตามวิถีทางที่กำหนด

 เมื่อถามว่า กรณีของนายเคทอง หนึ่งในแกนนำที่ใกล้ชิด พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก จะต้องจับตาเป็นพิเศษหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ก็ต้องจับตามอง ถ้าเข้าข่ายผิดกฎหมายต้องดำเนินการ ส่วนที่เขาออกมาพูดจาปลุกระดมก็ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามดูอยู่ ยอมรับว่าบางทีก็ลำบาก ยกตัวอย่างนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดงที่ไปพูดปลุกระดมที่ จ.เชียงใหม่ และตนสั่งให้ตำรวจดำเนินคดี แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังทำได้ไม่เรียบร้อย เช่นเดียวกับบุคคลรายนี้ที่นำข้อความมาเผยแพร่ตามเวปไซต์เพื่อปลุกระดมก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการ ต่อข้อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่กลุ่มคนที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มอื่นแล้วป้ายสีให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง นายสุเทพ กล่าวว่า ตนพูดชัดเจนแล้ว

 เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลอาจเป็นผู้ดำเนินการเอง นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้บ้านเมืองสงบเพราะถ้าบ้านเมืองสงบการจะนำประเทศฝ่าวิกฤติสามารถทำได้ง่าย และที่รัฐบาลทำมาตลอดทั้งปีก็แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างดีขึ้น แต่คนที่บิดเบือนก็พยายามจะพูดจากันไป ซึ่งตนคิดว่าประชาชนเขาเข้าใจว่ารัฐบาลไม่สร้างสถานการณ์แน่นอน เพราะไม่เป็นประโยชน์อะไรกับรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถามว่า วิเคราะห์ได้หรือไม่ว่า ก่อนที่จะมีการชุมนุมมีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาจากสาเหตุอะไร นายสุเทพ กล่าวว่า ตนคงไม่ต้องวิเคราะห์

 ส่วนกรณีมีหลายฝ่ายวิจารณ์ว่ารัฐบาลพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อนำไปสู่การประกาศกฎหมายพิเศษ นายสุเทพ กล่าวว่า เรียนไปหลายครั้งแล้วว่า เมื่อเห็นความจำเป็นก็ประกาศได้ทันทีโดยไม่ต้องสร้างสถานการณ์ คนที่ออกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจว่า คนพูดต้องการให้เกิดความสับสนขึ้นในบ้านเมือง แล้ววันนี้ก็มีคนพูดจาให้เกิดความสับสนมากมาย และเป็นบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ฝ่ายเดียวกัน ยอมรับว่าการพูดบางครั้งดำเนินคดียากแต่ถ้าพูดชักชวนประชาชนในลักษณะก่อกบฏรัฐบาลพยายามดำเนินการ

 เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาระบุว่า องค์คณะตุลาการผู้พิพากษาว่าเป็นพวกคณะปฏิวัติจะยิ่งสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า วันนี้ตัวตนที่แท้จริงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ค่อยๆ เปิดเผย ต่อสายตาประชาชนมากขึ้น เมื่อก่อนยังลับๆ ล่อๆ แต่วันนี้ชัดเจนออกมาปลุกระดมประชาชน ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเอง ประชาชนก็เห็นได้เอง

 ต่อข้อถามว่า มองว่าพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขัดแย้งกันเองหรือไม่ เพราะทางหนึ่งออกมาโจมตีศาล ขณะที่อีกทางระบุว่าจะยื่นอุทธรณ์ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องทำใจ สำหรับตนถือว่า เมื่อกฎหมายมีช่องเปิดโอกาสให้เขาต่อสู้ ถ้าเขาเลือกต่อสู้ในทางนั้น ตนก็ดีใจ และอยากให้เป็นอย่างนั้น แต่เขากลับทำทั้งสองอย่าง คือ ต่อสู้ทางกฎหมายและนอกกฎหมาย ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศคงต้องสรุปข้อเท็จจริงของคำพิพากษาให้มิตรประเทศรับทราบต่อไป

 ต่อข้อถามว่า รัฐบาลมีมาตรการอะไรที่จะหยุดการสร้างความปั่นป่วนของบุคคลเหล่านี้ได้อย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการหาข่าว การสืบสวน สอบสวนและติดตามจับกุมคนผิด เห็นได้จากการตั้งจุดตรวจและจัดชุดลาดตระเวน และเพิ่มความเข้มข้นขึ้นหลังมีเหตุระเบิด รวมถึง ผบช.น.ยังได้ขยายผลหาแนวร่วมในการทำงานให้กับรัฐบาล เช่น ขอความร่วมมือผู้ขับขี่มอเตอร์ไซต์รับจ้างเป็นหู เป็นตา ซึ่งเป็นการต่อยอดจากที่ประชาชนให้ความร่วมมือแจ้งเบาะแสต่างๆ เข้ามา และเห็นว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ประชาชนให้การตอบรับ จากเหตุที่แจ้งว่าพบถุงต้องสงสัยที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความร่วมมือกับรัฐบาลมากขึ้น รัฐบาลต้องขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือและหากประชาชนยังร่วมมือตลอดก็จะทำให้คนร้ายกระทำการไม่สำเร็จ

 เมื่อถามว่า การที่ทางบช.น.ต้องเรียกประชุมประสานความร่วมมือกับเครือข่ายผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง แสดงว่าสถานการณ์มันแย่ลง นายสุเทพ กล่าวว่า จะแย่หรือไม่แย่ก็พูดยาก แต่เรามีหน้าที่ป้องกัน จะมีกลุ่มประชานกลุ่มไหนที่เราเห็นว่าเขาน่าจะเป็นประโยชน์ในการช่วยกันดูแลระวังบ้านเมืองเราก็จะขอความร่วมมือกับทุกฝ่าย

 เมื่อถามว่าการให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสและการตั้งรางวัลนำจับจะช่วยได้แค่ไหน นายุสเทพ กล่าวว่า ก็พยายาม ทั้งหมดนี้เพียงแต่ต้องการให้พี่น้องประชานทุกฝ่ายช่วยกันดูแล เพราะกำลังเจ้าหน้าที่แม้เราจะระดมมาอย่างไรก็ไม่ทั่วถึง หากประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาจะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ง่ายขึ้น เมื่อถามว่า การคาดโทษกับผกก. โรงพักในพื้นที่บช.น.ที่พบว่ามีระเบิดเกิดขึ้นกับธนาคารกรุงเทพอีกจะช่วยได้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า นั่นคงเป็นเรื่องของผบช.น. ที่ต้องการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาทำงานให้แข็งแรงขึ้น แต่ตนไม่ได้ไปคาดโทษใคร มีแต่คนอื่นคาดโทษตนอยู่ทุกวัน เมื่อถามว่าจากนี้จะต้องมีการเฝ้าระวังหรือมีการส่งสัญญาณมาหรือยังว่าจะมีการก่อเหตุที่จุดอื่นๆ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า เราก็ต้องเฝ้าระวังตลอด เพราะเป็นหน้าที่เรา ต้องติดตามข่าวไปเรื่อยๆ