ข่าว

คลังดีเดย์วันนี้ถก'กก.'ฟ้องแม้ว-จนท.

คลังดีเดย์วันนี้ถก'กก.'ฟ้องแม้ว-จนท.

02 มี.ค. 2553

ก.คลัง ดีเดย์วันนี้(2มี.ค.)ประชุมกก.ฟ้องแพ่ง"ทักษิณ-จนท."ที่ร่วมทำผิด มอบดาบ"ไอซีที-ทีโอที-ธสน."แยกฟ้องแพ่ง-อาญา "เรืองไกร" จ้องสอย"คุณหญิงกัลยา" ด้าน"มาร์ค"แย้ง"แม้ว"อุทธรณ์ต้องมี"หลักฐานใหม่"

หลังจากองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจให้บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องการดำเนินคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ที่สืบเนื่องจากคำพิพากษา ทั้งอัยการ ป.ป.ช. กรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลเพื่อพิจารณาพฤติการณ์กระทำผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ร่วมกระทำการเอื้อประโยชน์ดังกล่าวด้วย

 แหล่งข่าวในก.คลัง เปิดเผยว่า คดีที่จะต้องดำเนินการคือการซุกหุ้นซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีการถือครองหุ้นแทนโดย พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน อดีตภริยา ในฐานะคู่สมรส เป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมด ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะพิจารณาพฤติการณ์ และข้อกฎหมายในการปกปิด และยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จ

 ส่วนการวินิจฉัยการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ออกมาตรการ 5 นโยบาย ได้มีการแบ่งหน่วยงานที่จะดำเนินการเอาผิดต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนี้ การแก้ไขสัญญาสัมปทานกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นคู่สัญญาบริษัทเอไอเอส ดำเนินกิจการ การแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบพรีเพดการ์ด หรือบัตรเติมเงิน และการอนุญาตบริษัทเอไอเอส ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้เครือข่ายร่วม หรือโรมมิ่ง บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นคู่สัญญา

 ทั้งนี้บริษัท ทศท และ กสท. ต้องตรวจสอบว่าการแก้สัญญาสัมปทานเป็นไปโดยชอบหรือไม่ มีเจ้าหน้าที่ร่วมกระทำการสร้างความเสียหายแก่รัฐเพียงใด เพื่อร้องทุกข์ทั้งคดีอาญา และฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง เช่นเดียวกับการยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ที่ผิดไปจากข้อตกลงสัญญา กระทรวงคมนาคม จะต้องตรวจสอบรายละเอียด โดยในการศึกษารายละเอียดดังกล่าว กระทรวงคมนาคม มอบหมายให้กรมไปรษณีย์โทรเลขดูแล

 ส่วนการออกนโยบายปล่อยกู้รัฐบาลพม่าของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.) ซึ่งธสน.และกระทรวงการคลัง เป็นผู้เสียหาย ก็ต้องร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญา

 สำหรับการตรา พ.ร.ก.สรรพสามิต ก่อนหน้านี้อัยการได้ยื่นฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลยต่อศาลฎีกา ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนัก งานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157 ตามกฎหมาย ป.ป.ช.แล้ว เช่นเดียวกับคดีปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ให้รัฐบาลพม่า 4,000 ล้านบาท ป.ป.ช.ได้ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อศาลฎีกาแล้วเช่นกัน แต่ทั้งสองคดีศาลฎีกาสั่งจำหน่ายคดีไว้เป็นการชั่วคราว เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ระหว่างการหลบหนีคดี

 แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยด้วยว่า ในวันนี้ (2มีค.) กระทรวงการคลังจะประชุมคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง เพื่อวางแนวทางพิจารณาผลเสียหายของรัฐตามคำพิพากษาของศาลเพื่อพิจารณาว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยใด ที่ต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นตามคำพิพากษา โดยหลักการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องยึดหลักว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องชดใช้ค่าเสียหาย สามารถผ่อนชำระความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

 ทั้งนี้ความเสียหายที่เกิดกับหน่วยงานของรัฐ ตามคำพิพากษาของศาล ประกอบด้วย ก.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) บริษัท ทีโอที จำกัด รวมทั้งธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.)ซึ่งคณะกรรมการต้องลงไปดูในรายละเอียดว่าเจ้าหน้า ที่รัฐมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายจากการทำตามนโยบาย หรือดำเนินการโดยจงใจ ส่วนพ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องรับผิดทางแพ่งจ่ายค่าเสียหายคืนกับรัฐ เพราะตามคำพิพากษา พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำความผิดระหว่างดำรงตำแหน่งนายกฯ

 แหล่งข่าวระบุว่า นอกจากกระทรวงการคลังต้องหาผู้รับผิดชอบทางแพ่งแล้ว ยังต้องดำเนินการติดตามทรัพย์ที่ถูกยึด โดยเมื่อเร็วๆ นี้ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เตรียมเสนอให้นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเฉพาะกิจติดตามการโอนทรัพย์สินตามคำพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท มาเป็นของแผ่นดิน โดยมีคณะกรรมการประกอบด้วย กรมบัญชีกลาง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานอัยการสูงสุด

 ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เปิดเผยว่า ได้สั่งฝ่ายกฎหมายไปพิจารณารายละเอียดของสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือ สัญญาสัมปทานดาวเทียม และการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยหักออกจากค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ โดยให้ยึดคำตัดสินของศาลเป็นตัวตั้งในการพิจารณา อีกทั้งต้องเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขสัญญาแต่ละครั้งมาให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงด้วย คาดว่าจะได้ข้อสรุปทุกประเด็นภายในวันที่ 3 มีนาคมนี้ และชี้แจงต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง

 ด้านนายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานคณะกรรมการ(บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้สั่งให้ฝ่ายกฎหมายทีโอทีไปคัดลอกคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อนำมาประชุมและหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป ขณะเดียวกันได้สั่งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปค้นข้อมูลการแก้ไขสัญญาสัมปทานระหว่างทีโอที และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ทั้ง 7 ครั้ง รวมถึงการแก้ไขสัญญาการใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) ว่าเป็นการแก้ไขในสมัยใคร มีใครเป็นบอร์ด และเป็นผู้บริหาร และพนักงานทีโอทีในช่วงนั้นมาประกอบการพิจารณา ซึ่งจะต้องให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

 นายธีรวุฒิระบุว่า การคัดลอกสำเนาข้อมูลคำพิพากษาทั้งหมดจากศาลเพื่อมาไล่เรียงประเด็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับทีโอที คาดว่าจะใช้เวลารวบรวมข้อมูลราว 1 สัปดาห์ จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมบอร์ดในวันที่ 14 มีนาคม โดยจะเร่งดำเนินการให้เร็วเท่าที่จะทำได้ เพราะยิ่งช้าก็ยิ่งทำให้ทีโอทีได้รับผลกระทบเรื่องภาพลักษณ์ ซึ่งได้แต่งตั้งอนุกรรมการหาข้อมูลต่างๆ ตามที่ศาลพิพากษาเพื่อวิเคราะห์รายละเอียด โดยทีโอทีมีคณะกรรมการที่ปรึกษาทางกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นอดีตอัยการที่จะทำหน้าที่วิเคราะห์คดีต่างๆ

 ขณะที่นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวถึงการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของ พ.ต.ท.ทักษิณ ภายหลังคำพิพากษาว่า ได้มอบให้นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการคดีพิเศษ รับผิดชอบในการนำคำพิพากษาฉบับเต็มของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาตรวจพิจารณาประเด็นต่างๆ เพื่อสรุปว่ามีเรื่องใดบ้างที่มีพฤติการณ์การกระทำผิด

 นายจุลสิงห์กล่าวว่า ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยมีหลายเรื่องที่อยู่ในมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังจากที่ คตส.หมดวาระการปฏิบัติหน้าที่ ก็ต้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนตามกฎหมาย ขณะที่คำพิพากษาพบว่ามีบางเรื่องที่วินิจฉัยไว้ว่าเป็นเพียงเรื่องที่ไม่พึงกระทำ ดังนั้น อัยการต้องตรวจสอบอีกครั้ง หากเรื่องใดมีพฤติการณ์ส่อว่าจะกระทำผิดต้องหารือกับหน่วยงานที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนว่าจะดำเนินการอย่างไรในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดี

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการต่อสู้ในข้อกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยกกรณีศาลไม่รับรองอำนาจของ คตส.ที่แต่งตั้งโดย รสช.เมื่อปี 2534 ว่า "ถ้าตามรัฐธรรมนูญ การอุทธรณ์จะเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงใหม่ที่จะปรากฏ ไม่ใช่ข้อกฎหมาย"

 ส่วนผลการพิพากษาคดีออกมาเช่นนี้คิดว่าจะทำให้การเมืองเบาลงหรือส่งผลกระทบที่จะก่อให้รุนแรงมากขึ้น นายอภิสิทธิ์หัวเราะก่อนจะตอบว่า "คงต้องช่วยกันเผยแพร่ข้อเท็จจริงและผมคิดว่าถ้าสังคมส่วนใหญ่ได้ฟังเหตุผลต่างๆ ของศาลก็จะมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น"   
 เมื่อถามย้ำว่ามีปัจจัยอะไรที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "เรื่องการให้ข่าวสาร ผมถึงย้ำว่าไม่อยากให้พูดจาในลักษณะให้เกิดความขัดแย้ง เช่น กรณีที่ฝ่ายค้านไปให้ข่าวในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น เช่น บอกว่ารัฐบาลขึ้นบัญชีดำบุคคล 212 คน ขอยืนยันว่าไม่มี เพราะไม่ใช่แนวทางของรัฐบาล ผมได้สอบถามหลายคนแล้ว ทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ทั้งคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครบอกว่ามีการขึ้นบัญชีในลักษณะนี้ ขอย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้มีจุดยืน ไม่ได้ทำงานในลักษณะนั้น"

 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ในฐานะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา กล่าวถึงการเตรียมตรวจสอบการซุกหุ้นของรัฐมนตรีว่า ตนได้เก็บข้อมูลการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ของนักการเมืองทุกคน เมื่อได้รับฟังคำพิพากษาของศาลในกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว จึงนึกได้ว่าบัญชีทรัพย์สินของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่เคยยื่นไว้ในสมัยเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. กับตอนเข้ารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ยังมีข้อที่น่าสงสัย

 "ข้อมูลในส่วนของคู่สมรสแจ้งไว้ตอนเป็น ส.ส.ว่ามีหุ้นในส่วนของเงินลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท แต่พอเป็นรัฐมนตรีมูลค่าลดลงเหลือ 300 ล้านบาท มีลูกหนี้เป็นบุตรีทั้ง 3 คน เพิ่มขึ้นคนละ 95.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นกรณีที่ใกล้เคียงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ" นายเรืองไกรกล่าว 

 นายเรืองไกรระบุว่า ตอนที่เก็บข้อมูลตอนแรกตนนึกว่าไม่ผิด เพราะเป็นการโอนให้แก่บุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่เมื่อคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ก็ต้องตรวจสอบต่อไป โดย ป.ป.ช.ต้องไล่สอบบัญชีทรัพย์สินรัฐมนตรี และ ส.ส.ทุกคนว่าเข้าข่ายลักษณะเดียวกันหรือไม่ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกันกับที่ศาลตัดสิน ซึ่งเชื่อว่าการโอนหุ้นในลักษณะแบบนี้มีมากพอสมควร

 "กรณีคุณหญิงกัลยาต้องตรวจสอบว่าหุ้นที่ถือเป็นหุ้นสัมปทาน หรือหุ้นที่อยู่ในเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญห้ามรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัทเกินกว่าร้อยละ 5 ซึ่งก็จะเป็นกรณีเดียวกับ นพ.พฤติชัย ดำรงรัตน์ รมช.การคลัง ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลแล้วส่งให้ ก.ก.ต.ดำเนินการ" นายเรืองไกรกล่าว