ข่าว

 "ผมอยากขอโทษพี่เขา"คำสารภาพมือยิงผิดตัว

"ผมอยากขอโทษพี่เขา"คำสารภาพมือยิงผิดตัว

02 มี.ค. 2553

"ผมสงสาร อยากขอโทษพี่เขา" กฤษฎา สมคะเน หรือเล่ห์ วัย 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 19/1 หมู่ 4 ต.ตลิ่งชัน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวกับ "คม ชัด ลึก" ขณะเข้ามอบตัวต่อตำรวจเมืองกรุงเก่าในคดียิงถล่มผิดตัว

 ปฐมบทแห่งคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญชาวพุทธทั้งที่ไม่เคยเกิดความบาดหมางกันมาก่อนเกิดขึ้นเมื่อตีห้า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา วันแห่งความรักและวันตรุษจีน "ไพศาล เชิดวัฒนกิจ" พร้อมครอบครัวรวม 6 คน ขับรถเก๋งโตโยต้า วีออส ทะเบียน ชส 8127 กรุงเทพมหานคร พาครอบครัวไปไหว้พระในพื้นที่ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อไหว้พระเสร็จก็เดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ แต่หลงทางจึงเข้าไปกลับรถที่ลานจอดรถวัดใหญ่ชัยมงคล

 ระหว่างนี้เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆ ก็มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่รถไพศาลหลายนัด ก่อนที่คนร้ายจะขับรถออกไปทางวัดพนัญเชิง ส่วนไพศาลเองก็ขับรถมุ่งหน้าไปทางวงเวียนเจดีย์สามปลื้ม แต่แล้วคนร้ายรายเดิมก็ขับรถไล่ตามไปยิงถล่มใส่รถของไพศาลเป็นรอบที่สอง ส่งผลให้ "สุนีย์ พบหิรัญโสภณ" ถูกยิงเข้าที่ลำคอ ส่วนไพศาลได้รับบาดเจ็บที่แขนและลำตัว

 หลังเกิดเหตุตำรวจเมืองกรุงเก่าพยายามออกสืบสวนหาชนวนเหตุขัดแย้งเกี่ยวกับตัวผู้เสียหาย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่พบว่าเคยมีเรื่องบาดหมางหรือขัดแย้งจนนำมาสู่การลอบสังหารได้ จึงย้อนกลับมาดูพฤติกรรมของคนร้าย กระทั่งได้หลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด เห็นพฤติกรรมอันเหี้ยมโหดของสองคนร้ายขับรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู ขณะลงมือยิงถล่มใส่ผู้เสียหายอย่างชัดเจนหลายสิบนัด

 เมื่อได้หลักฐานภาพแล้วชุดสืบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา และ กก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา จึงออกหาข่าวในกลุ่มวัยรุ่นอยู่หลายวัน เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับคนร้ายที่ลงมือที่ใช้รถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู กระทั่งได้เบาะแสว่านักเที่ยวที่ใช้ยานพาหนะตรงตามหลักฐานน่าจะเป็น "สุภาพ พิมสุวรรณ หรือตุ้ย" อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 78/1 หมู่ 1 ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา และ "กฤษฎา สมคะเน" อายุ 24 ปี

 ชุดสืบสวนพยายามรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมผู้ต้องสงสัยทั้งสองคน จนได้ข้อมูลว่ากฤษฎามีหมายจับข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นในพื้นที่ สภ.บางปะอิน เมื่อปี 2551 โดยพฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะใกล้เคียงกัน คือ มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับกลุ่มวัยรุ่นแล้วใช้อาวุธปืนยิง ปัจจุบันยังหลบหนีคดีอยู่

 ดังนั้น พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา จึงประกาศสืบจับผู้ต้องหา พร้อมระดมชุดสืบสวนและหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ออกระดมปิดล้อมตรวจค้นตามจุดต้องสงสัยที่เป็นเครือข่ายญาติพี่น้องและคนสนิท เพื่อกดดันให้ผู้ต้องสงสัยเข้ามอบตัว อีกด้านก็เร่งติดตามไปยังแหล่งที่เชื่อว่าจะใช้เป็นที่หลบซ่อน โดยไม่ลืมกำชับให้ชุดสืบสวนใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุด เนื่องจากพฤติกรรมของคนร้ายค่อนข้างเป็นบุคคลอันตราย หากฝ่าฝืนหรือต่อสู้การจับกุมให้วิสามัญฆาตกรรมได้ทันที

 แล้วปฏิบัติการกดดันก็ได้ผล !?!

 ช่วงสายของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ภายหลังนำภาพจากกล้องวงจรปิดแถลงต่อสื่อมวลชนได้เพียง 2 วัน ผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนที่ติดตามข่าวสารคดีของตัวเองอย่างใกล้ชิดก็ติดต่อผ่านนักการเมืองท้องถิ่น นำตัวเข้าพบพนักงานสอบสวน และ พ.ต.อ.สมบัติ ชูชัยยะ ผกก.สภ.พระนครศรีอยุธยา สุภาพให้การปฏิเสธ แต่กฤษฎายอมรับสารภาพ และให้การสอดคล้องต้องกันกับภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิด

 "ก่อนหน้าจะเกิดเรื่องนี้ผมเคยมีเรื่องมาก่อน โดยร่วมกับเพื่อนยิงผู้อื่นเสียชีวิต ตั้งแต่นั้นก็หลบหนีการจับกุมเรื่อยมา วันเกิดเหตุกับพี่เขาผมไปเที่ยวในสถานบันเทิงใน อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา แล้วมีเรื่องกับกลุ่มวัยรุ่นที่นั่น ตอนขากลับสังเกตเห็นรถขับตามหลังมา เข้าใจว่าเป็นคู่อริตามมาหาเรื่องเลยโทรศัพท์หาตุ้ย (สุภาพ) ให้เตรียมอาวุธปืนออกมาแล้วก็มาดักซุ่มอยู่ข้างทาง พอได้จังหวะก็ไล่ยิงรถที่ขับตามหลังมาคันนั้น" กฤษฎา เล่าถึงฉากชีวิตที่ใกล้ถึงตอนสำคัญ

 การยิงถล่มครั้งแรกผ่านไป แต่ทั้งสองก็ยังขับรถไล่ตามยิงรถที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็นคู่กรณีอีกครั้งอย่างอุกอาจ ?!!

 "พอตุ้ยยิงใส่ครั้งที่สองแล้วไฟในห้องโดยสารรถเปิดขึ้น ผมเห็นผู้หญิงนั่งอยู่ มีเด็กอยู่ด้วยหลายคนก็บอก เฮ้ย ! ตุ้ยยิงผิดตัวแล้ว จากนั้นก็พยายามหนี ผมอยากขอโทษพี่เขา" กฤษฎา ก้มหน้าสารภาพ 

 กฤษฎาอาศัยอยู่กับแม่ ส่วนพ่อเสียชีวิตไปนานแล้ว น้องชายก็ทำตัวเหลวไหลไม่ต่างอะไรกับตัวเขา เมื่อถูกตำรวจกดดันหนักถึงบ้าน กฤษฎาสำนักผิดยอมรับในความประพฤติอันเหลวแหลก คิดว่าติดคุกยังพอมีวันออกมา เลยตัดสินใจเข้ามอบตัวในที่สุด