
ผุดอาชีพใหม่..รับจ้างขับฝ่า"ด่านตรวจเมา"
เด็กรับรถสถานบันเทิงหัวใสจับมือแท็กซี่ ผุดอาชีพใหม่ รับจ้างขับรถผ่านด่านตรวจเมา คิดคันละ 100 บาท รายได้ดีคืนละกว่าพันบาท ตำรวจจนใจไม่มีกฎหมายห้าม-เอาผิด เลขาฯ มูลนิธิเมาไม่ขับเต้น ส่ง จนท.ลงสำรวจข้อมูล ชี้ไม่เป็นประโยชน์และไม่รับผิดชอบต่อสังคม
นับตั้งแต่รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับปัญหาเมาแล้วขับ มีการรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้วยโครงการเมาแล้วขับไม่ใช่ถูกปรับ แต่ถูกจับคุมประพฤติด้วย ทำให้นักดื่มและนักขับต่างพากันเข็ดขยาด แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังไม่หลาบจำ ดื่มแล้วขับอยู่เป็นประจำ ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นที่มาของอาชีพใหม่ "รับจ้างขับรถผ่านด่านตรวจแอลกอฮอล์" ขึ้น
"เดชา" พนักงานรับรถหน้าสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านคลองตัน วัย 27 ปี ทำงานที่นี่มานานกว่า 3 ปีแล้ว จึงพบเห็นนักเที่ยวสารพัดรูปแบบ ทั้งที่ขับรถมาดื่มกินแล้วขับกลับด้วยตัวเอง บางคนอยู่ในสภาพเมามายดูคล้ายจะขับไม่ไหวก็ฝืนขับ กระทั่งระยะหลังทางการเริ่มเอาจริงกับการเมาแล้วขับ รถ ตำรวจ สน.คลองตัน มาตั้งด่านตรวจอยู่หน้าร้านอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ลูกค้าส่วนใหญ่เกรงกลัว บางคนถึงกับไม่กล้ามาเที่ยว แต่ก็มีบางส่วนที่ดูเหมือนจะไม่ยี่หระ แต่คำถามที่มักจะได้ยินอยู่เป็นประจำคือ วันนี้มีด่านไหม?
เดชา บอกว่า เมื่อลูกค้าได้รับคำตอบว่ามีด่านตรวจเมา หลายคนหวนกลับเข้าไปดื่มกินต่อรอจนร้านเลิก ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับด่านตรวจเลิกพอดี หรือบางคนมีความจำเป็นต้องรีบกลับ เมื่อไม่กล้าขับเองก็ไปติดต่อให้โชเฟอร์แท็กซี่ที่จอดรอลูกค้าหน้าร้านให้ช่วยขับผ่านด่านตรวจให้ เขาเล็งเห็นโอกาสตรงนี้ว่าจะสร้างอาชีพเสริมมีรายได้เข้ามาบ้าง เลยไปหัดขับรถและอาสาขับรถให้ลูกค้าที่ต้องการผ่านด่านตรวจเมา คิดค่าจ้างครั้งละ 100 บาท โดยร่วมทำกับเพื่อนอีกคน คืนหนึ่งๆ มีลูกค้ามาใช้บริการกว่า 20 ราย ตกคืนละ 2,000 บาท แบ่งกันกับเพื่อนก็ได้คนละ 1,000 กว่าบาท
จากวันนั้นถึงวันนี้เดชากับเพื่อนทำอาชีพเสริมนี้มานานกว่า 6 เดือนแล้ว นับเป็นรายได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับค่าทิปปกติที่ได้จากการเฝ้าดูแลรถให้ลูกค้า แต่การขับผ่านด่านบ่อยๆ ก็ทำให้ตำรวจประจำด่านจำหน้าได้ มีการต่อว่าต่อขานบ้าง พักหลังๆ เดชากับเพื่อนเลยหาทางออกด้วยการไปว่าจ้างแท็กซี่หน้าร้านอีกทอดหนึ่ง แล้วแบ่งรายได้กัน 70 : 30 เขาได้ 70 บาท อีก 30 บาทต่อเป็นของโชเฟอร์แท็กซี่ ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่เคยมีปัญหากับตำรวจประจำด่านตรวจอีกเลย
วิธีให้บริการลูกค้าของเดชาไม่ได้สลับซับซ้อนเลย เพียงแค่เห็นลูกค้าในสภาพเมาเดินออกมาจะขึ้นรถ ชั่งใจแล้วเชื่อว่าจะกลับบ้านแน่ เขาจะเข้าไปบอกว่ามีด่านตรวจแอลกอฮอล์อยู่ถัดจากร้านไปเล็กน้อย เขาไม่สามารถหลบเลี่ยงได้เลย อย่างไรเสียก็ต้องขับรถผ่านด่านตรวจ ถ้าไม่ถูกเรียกก็โชคดีไป แต่ถ้าโชคร้ายถูกเป่าไหนจะถูกจับติดคุก ขึ้นศาลคุมประพฤติ แล้วยังต้องเสียค่าปรับแพงอีก ถ้าลูกค้าอยากกลับจริงๆ เดชาก็เพียงแค่เอ่ยปากเสนอความช่วยเหลือ "ช่วยขับรถผ่านด่านเมา" แลกกับเงิน 100 บาท เดชาบอกว่าเกือบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เขาปิดการขายได้แทบทุกราย
ดูเหมือนว่าช่องทางการทำธุรกิจชนิดนี้จะเปิดกว้างสำหรับคนกลางคืน แม้แต่ "พิชัย" โชเฟอร์แท็กซี่ลูกข้าวเหนียวจากสกลนครก็เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการนั้น เส้นทางการเริ่มต้นของเขาเกิดจากได้รับการว่าจ้างจากนักท่องราตรีกรึ่มแอลกอฮอล์มาจ้างให้ช่วยขับรถผ่านด่านตรวจเมา หลังๆ มานี้เขาเลยหันไปปักหลักอยู่ตามหน้าสถานบันเทิงแทนการวิ่งหาลูกค้าไปเรื่อยๆ โดยเลือกจะทำเฉพาะคืนวันศุกร์-เสาร์เท่านั้น เพราะนอกจากลูกค้าจะเยอะแล้ว ด่านตรวจเมาก็มักจะเน้นตั้งในวันสุดสัปดาห์นี้เช่นกัน ส่วนวันธรรมดาก็วิ่งหาลูกค้าไปตามปกติ
"ตอนนี้มีเพื่อนๆ แท็กซี่หลายคนไปปักหลักอยู่ตามหน้าสถานบันเทิง โดยมีข้อตกลงกับพนักงานรับรถติดต่อหาลูกค้ามาให้แล้วแบ่งเงินกัน ช่วงสุดสัปดาห์เฉพาะขับรถผ่านด่านเมาผมได้เงินคืนละเกือบ 1,500 บาท มันเป็นกำไรล้วนๆ นะ ไม่ต้องเสียค่าแก๊สด้วย แค่ขับรถผ่านด่านไปไม่ไกลนัก แล้วก็เดินกลับมาที่รถหรือจะนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างมาก็แล้วแต่ ดีกว่าขับรถตระเวนหาลูกค้าไปแบบไม่มีจุดหมาย" พิชัย กล่าว
"คม ชัด ลึก" เฝ้าสังเกตอยู่หน้าสถานบันเทิง 3 แหล่งในย่านเพชรบุรี พัฒนาการ และลาดพร้าว พบว่าโชเฟอร์แท็กซี่และเด็กรับรถส่วนใหญ่ให้บริการขับรถผ่านด่านด้วยกันแทบทั้งสิ้น จากการเฝ้ามองพบว่าคนที่เป็นลูกค้าส่วนใหญ่มีเหตุจำเป็นต้องกลับก่อน หรือมุ่งหน้าไปดื่มกินอีกที่ แต่ติดอยู่แค่มีด่านตรวจแอลกอฮอล์ขวางเส้นทางอยู่ เมื่อสอบถามบรรดานักเที่ยวพบว่า ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งเคยถูกจับเมาแล้วขับมาก่อนด้วย ปัจจุบันยังถูกคุมประพฤติอยู่ หากถูกจับอีกครั้งจะต้องติดคุกจริง เลยหันมาใช้บริการนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงโทษทางอาญา
"ผมไม่ได้เมามากนะ ยังขับรถไหวอยู่ แต่ถ้าโดนเป่าอีกครั้งมันเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์แน่นอน แล้วถ้าผมต้องติดคุก บวกโทษกับของเดิมด้วย มันไม่สนุกแน่" ชายหนุ่มท่าทางรักสนุกกล่าวขำๆ ก่อนจะยื่นกุญแจให้โชเฟอร์แท็กซี่สีฟ้าแล้วก้าวขึ้นเบาะหน้า แล้วรถก็เคลื่อนตัวออกไป
ผู้สื่อข่าวขอใช้บริการบ้างในช่วงที่โชเฟอร์แท็กซี่เริ่มร่อยหรอลง เหลือแต่แท็กซี่จอดเรียงรายอยู่หน้าร้าน พนักงานรับรถถามว่ารถเป็นเกียร์อะไร เมื่อรู้ว่าเป็นเกียร์ออโตเมติกเขาหันไปหาโชเฟอร์แท็กซี่ที่เหลืออยู่ ควานหาตัวอยู่นานร่วม 10 นาทีจึงได้คนที่ขับรถเกียร์ออโต้เป็น เมื่อรถผ่านด่านตรวจเมาบนถนนเพชรบุรี ตำรวจประจำด่านขอให้ลดกระจกลง เมื่อเห็นคนขับในสภาพปกติดีก็ปล่อยผ่านไป
แน่นอนว่าธุรกิจนี้ไปได้สวย รายได้ดี ลูกค้าหลายคนพึงพอใจ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ถือได้ว่าไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม พล.ต.ต.อุทัยวรรณ แก้วสอาด ผบก.จร. ก็ตระหนักในความจริงข้อนี้ เขาบอกว่า ปัจจุบันไม่มีกฎหมายเอาผิดคนที่รับจ้างขับรถผ่านด่านตรวจแอลกอฮอล์ได้ แต่อยากให้คำนึงว่ากฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ในสังคม ผ่านกระบวนการขบคิดอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข จึงอยากฝากถึงนักดื่มแล้วขับทุกคนว่า หากจะไปเที่ยวแล้วดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่าขับรถไป หรือถ้ารู้ตัวว่าเมาก็ขอให้นั่งแท็กซี่กลับบ้านจะปลอดภัยกว่า
"เรื่องนี้ผมยังไม่เคยได้รับรายงาน แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี อาจจะเป็นการจ้างกันเอง ไม่ใช่กลุ่มใหญ่มากนัก แต่ผมอยากจะบอกว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราไม่ต้องการทำให้คนอื่นเดือดร้อน เวลาเมาแล้วขับอาจเกิดอุบัติเหตุ นอกจากตัวเองจะสูญเสียแล้วคนอื่นยังต้องมาเดือดร้อนกับเราอีก จึงอยากขอให้ทุกคนคิดก่อนจะทำเรื่องที่มันขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม" พล.ต.ต.อุทัยวรรณ กล่าว
ด้าน นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ยอมรับว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย อย่างไรก็ดีจะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจตามพื้นที่ต่างๆ ว่ามีการให้บริการลักษณะนี้มากน้อยแค่ไหนให้เร็วที่สุด เนื่องจากเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญ มีความเกี่ยวโยงกับคนหลายคน เมื่อได้ข้อมูลแล้วจะร่วมหารือกับตำรวจที่รับผิดชอบว่าจะทำอย่างไร หรือหามาตรการอย่างไรมาจัดการในเรื่องที่เกิดขึ้น
"ผมว่าการให้บริการลักษณะนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อการลดอุบัติเหตุเลย ถ้าคิดจะทำแบบนี้แล้วทำไมไม่คิดให้เยอะไปกว่านั้น บริการขับรถส่งให้ถึงบ้านไปเลยจะดีกว่า ตอนนี้ผมบอกไม่ได้ว่าจะมีมาตรการอย่างไรออกมารับมือ แต่ถ้าคิดแบบคร่าวๆ ผมว่าเราน่าจะมีด่านเคลื่อนที่เร็ว ไม่ใช่ด่านตั้งสกัดตามจุดแบบนี้ เราสามารถตรวจได้เลยหรืออาจจะเพิ่มโทษ หากมีการพิสูจน์ได้ว่าสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุมาจาการเมาแล้วขับ" นพ.แท้จริง กล่าว



