
ส่องอสังหาฯหลังหมดหวังรัฐไม่ต่อมาตรการ"ภาษี
พลันที่มติคณะรัฐมนตรีออกมาชัดแล้วว่าไม่ต่อมาตรการ "ภาษี" อสังหาฯ ทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้คนในแวดวงนี้หลากหลาย
บ้างก็บอกว่ากระทบแน่ ยอดขายทรุดแน่ บ้านปรับราคาขึ้นแน่อย่างน้อย 5-8% อีกฝั่งก็ออกมาให้ความเห็นว่า "ไม่ต่อ" มาตรการ ยอดจดทะเบียนรวม ณ สิ้นปีก็ "ไม่ตก" กระทบบ้างด้านจิตวิทยา แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ
ส่วนข้ออ้างว่า ไม่ต่อมาตรการราคาบ้านปรับแน่ ในประเด็นนี้หากพิจารณาแล้วไม่เห็นว่าจะมีสักปีไหนที่ราคาบ้านไม่ปรับขึ้น จะต่างกันก็เพียงแต่ขึ้นมากบ้าง น้อยบ้าง ตามขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการแต่ละราย เพียงแต่ว่าราคาขายเฉลี่ยในปีนี้ อาจปรับขึ้นได้ไม่มาก
นายอภิสิทธิ์ ลิ้มล้อมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอตี้ คอนซัลแทนท์ จำกัด เผยว่า การที่
ผู้ประกอบการบางรายระบุว่าต้องมีการปรับราคาขายที่อยู่อาศัยขึ้นอีก 5-8% มองว่าไม่น่าจะปรับได้มากนัก โดยเฉพาะสินค้าประเภทคอนโดมิเนียมใหม่ที่จะเปิดขายในปีนี้ เนื่องจากคอนโดใหม่ต้องมาแข่งขันกับคอนโดเหลือจากปี 2552 ที่เหลือขายอยู่อีก 20% จำนวนไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นยูนิต ที่ส่วนใหญ่จะซื้อเพื่อการลงทุน
ด้านนายล่องลม บุนนาค ประธานกรรมการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นคงไม่มาก ผู้ประกอบการจะมีการใช้กลยุทธ์จัดการกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยบางโครงการ ผู้ประกอบการอาจสามารถผลักภาระจากค่าธรรมเนียมการโอนและภาษีธุรกิจจำเพาะที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้ซื้อด้วยการบวกเข้าไปในราคาขาย เพื่อให้สามารถรักษาระดับผลกำไรของโครงการ แต่สำหรับโครงการที่มีการแข่งขันสูง และมีกลุ่มลูกค้าที่มีความอ่อนไหวในเรื่องราคา อาจสามารถปรับราคาขึ้นได้ยาก เพราะจะทำให้การขายโครงการทำได้ยากขึ้น
แนะรัฐคงดอกเบี้ยต่ำหนุนธุรกิจ
นอกเหนือจากการไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ สิ่งที่ต้องจับตาเพิ่มเติมคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์มากกว่ามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการซื้อ ดังนั้น หากรัฐบาลยังคงใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ น่าจะส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์มากกว่า เพราะทุกๆ เปอร์เซ็นต์ของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น หมายถึงความสามารถในการซื้อที่ลดต่ำลง อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับตัวขึ้นในอนาคตอันใกล้ หลังจากที่แนวโน้มทางเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งอิงอยู่กับสภาพเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยมีการปรับประมาณการตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเป็น 3.5 ถึง 4.5% แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ ปัญหาความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง หากเกิดความวุ่นวายขึ้นเหมือนหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา อาจมีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และบั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งอาจทำให้เกิดการชะลอการซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเตรียมมาตรการต่างๆ ให้พร้อมมากที่สุด เพื่อป้องกันหรือจำกัดสถานการณ์ความวุ่นวายให้ได้มากที่สุด
อสังหาฯ-รับสร้างบ้านตจว.บูม
การปรับตัวของภาคธุรกิจอสังหาฯ มีเห็นค่อนข้างชัดนั้น มีทั้งการบริการต้นทุนการก่อสร้าง การตลาด ค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร นอกจากนี้ยังขยายการลงทุนสู่ต่างจังหวัดในหัวเมืองหลักๆ ซึ่งในปีนี้บิ๊กอสังหาฯ ต่างมีแผนหาฐานลูกค้าใหม่ เพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจ การส่งสัญญาณดังกล่าวเป็นอีกบทสะท้อนว่ากำลังซื้อในต่างจังหวัด โดยเฉพาะหัวเมืองหลักๆ เชียงใหม่ ภูเก็ต ฯลฯ นั้นมีค่อนข้างสูง
นอกจากผู้ประกอบการรายใหญ่จะสยายปีกบุกแล้ว ธุรกิจรับสร้างบ้านบนที่ดินก็มีความน่าสนใจยิ่ง บริษัทรับสร้างบ้านหลายรายขยับแผนลงทุนเปิดสาขาเพิ่มรับกำลังซื้อ ล่าสุด พีดีเฮ้าส์ ชิงปักธงตลาดรับสร้างบ้านภาคเหนือ เชียงใหม่ และพิษณุโลก ฝันสร้างเครือข่ายยกระดับสู่อุตสาหกรรมรับสร้างบ้าน
นายสิทธิพร สุวรรณสุต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลอป จำกัด หรือ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ เปิดเผยว่า ในการรุกตลาดนั้น จะไปในรูปโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ ตามที่บริษัทออกแบบและพัฒนาขึ้นมา เป้าหมายมิใช่เพียงเพื่อการค้าหรือทำกำไรเท่านั้น หากแต่ต้องการยกระดับธุรกิจรับสร้างบ้านจากเดิมที่รับรู้กันในวงแคบ หรือเป็นตลาดนิชมาร์เก็ตให้เปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมรับสร้างบ้านในอนาคต ภายใต้แนวคิดการจับคู่ธุรกิจ และสร้างพันธมิตรผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เกิดการรวมพลัง และกลายเป็น อีโคโนมี ออฟ สเกล เพื่อสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มธุรกิจแบบยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังสามารถแข่งขันกับบริษัทรายใหญ่ได้อย่างไม่เสียเปรียบ เพราะจากนี้ไปจะพบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาแข่งขันในตลาดรับสร้างบ้านเพิ่มมากขึ้น รวมถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าหรือปี 2558 เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีผลบังคับใช้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเปิดให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุน และแข่งขันในธุรกิจก่อสร้างกับผู้ประกอบการคนไทย ดังนั้นบริษัทจึงต้องมีการปรับตัวและเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้หรือสามารถรุกขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศได้เช่นกัน
ขณะที่นายอัครเดช ด่านไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่รับสร้างบ้าน จำกัด หรือ ผู้จัดการศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ สาขาเชียงใหม่ กล่าวว่า เชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดสำคัญทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ หากมองภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ และที่อยู่อาศัย นับได้ว่าเชียงใหม่มีการเติบโตเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล



