ข่าว

'แม้ว'ลั่น3วันยังไม่ตายรอดูครบ10วัน

'แม้ว'ลั่น3วันยังไม่ตายรอดูครบ10วัน

02 มี.ค. 2553

กต.แจ้งคำพิพากษาทักษิณไปทั่วโลกแล้ว 2 มี.ค.คลังประชุม กก.ฟ้องแพ่ง ทนาย "โอ๊ค–เอม" รอคัดคำพิพากษาเต็มคดียึดทรัพย์ 46,373 ล้าน คาดไม่เกินสัปดาห์นี้ได้เอกสาร นพดลเผย"ทักษิณ"อยู่ดูไบอุทธรณ์แน่

 เมื่อวันที่ 1 มี.ค.53 นายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการยื่นอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ว่า ขณะนี้ ยังต้องรอคัดสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็มจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งคาดว่า ไม่เกินสัปดาห์นี้น่าจะได้รับเอกสารทั้งหมด ซึ่งทีมทนายความต้องนำมาวิเคราะห์เหตุผลที่ศาลฎีกา ฯ วินิจฉัยแต่ละประเด็น โดยมีเวลา 30 วันในการดำเนินการ แต่หากไม่ทันก็อาจต้องขอศาลขยายเวลา

 “แม้การอุทธรณ์จะไม่ง่าย แต่เราก็จะดำเนินการทุกวีถีทาง ที่เรามีสิทธิ์ตามกฎหมาย ซึ่งประเด็นหลักของนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทาที่ชี้ให้เห็นคือ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นอย่างแท้จริง” ทนายความระบุ

 นายกิตติพร ยังปฏิเสธกรณีที่มีข่าวระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 1 ใน 5 ผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากที่ศาลฎีกา ฯ สั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินถูกอายัดบัญชีเงินฝากอีกกว่า 6,000 ล้านบาทว่า เท่าที่ทราบไม่มีการอายัดบัญชีอีก เพราะ คตส. ได้มีคำสั่งอายัดไว้แล้วในคดียึดทรัพย์นี้ ซึ่งขณะนี้บัญชีของ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายบรรณพจน์ ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านคดียึดทรัพย์ที่ 1-5 ยังคงอยู่นิ่งในธนาคารแต่ละแห่ง โดยรอเริ่มกระบวนการบังคับคดีตามคำสั่งศาลฎีกาฯ ที่ให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินซึ่งจะตามขั้นตอนต้องมีการแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการ

ทักษิณลั่น3วันยังไม่ตายรอดูครบ10วัน

พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านวิดีโอลิงค์ ทางสถานี "พีเพิลชาแนล" เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 1 มีนาคม ว่า วันนี้เป็นวันที่ 3 ที่แช่งตัวเองและยังมีชีวิตอยู่ หากโกงจริงป่านนี้คงตายโหงไปแล้ว ขอให้ทุกคนติดตามชมว่า ในวันจันทร์หน้าครบ 10 วัน ดูว่าจะยังออกมาพูดคุยกับพี่น้องได้อีกหรือไม่ ตามที่ได้ฝากโครง"ศรีปราชญ์" ไว้ถือว่าเป็นการแช่ง เพราะไม่มีปัญญาไปล้างแค้นใคร มีแต่ความเข้มแข็งสู้ต่อไป ไม่คิดล้างแค้นแต่ขอแช่งพวกที่กลั่นแกล้ง ยืนยันว่าที่ออกมาพูดไม่ใช่ใจอ่อน มั่นใจสิ่งที่ทำ ที่งดโฟนอินช่วงนี้เพราะต้องเรียกสติกลับมาไม่อยากให้เกิดอารมณ์  ยอมรับว่าเป็นมนุษย์หัวใจทำด้วยเนื้อมีความรู้สึก

กต.แจ้งคำพิพากษาแม้วไปทั่วโลกแล้ว

 นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ทันทีที่ทราบผลการพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคืนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งเอกสารสรุปประเด็นสำคัญๆ 5 ประเด็นเกี่ยวกับคำพิพากษาคดีให้กับสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ไทย และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ของไทยทั่วโลก เพื่อให้เป็นข้อมูลในการชี้แจงต่อต่างชาติ นอกจากนี้ ยังได้จัดส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ของต่างประเทศในไทย อาทิ สถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ องค์การระหว่างประเทศ หอการค้า และสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศจะไม่แปลคำพิพากษาคดีทั้งหมด เพราะหากมีคำร้องขอให้ทำสำนักงานอัยการสูงสุดเท่านั้นที่จะดำเนินการ

 สำหรับการติดตามความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) นั้น นายพนิชกล่าวว่า เอกอัครราชทูตยูเออีประจำประเทศไทยแจ้งให้ทราบว่า ได้สอบถามกับผู้ใหญ่ของยูเออีแล้วเห็นว่าขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เก็บตัวอยู่ในบ้านพัก ไม่ได้ออกไปใช้วิดีโอลิงก์นอกสถานที่ หรือเคลื่อนไหวปลุกระดม ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กงสุลใหญ่ไทย ณ ดูไบ ติดตามความเคลื่อนไหว หากมีสิ่งผิดปกติหรือมีการเคลื่อนไหวปลุกระดมก็ให้รีบแจ้งกลับมาทันที นอกจากนี้ยังทราบว่าหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษามีผู้ใหญ่ในครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ 2-3 คนเดินทางไปพบ ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เป็นภรรยาและลูกๆ หรือไม่ นายพนิชตอบว่า มีไปบ้างและไม่ครบ แต่ยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับทางยูเออี

นพดลเผย"ทักษิณ"อยู่ดูไบอุทธรณ์แน่

 นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวถึงการยื่นอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ว่า ขณะนี้กำลังประชุมเตรียมการกันอยู่ ยังมีเวลา 30 วัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยื่นเรื่องอุทธรณ์แน่นอน โดยซึ่งมีประเด็นค้างคาใจ เรื่องการยอมรับคำสั่งของคณะผู้ยึดอำนาจ และประเด็นการออกนโยบาย 5 มาตรการ เช่น การออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพาสามิต เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าดำเนินการโดยชอบแล้ว

 ดังนั้นจะต้องผูกพันไปทุกองค์กรด้วย โดยนโยบาย 5 มาตรการที่ออกมาไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงอยู่ที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อทำธุรกิจละแวกนั้นโดยสุขภาพกาย และจิตใจยังคงแข็งแรงปกติดี

ตัดสินยึดทรัพย์คลังถกความเสียหาย2มี.ค.

 ทั้งนี้หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เอื้อประโยชน์ธุรกิจชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ( มหาชน) แล้ว ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องการดำเนินคดีทั้งอัยการ ป.ป.ช. กรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมวิเคราะห์คำพิพากษาของศาล เพื่อพิจารณาพฤติการณ์กระทำผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ร่วมกระทำการเอื้อประโยชน์ดังกล่าว

 โดยคดีที่จะต้องดำเนินการ คือ การซุกหุ้น ซึ่งศาลฎีกา ฯ วินิจฉัยว่า มีการถือครองหุ้นแทนโดย พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน อดีตภริยา ในฐานนะคู่สมรส เป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมด ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ที่จะพิจารณาพฤติการณ์และข้อกฎหมายในการปกปิด ยื่นบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินอันเป็นเท็จ

 ส่วนการวินิจฉัยใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ออกมาตร 5 นโยบายนั้น เรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ นั้น บริษัท ทศท. คอร์ปอเรชั่น จำกัด ( มหาชน) ซึ่งเป็นคู่สัญญา บริษัท AIS ดำเนินการกิจการ สัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบพรีเพด การ์ด หรือบัตรเติมเงิน และการอนุญาตบริษัท AIS ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้เครือข่ายร่วม หรือ โรมมิ่ง ซึ่ง บริษัท ทศท. ฯ และ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด ( มหาชน) เป็นคู่สัญญานั้น บริษัท ทศท. ฯ และ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด ( มหาชน) ต้องตรวจสอบว่าการแก้สัญญาสัมปทานเป็นไปโดยชอบหรือไม่ มีเจ้าหน้าที่ ร่วมกระทำการสร้างความเสียหายแก่รัฐเพียงใด เพื่อร้องทุกข์ต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบสอบสวนคดีอาญา หรือการใช้สิทธิ์ฟ้องรียกค่าเสียหายทางแพ่ง เช่นเดียวกับการยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ ที่ผิดไปจากข้อตกลงสัญญาที่ทำไว้กับกระทรวงคมนาคม ซึ่งกระทรวงคมนาคม จะต้องตรวจสอบรายละเอียด โดยในการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ กระรวงคมนาคม มอบหมายให้ กรมไปรษณีย์โทรเลข ดูแล

 โดยนโยบายปล่อยกู้รัฐบาลพม่าของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ( เอ็กซิมแบงค์) นั้น ซึ่งธนาคารและกระทรวงการคลังเป็นผู้เสียหาย ก็ต้องร้องทุกข์ต่อหน่วยงานสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีอาญาต่อไป

 อย่างไรก็ดีสำหรับการตรา พ.ร.ก.สรรพสามิต นั้น ก่อนหน้านี้ อัยการ ได้ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลยต่อศาลฎีกา ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ มีหน้าที่จัดการหรือดุแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157 ละความผิด ตามกฎหมาย ป.ป.ช.แล้ว เช่นเดียวกับคดีปล่อยกู้ของธนาคารเอ็กซิมแบงค์ ให้รัฐบาลพม่า จำนวน 4,000 ล้านบาท ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อศาลฎีกาแล้วเช่นกัน แต่ทั้งสองคดีศาลฎีกา สั่งจำหน่ายคดีไว้เป็นการชั่วคราว เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลย อยู่ระหว่างหลบหนี ซึ่งขณะนี้รอเพียงติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาเพื่อดำเนินคดีอาญาดังกล่าวต่อไป

 แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้(2 มี.ค.) กระทรวงการคลังจะเรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง เพื่อวางแนวทางพิจารณาผลเสียหายของรัฐ ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วงเงินกว่า 46,000 ล้านบาท เพื่อพิจารณาว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยใด ที่ต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นตามคำพิพากษา โดยหลักการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น จะต้องยึดหลักว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องชดใช้ค่าเสียหาย สามารถผ่อนชำระความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

 ทั้งนี้ ความเสียหายที่เกิดกับหน่วยงานของรัฐ ตามคำพิพากษาของศาล ประกอบด้วย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) บริษัท ทีโอที รวมทั้งธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ซึ่งคณะกรรมการต้องลงไปดูในรายละเอียดว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายจากการทำตามนโยบาย หรือว่าดำเนินการโดยจงใจ ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ถือเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ถูกคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง พิจารณาให้จ่ายค่าเสียหายคืนให้กับรัฐ เพราะตามคำพิพากษา พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำความผิดระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี

 นอกจากกระทรวงการคลังต้องหาผู้รับผิดชอบทางแพ่งแล้ว ยังต้องดำเนินการติดตามทรัพย์ที่ถูกยึด โดยเร็วๆ นี้ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เตรียมเสนอให้ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเฉพาะกิจ ติดตามการโอนทรัพย์สินตามคำพิพากษายึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท มาเป็นของแผ่นดิน ซึ่งจะประกอบด้วย กรมบัญชีกลาง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานอัยการสูงสุด