ข่าว

ใช้ห้วงขณะหลังคำพิพากษามาคิดเรื่องท้าทายสังคมไทย

ใช้ห้วงขณะหลังคำพิพากษามาคิดเรื่องท้าทายสังคมไทย

02 มี.ค. 2553

การตัดสินคดียึดทรัพย์ของคุณทักษิณนั้น จบลงแบบเดียวกับภาพยนตร์ตื่นเต้นสยองขวัญทั้งหลาย ก็คือ

 "ยังมีต่อ" (อีกหลายภาค)

 ทั้งในส่วนของการดำเนินคดีต่อเนื่องกับคุณทักษิณ ความเห็นว่าด้วยเรื่องของความชอบธรรมของระบอบรัฐประหารในการริเริ่มกระบวนการยุติธรรม ความเห็นว่าการยึดทรัพย์จำนวนดังกล่าวมีความเป็นธรรมหรือไม่ และประเด็นเรื่องการอุทธรณ์ 

 ท่ามกลางเรื่องราวที่ยังดำเนินต่อไปนี้ ในทางหนึ่งคงจะเป็นเรื่องยากที่จะมีความเห็นพ้องต้องกันในคำตัดสิน ท่ามกลางความขัดแย้งทางผลประโยชน์และอุดมการณ์ของผู้คนในสังคม

 แต่อีกทางหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่จะต้องอภิปรายต่อไปในสังคมนั้นก็คือเรื่องที่สำคัญ อย่างน้อยสองเรื่อง เรื่องแรกได้แก่ ความเข้าใจเรื่องความยุติธรรม และเรื่องที่สองได้แก่เรื่องของความเข้าใจเรื่องสาธารณะ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้มีความเชื่อมโยงกันเป็นอย่างยิ่ง

 ในเรื่องแรก ได้แก่เรื่องของความยุติธรรมนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือ ศาลนั้นจะต้องมีหน้าที่ให้คำจำกัดความของคำว่ายุติธรรมด้วย ไม่ใช่เชื่อกันแต่ว่า ศาลนั้นเป็นผู้ผดุงและให้ความยุติธรรม

 หมายความว่า ถ้าศาลไม่ให้ความหมายเรื่องความยุติธรรมแล้ว เราก็อยู่ในสังคมแบบเผด็จการธรรมดานี่แหละ เป็นสังคมที่เป็นเผด็จการที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของความเป็นเผด็จการ ในความหมายที่ว่า สังคมเผด็จการก็มีกฎหมาย ศาลมีหน้าที่บอกว่ากฎหมายใดถูกหรือผิด ไม่ต้องคิดอะไรกันมาก เพราะอะไรที่ศาลพูดว่าถูก ว่ายุติธรรม อันนั้นก็คือความยุติธรรม

 นี่ก็คือวิธีอธิบายว่า ต้องเคารพการตัดสินของศาล เพราะสิ่งที่ศาลพูดคือความยุติธรรมในตัวของมันเอง

 ในกรณีประชาธิปไตย การเคารพการตัดสินของศาลย่อมมี แต่การเคารพการตัดสินของศาลนั้นมีคุณภาพที่ต่างจากการเคารพการตัดสินของศาลในสังคมเผด็จการ เพราะศาลในสังคมประชาธิปไตยไม่ใช่ผู้ปกครอง แต่ศาลเป็นสถาบันที่ให้หลักประกันว่ากฎหมายที่ศาลนำมาตัดสินนั้นเป็นกฎหมายที่เกิดมาจากประชาชน ผู้ซึ่งเป็นองค์อธิปัตย์

 หมายความว่า ศาลจะต้องเคารพประชาชน แต่การเคารพประชาชนไม่ได้หมายความว่าศาลไม่สามารถตัดสินอะไรได้ แต่หมายความว่าศาลจะต้องชี้แจงคำตัดสินและชี้แจงและให้ความหมายว่าอะไรคือความยุติธรรมในการตัดสินนั้น เพราะศาลกำลังอธิบายความเห็นของตนเองต่อผู้ปกครองซึ่งก็คือประชาชน ... ย้ำว่าศาลไม่ใช่ผู้ปกครองในสังคมประชาธิปไตย แต่ศาลมีหน้าที่ตัดสินไปตามกฎหมายเพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชนผู้ซึ่งเป็นผู้ปกครอง และสามารถแก้กฎหมายได้

 ศาลในสังคมประชาธิปไตยจึงไม่จำเป็นต้องนำเอาประเด็นเรื่องการหมิ่นศาลมาปิดปากคน แต่ต้องให้คำอธิบายทั้งในแง่คำตัดสิน และในแง่ของความหมายว่าอะไรคือความยุติธรรมในคำตัดสินนั้นด้วย

 ในอีกด้านหนึ่ง ประชาธิปไตยนั้นไม่จำเป็นต้องหมายถึงพวกมากลากไป หรือการปกครองโดยฝูงชนที่ไร้สติพร้อมถูกชักจูง ประชาธิปไตยที่ทรงพลังนั้นไม่ได้หมายถึงการปกครองโดยประชาชนในแง่ของเสียงข้างมากเท่านั้น แต่ต้องหมายถึงการปกครองประชาชนเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทุกคนด้วย และวิธีการสำคัญก็คือการพยายามสร้างกลไก และคำอธิบายที่จะทำให้การปกครองคนจำนวนมากโดยคนจำนวนมากนั้นตอบสนองต่อผลประโยชน์ของคนจำนวนมากด้วย

 หนทางหนึ่งที่สำคัญก็คือ การพัฒนาแนวคิดเรื่อง "สาธารณะ" (public) เพื่อให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่พูดง่ายว่าผลประโยชน์ของประชาชนหมายถึงการรวมผลประโยชน์ทุกคนเข้าด้วยกัน แต่ความจริงทำได้ยาก เพราะถ้าทุกคนเห็นแก่ตัวจะรวมกันได้อย่างไร และถ้าทุกคนไม่เห็นแก่ตัวเลย ตัวเองจะได้ประโยชน์กลับมาได้อย่างไร

 การพัฒนาแนวคิดและความเข้าใจเรื่องสาธารณะจึงสำคัญ เพราะสาธารณะหมายถึงส่วนรวมที่มีเราอยู่ด้วย แต่อาจไม่ได้อยู่ด้วยโดยการเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นเบื้องแรก แต่ต้องมีเหตุผลกำกับอีกต่างหาก อย่างไรก็ดี ถ้าเราสามารถพัฒนาเรื่องสาธารณะได้ ประชาชนก็จะสามารถปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมด้วยเข้าใจว่าผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาอยู่ที่ไหน และจะทำให้มีความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมที่ซับซ้อนกว่าเรื่องว่า ความยุติธรรมคือสิ่งที่ศาลมอบให้ หรือความยุติธรรมคือการที่มีตัวแทนของเราไปแก้กฎหมายอะไรก็ได้