
ชาวไทย-ลาวแห่กราบไหว้พระธาตุโบราณโผล่น้ำโขง
ชาวไทย-ลาว แห่กราบไหว้ หลังพบพระธาตุโบราณ โผล่ขึ้นกลางลำน้ำโขง
ภายหลังข่าวพบพระธาตุโบราณ โผล่ขึ้นมาเหนือเกาะทรายกลางแม่น้ำโขง ฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ส.ป.ป.ลาว) สะพัดไป ทำให้มีชาวไทยและลาว แห่กราบไหว้บูชาเนืองแน่น ล่าสุดเมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 1 มี.ค.ผู้สื่อข่าวจึงเดินทาง ล่องเรือข้ามแม่น้ำโขง ข้ามไปยังฝั่งเมืองต้นผึ้ง ส.ป.ป.ลาว
โดยในระหว่างทางที่ไปถึงที่นั้นต้องนั่งรถ สภาพถนนขรุขระ ฝุ่นตลบโดยระยะทางจากด่าน ตม.ลาว ถึงสถานที่พบซากพระธาตุโบราณ ห่างกันประมาณ 4 กิโลเมตร จนในที่สุดจึงได้เดินทางถึงสถานที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นเกาะทรายขนาดใหญ่อยู่ห่างจากฝั่งประเทศไทย ประมาณ 150 เมตร ในเขตบ้านดอนสวรรค์ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ส.ป.ป.ลาว ตรงข้ามกับ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
ทั้งนี้ ทางชาวบ้านดอนสวรรค์ และชาวไทย ได้ร่วมทำพิธีบวงสรวง และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บริเวณที่ขุดพบพระธาตุ โบราณสถานกลางเหนือเกาะทราย โดยบริเวณรอบๆสถานที่พบซากพระธาตุโบราณ จะเป็นหาดทรายกว้างประมาณหลายร้อยไร่
นายพัน ฟองเจริญ อายุ 65 ปี ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม บ้านดอนสวรรค์ กล่าวว่า เดิมบริเวณนี้เป็นบ้านเดิมของหมู่บ้านเกาะ และได้ย้ายหมู่บ้าน ขึ้นที่สูง หลังมีกระแสน้ำเซาะหมู่บ้านหายไปเมื่อประมาณปี 2545 จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านใหม่ว่าหมู่บ้านดอนสวรรค์ จากนั้นมาน้ำในแม่น้ำโขงเมื่อปี 2549 เป็นปีที่มีน้ำหลากมากทำให้กระแสน้ำได้พัด เนินทรายที่อยู่บนเนินหายไปกับกระแสน้ำเชี่ยว จึงทำให้บริเวณเนินทรายบนเกาะมีความลึกจากระดับบนพื้นดิน
หลังจากนั้นมาจึงมีชาวบ้านนำวัว ควาย มาเลี้ยงที่บริเวณหาดทราย เนื่องจากปีนี้น้ำในแม่น้ำโขงลดต่ำลงมาก จึงพบ ซากพระธาตุโบราณโผล่ลอยขึ้นมากลางเนินทราย ชาวบ้าน จึงเรียกผู้ใหญ่บ้านมาดูและได้แจ้งให้ทางการเมืองต้นผึ้ง ส.ป.ป.ลาวได้รับทราบ จากนั้นได้มีการประสานกับบริษัทงิ้วคำ จำกัด นำรถเครนจำนวน 2 คัน พร้อมรถแบ็คโฮ มาทำการขุดและดึงพระธาตุขึ้น
พบว่าเป็นส่วนของกลางองค์พระธาตุขนาดใหญ่ สูงประมาณ 3 เมตร ฐานพระประธานโบราณกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร บริเวณใกล้เคียงยังพบซากต้นไม้ขนาดใหญ่จมอยู่ในกองทราย และพระบูชาสิงห์หนึ่ง 1 องค์หน้าตัก 9 นิ้ว สิงห์สอง 1 องค์ หน้าตัก 5 นิ้ว สิงห์สาม 6 องค์ หน้าตัก 5 นิ้ว และพระปรกโพธิ์ ซึ่งเป็นพระเครื่องอีกจำนวนหลายองค์
จากนั้นทางคณะกรรมการหมู่บ้านดอนสวรรค์ได้ใช้รถเครน ยกเอาพระธาตุ กับต้นไม้ขนาดใหญ่ไปเก็บรักษาไว้ที่วัดดอนสวรรค์ โดยมีชาวบ้านทั้งฝั่งไทยและลาว แห่กันติดตามไปกราบไหว้ที่วัดดอนสวรรค์ จนเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ส่วนบริเวณวัดมีการตั้งเต็นท์รับบริจาคและทำการขุดค้นต่อไป เพราะเชื่อว่าอีกน่าจะพบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หรือพระประธานก็เป็นได้
นายคำเผย วรจักร ผู้ใหญ่บ้าน บ้านดอนสวรรค์ เปิดเผยว่า ที่บริเวณขุดพบพระธาตุดังกล่าวอาจเป็นเมืองเก่า สมัย สุวรรณโคมคำซึ่งต่อมากลายมาเป็นนครเชียงลาว นครเงินยาง หรือนครเชียงแสน ( เก่า) อยู่บริเวณเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว เขตหัวของ หรือบริเวณที่เรียกว่าเขตสามเหลี่ยมทองคำทางฝั่งลาวเรานั่นเอง สถานที่ดังกล่าวนั้น ตั้งอยู่ในเขตที่เป็นอดีตเกาะเขิน ซึ่งได้หายสาบสูญไปแล้วภายหลังที่น้ำโขงได้เปลี่ยนทางเดินน้ำ คงยังเหลือแต่ร่องรอยอย่างหนึ่งของเมืองเป็นบึงโค้งยาวประมาณ 3 กิโลเมตร
ที่ตั้งของเมืองต้นผึ้ง หรือเมืองสุวรรณโคมคำร้างนั้นยังเป็นสุดเขตตะวันตกของส.ป.ป.ลาว คือ ห่างจากเมืองห้วยทรายไปทางทิศตะวันตกประมาณ 40 กิโลเมตรทางอากาศ หรือทางน้ำ 60 กิโลเมตร และห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 375 กิโลเมตรทางอากาศ
"เป็นโบราณสถานบรรจุร่องรอยทางประวัติศาสตร์แห่งโบราณนครเก่าแก่ เรียกว่า นครสุวรรณโคมคำ และยังคงมี โบราณสถานอีกจำนวน ที่ยังเหลือให้เห็น เมืองสุวรรณโคมคำ อันเป็นชื่อแรกของนครโบราณแห่งนี้ นับว่าได้ผ่านการถูกทำลาย และสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งหลายหน และมีชื่อเรียกต่าง ๆ มากมาย ในที่สุดก็เหลือให้เห็นแต่ร่องรอยของเมืองร้างอันน่าสะเทือนใจ "นายคำเผย กล่าว
ปัจจุบันนี้ทางแผนกวัฒนธรรม แขวงบ่อแก้ว และกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม จะได้มีมาตรการอนุรักษ์และประกาศให้เป็นปูชนียสถานแห่งชาติ เป็นสถานที่อนุรักษ์และหวงห้าม เป็นอุทยานแห่งการศึกษาหาความรู้ แหล่งท่องเที่ยวและผักผ่อนหย่อนใจของนักค้นคว้า นักศึกษา นักอนุรักษ์นิยม และรักษาวัฒนธรรมอันหลากหลาย นั่นก็คือ ธรรมชาติที่สวยงามและปลอดโปร่ง
นายคำเผย กล่าวอีกว่า ในช่วงนี้อาจจะหยุดพักการขุดไว้ก่อน เพราะชาวบ้าน เหน็ดเหนื่อยมาก จากการช่วยกันขุดซากโบราณสถาน และคงต้องรอฝ่ายรัฐช่วยหาอุปกรณ์ที่ใช้ในการขุดเพื่อไม่ให้วัตถุโบราณได้รับความเสียหายจากการขุดของชาวบ้าน และที่บริเวณพบโบราณสถานกลางเหนือเกาะทราย นั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของลาวเฝ้าสถานที่ เพื่อไม่ให้ชาวบ้านแอบมาลักลอบขุดนำวัตถุโบราณออกไป
ส่วนความเชื่อของชาวเชียงแสน ปูชนียสถานที่ยังคงหลงเหลืออยู่นี้ สามารถสันนิษฐานได้ว่า ส่วนใหญ่ มาจากยุคของนครเชียงแสน ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ซึ่งพระองค์ได้ทรงรับสั่งให้สถาปนาบูรณะให้เป็นนครที่สวยสดงดงามบนสองฝั่งแม่น้ำโขง โดยมีศูนย์กลางของเมืองอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ซึ่งคือที่เมืองต้นผึ้งนั่นเอง นครดังกล่าวถูกทำลายจากการรุกรานของกองทัพพม่า ในรัชกาลของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชนั้นเช่นกัน อันเป็นสาเหตุให้ดินแดนล้านนาถูกยึด
และถูกแยกออกจากดินแดนล้านช้างในเวลาต่อมา ต่อจากแนวเขาเล็กๆ ตั้งทางด้านตะวันตกของนครร้างที่ทอดยาวจากทางเหนือไปทางใต้นั้น สังเกตเห็นมีคูเมืองลึกและกว้างประมาณ 10 กว้างเมตร ทอดยาวจนถึงฝั่งแม่น้ำโขง มีคันคูสูงเลียบทางฝั่งตะวันออกของคูเมือง ซึ่งก็คือทางตะวันตกของตัวนครนั่นเอง จึงเข้าใจได้ว่า นั่นเป็นแนวคูสู้รบและกำแพงป้องกันกองทัพของข้าศึก
นายนิกร เหล่าวานิช ประธานชมรมรักษ์เชียงแสน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติพระของเชียงแสน กล่าวว่า จากรูปลักษณ์ที่ขุดพบในครั้งนี้ น่าจะเป็นพระสมัยเชียงแสนมีอายุประมาณ 600 - 700 ปี โดยไม่ใช่ฝีมือช่างหลวง และบริเวณดังกล่าวน่าจะเป็นวัดพระแก้ว ในสมัยอดีตกาล ส่วนองค์พระธาตุที่ขุดพบมีลักษณะคล้ายองค์พระธาตุวัดกู่เต้าหรือกู่คำ ที่ตั้งอยู่ในเขต ต.โยนก อ.เชียงแสน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผลการขุดพบองค์พระธาตุทำให้กิจการเดินเรือขนาดเล็กที่บริเวณ่าเรือเชียงแสนคึกคักทุกวันจะมีบรรดานักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวต่างพากันมาใช้บริการเรือเพื่อข้ามไปยังฝั่งลาวเพื่อไปกราบไหว้บูชาองค์พระธาต์โบราณทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น



