ข่าว

เฉือนคม"เกมล้มกระดาน"

เฉือนคม"เกมล้มกระดาน"

28 ก.พ. 2553

แม้จะผ่านพ้นวันประวัติศาสตร์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายึดพรัพย์ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบางส่วนไปแล้วก็ตาม

 แต่อุณหภูมิทางการเมืองกลับไม่ได้ลดลงอย่างที่คิด เพราะยิ่งทำให้ "ทักษิณ" ดิ้นสู้เฮือกสุดท้ายมากขึ้น เพื่อหลุดพ้นบ่วงกรรมที่ตัวเองก่อเอาไว้

 จะเห็นได้ชัดว่านาทีนี้การทวงคืนทรัพย์สินของ "ทักษิณ" ไม่ใช่เป้าหมายหลักอีกต่อไป แต่เป้าหมายหลักคือการกลับเข้ามากุมอำนาจรัฐให้ได้ เหมือนในช่วงก่อนเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549

 เพราะจะเห็นได้ว่าแม้ "ทักษิณ" จะมีรัฐบาลนอมินีมาถึงสองชุด แต่ก็ไม่สามารถกุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จ

 นับจากนี้ "ทักษิณ" จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาของตัวเอง ที่ต้องคดีสำคัญหลายคดี นับตั้งแต่ "ติดคุก 2 ปี" จากคดีซื้อขายที่ดินย่านรัชดาฯ

 ตามมาด้วยการตั้งคดี "ซุกหุ้นภาค 2" หลังจากศาลพิพากษาชี้ชัดว่า "ทักษิณ" เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่แท้จริง จำนวน 1,419 ล้านหุ้น ที่ซุกไว้ที่ลูกและพี่น้อง

 โดย ป.ป.ช.เตรียมนัดประชุมในวันที่ 4 มีนาคมนี้ เพื่อขอสำเนาการพิจารณาในประเด็นดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาทางต่อ ซึ่งมีโทษหนักถึงถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ "ทักษิณ" ถูกตัดสิทธิ์ในคดียุบพรรคไปแล้วเป็นเวลาร่วม 3 ปี

 นอกจากนี้ยังมีคดี "ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์" ให้ธุรกิจในครอบครัวอีกหลายคดี ที่ต้องถูกดำเนินคดีทั้งอาญาและทางแพ่ง

 สถานการณ์ยามนี้ ดูเหมือนกระบวนการยุติธรรมพยายามไล่ต้อนให้ "ทักษิณ" จนมุม จากหลากหลายคดีที่ตัวเองเป็นผู้ก่อขึ้น และกำลังถูกตามล่าตัวมาดำเนินคดี

 ฉะนั้นจากปัจจัยทั้งหมดนี้ "ทักษิณ" จึงต้องเคลื่อนไหวเพื่อให้พ้นจากบ่วงกรรมทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดการล้มกระดานให้ได้ในที่สุด โดยเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายทั้งในและนอกสภา

 แต่จุดหลักคือ "เกมนอกสภา" ด้วยการนำผลการตัดสินของศาลฎีกามาขยายผล ตอกย้ำในเรื่องของการปฏิบัติสองมาตรฐาน ในกระบวนการยุติธรรม เพราะประเมินแล้วว่า "เกมในสภา" ไม่สามารถโค่นรัฐบาลได้

 ดังนั้นหาก "ทักษิณ" ต้องการ "ล้มกระดาน" ก็ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวผ่านทัพแดง กดดันทุกรูปแบบให้รัฐบาลยุบสภาให้ได้

 เพื่อใช้ความได้เปรียบในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือนำไปสู่การเผชิญหน้าและการใช้ความรุนแรงให้เกิดกระบวนการหย่าศึก หรืออย่างน้อยเพื่อเจรจาหาทางหลุดพ้นบ่วงกรรมจากคดีอาญาให้ได้

 โดยในระหว่างนี้ "ทักษิณ" ก็ใช้เสื้อแดงเดินเกมป่วน ขัดแข้งขัดขาไม่ให้รัฐบาลบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น ขณะที่เพื่อไทยก็ปูพรมพื้นที่เป้าหมายในภาคอีสานและภาคเหนือ

 สอดรับกับการประเมินของฝ่ายความมั่นคงที่จะมีการสร้างสถานการณ์ในช่วง 3-4 วันอันตราย หลังศาลพิพากษายึดทรัพย์ เห็นได้จากการลอบวางระเบิดหลายจุดที่เป็นสัญลักษณ์ของความใกล้ชิดกับอำมาตย์อย่างธนาคารกรุงเทพ

 แม้ว่ารัฐบาลจะเปิดไฟเขียวให้ทหารจำนวน 20 กองร้อย เข้ามาเป็นผู้ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจเข้มทุกพื้นที่ กทม.แต่ก็ยังมีเล็ดลอดจนได้

 อย่างไรก็ตามหลังจากนี้มาตรการต่างๆ ก็จะเพิ่มความเข้มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งจุดตรวจเพิ่มเติมทั่ว กทม.เพิ่มขึ้นเป็น 200 จุดเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะสถานที่ราชการ สถานีขนส่ง สถานที่อุปโภคบริโภค สถานประกอบการเอกชน ที่กลุ่มคนเสื้อแดงกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มทุนของรัฐบาลและระบอบอำมาตย์

 รวมไปถึงบ้านของบุคคลสำคัญ และองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้ง 9 คน ซึ่งรัฐบาลได้ใช้มาตรการดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุดตั้งแต่ช่วงก่อนที่จะอ่านคำพิพากษาไปจนถึงกำหนดวันชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 14 มีนาคม

 สำหรับการเกณฑ์มวลชนเข้ากรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12 มีนาคมนี้ รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางเข้ามาได้ แต่จะมีการตั้งจุดตรวจอาวุธสงคราม ตลอดเส้นทางมิตรภาพ ตั้งแต่ช่วงสระบุรี เป็นต้นมา

 ขณะที่การเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ก็มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประสานกับแม่ทัพภาค และผู้บัญชาการตำรวจภาคในการดูแลไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง

 และหลังจากนี้ก็ได้เตรียมยกระดับความเข้มข้นในมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเตรียมกำลังทหารร่วม 54 กองร้อยเข้าประจำตามจุดต่างๆ เพื่อให้ทันสถานการณ์ เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกยึดเส้นทางสัญจรสายสำคัญๆ ใจกลางเมืองได้
 มาตรการทั้งหมดนี้ ก็เพื่อรับมือกับความเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่านับจากนาทีนี้ "ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่" เป็นหนทางเดียวที่ "ทักษิณ" จะทวงคืนทรัพย์สิน และล้างโทษได้

 ขณะเดียวกัน รัฐบาลโดยเฉพาะประชาธิปัตย์ ก็ย่อมรู้อยู่เต็มอกว่าการเดินเกมป่วนของฝ่าย "ทักษิณ" นับจากนี้ จะเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้การทำงานของรัฐบาลสะดุดอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะจากการตรวจสอบและเปิดประเด็นดิสเครดิตในเรื่องต่างๆ ทั้งของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วม

 ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์มีทางออกทางการเมืองอยู่ทางเดียว นั่นคือ หากว่าจำเป็นต้องยุบสภาขึ้นมาจริงๆ ก็จะต้องเลือกจังหวะและโอกาสที่ตัวเองช่วงชิงเรตติ้งทางการเมืองได้เหนือกว่าพรรคเพื่อไทย

 นั่นหมายความว่า นอกจากจะใช้กระบวนการของรัฐเป็นช่องทางในการอรรถาธิบายผลคำพิพากษาที่ชี้ถึงความผิดของทักษิณในทุกกระทง เพื่อ "เพิ่มแต้มลบ" ให้แก่ทักษิณและพรรคเพื่อไทยไปโดยปริยายแล้ว

 ประชาธิปัตย์ก็ต้องเร่งกระบวนการปั๊มผลงาน "เพิ่มแต้มบวก" ให้ตัวเอง โดยเฉพาะนโยบายประกันรายได้เฟส 2 ออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อตีกินเรตติ้งให้ครอบคลุมรากหญ้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรถึง 10 ล้านครอบครัว อันเป็นสิ่งที่ฝ่าย "ทักษิณ" หวั่นเกรงมากที่สุด

 และนี่...คือ "เกมเฉือนคม...ล้มกระดาน" ที่ต้องจับตาต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้ว ฝ่ายไหนจะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ !!


 บัญชา แข็งขัน