
บทสรุป"กรรม"
หลังการตัดสินคดียึดทรัพย์กว่า 4.6 หมื่นล้านบาทของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี มีเสียงพากษ์วิจารณ์ตามมาโดยเฉพาะฝ่ายที่ "สูญเสีย" ได้ออกแถลงการณ์ไม่พอใจกับคำพิพากษาดังกล่าว
โดยเฉพาะแกนนำพรรคเพื่อไทยที่มี "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" ประธานพรรคเพื่อไทย เป็น "แกนนำ"
การเป็น "หัวโจก" ออกหน้าเป็นเดือดเป็นแค้นการถูกยึดทรัพย์ แทน "ทักษิณ" ของ "บิ๊กจิ๋ว" รู้สึกว่าครั้งนี้ดูผิดแผกจาก "จิ๋วหวานเจี๊ยบ" ที่หลายคนรู้จัก
และจะยิ่งแปลกใจหากรู้ว่าผู้ที่ทำให้ "บิ๊กจิ๋ว" แจ้งเกิดทางการเมืองคือคนที่ "กลุ่มคนเสื้อแดง" กำลังโจมตี
แต่ที่สำคัญหลังจากศาลตัดสินยึดทรัพย์ของ "ทักษิณ" ให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือ "คดีอาญา" อีก 5 คดีที่ "ทักษิณ" จะต้องเผชิญ
โดยเฉพาะ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้เคยทำคดี "ซุกหุ้นภาค 1" รอผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ของ "ทักษิณ" ในครั้งนี้อยู่ เมื่อศาลฎีกา พิพากษาว่า "ทักษิณ" ใช้ "นอมินี" หรือ "คนอื่น" ถือครองหุ้น "ชินคอร์ป" แทน "ป.ป.ช." ก็จะขอคำพิพากษาและหลักฐานในคดีเสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่เพื่อลงมติชี้ขาด
"ภักดี โพธิศิริ" กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กล่าวว่า หาก ป.ป.ช.มีมติว่า "ทักษิณ" มีความผิดฐานแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.เป็นเท็จ นอกจากมีโทษตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ยังมีโทษทางอาญาคือ จำคุกตามมาอีก
"คุณทักษิณอาจมีความผิดหลายกรรมหากพบว่า ไม่มีการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินในส่วนที่เกี่ยวกับหุ้นชินคอร์ปต่อ ป.ป.ช.หลายครั้ง เนื่องจากคุณทักษิณเป็นนายกฯ ถึง 2 สมัย และเป็นรองนายกฯ ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วย จึงต้องบวกโทษทางอาญาเข้าไปทุกครั้งที่ไม่มีการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินในส่วนที่เกี่ยวกับหุ้นชินคอร์ป" ภักดี กล่าว
นอกจากนี้ ยังไม่รวมถึงการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเอื้อต่อธุรกิจชินคอร์ประหว่างดำรงตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" โดยเฉพาะ "คดีการแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพสามิต ด้วยการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (พ.ศ.2527) พ.ศ.2546 และคดีอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ จำนวน 4,000 ล้านบาทในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน และขยายเวลาปลอดการชำระหนี้ จาก 2 เป็น 5 ปี เพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์การพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่าจากบริษัทชิน แซทเทลไลท์"
แต่ทั้งสองคดี ศาลต้องพักไว้ชั่วคราวเนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ หลบหนีคดี!
ไม่รวมกรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วมเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป และกรณีอนุมัติโครงการยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป และบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด
ซึ่งทั้งหมดนอกจาก "ทักษิณ" ที่จะถูกดำเนินคดีอาญาแล้ว "คณะรัฐมนตรี" ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้นก็จะถูกหางเลขไปด้วย
จากนี้ไป 30 วัน ต้องรอว่า "ทักษิณ" จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่ ซึ่งในวันที่ 2 มีนาคมนี้ ทีมทนายความของ "ครอบครัวทักษิณ" จะมีการประชุมเพื่อหารือกันว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่
หากไม่มีการยื่นอุทธรณ์ "กระทรวงการคลัง" จะนำเงินมาโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ส่วนที่เป็นเงินสดจะแจ้งให้ธนาคารนำส่งเงินพร้อมดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินคงคลัง และบันทึกเป็นรายได้ในงบประมาณ ซึ่งจะทำให้เกินดุลงบประมาณอีก 4.6 หมื่นล้านบาท ส่วนเป็นที่ดินจะส่งให้ "กรมธนารักษ์" รับเป็นที่ราชพัสดุ และส่วนที่เป็นหุ้นจะบริหารจัดการโดย "สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ"
จากนี้ไปคงต้องรอดูว่า "ครอบครัวทักษิณ" ที่ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลจะอุทธรณ์หรือไม่ ในขณะที่กระบวนการของ "คดีอาญา" กำลังเริ่มดำเนินการ
ทำให้อดคิดถึงคำกล่าวของ "พระผู้ใหญ่" รูปหนึ่งที่เคยเตือนสติไว้ว่า "กรรมใด ไม่เดือดร้อนภายหลัง กรรมนั้นเป็นกรรมดี กรรมใดเดือดร้อนภายหลังกรรมนั้น เป็นกรรมชั่ว"
ดังนั้นบทสรุปของเรื่องนี้ไม่พูดก็น่าจะรู้คำตอบ!
เกศินี แตงเขียว, สมถวิล เทพสวัสดิ์



