ข่าว

แผนบันได7ขั้น (1)

แผนบันได7ขั้น (1)

28 ก.พ. 2553

ระหว่างที่ราชการไทยกำลัง “ค้นหาตัวเอง” ตามหลักการ “รู้เขา-รู้เรา” ในการแก้ปัญหาความรุนแรงที่ดินแดนปลายด้ามขวานอยู่นี้ เวลาก็ผ่านเลยมาพอสมควรแล้ว เราลองมาทบทวนเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ “รู้เขา” ดูบ้างน่าจะเป็นประโยชน์

 “แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน” หรือ “แผนบันได 7 ขั้น” เคยเป็นที่ฮือฮาอยู่พักหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครนำมากล่าวถึงนัก แผนนี้ตรวจพบครั้งแรกตั้งแต่พฤษภาคม 2546 ก่อนเหตุการณ์ปล้นปืนทหารเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2547 ไม่นานนัก ได้กำหนดขั้นตอนของการแยกดินแดนไว้ 7 ขั้นดังนี้

 ขั้นที่ 1 การสร้างจิตสำนึกมวลชน เป็นการปลุกระดมมวลชนให้สำนึกถึงความเป็นชาวมลายู ความยึดมั่นในศาสนาอิสลาม และเน้นความเป็นชาติ/รัฐปัตตานีในอดีตที่จะต้องต่อสู้เอาดินแดนคืนโดยมักจะยกประเด็นการกวาดต้อนชาวมลายูไปยังกรุงเทพฯ และบังคับให้ใช้มือเปล่าขุดคลองแสนแสบ รวมทั้งอ้างคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานมาประกอบ

 ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน เป็นการจัดตั้งแนวร่วม ซึ่งมักดำเนินการระหว่างการสอนศาสนาต่อเยาวชน เยาวชนในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีอายุในระหว่าง 18-35 ปี และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงการอ่าน “คุปตะเบาะห์” ในวันศุกร์หรือ “ลามาดใหญ่” ตามมัสยิด ส่วนในโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนเด็กเล็กก่อนวัยเรียน/อนุบาล ปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะมอบหมายให้ครูสอนศาสนาที่ผ่านการบ่มเพาะมาในระดับหนึ่งแล้วเป็นผู้ดำเนินการ

 จากนั้นจะพัฒนาให้นักเรียน/นักศึกษาเหล่านี้เป็นผู้ปฏิบัติโดยอาจให้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ (ที่ปรากฏหลักฐานคือการไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยในเมืองบันดุงเมดาน ยอร์คจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย) ซึ่งนักศึกษาเหล่านี้นอกจากจบการศึกษาทางวิชาการแล้วยังได้ผ่านการฝึกหลักสูตรด้านการทหารมาอีกด้วย จากนั้นจะส่งมวลชนจัดตั้งเข้าเป็นคณะกรรมการต่างๆ เช่น คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด คณะกรรมการมัสยิด คณะกรรมการหมู่บ้าน และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลรวมทั้งเข้าครอบงำสหกรณ์ที่ภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนได้รวมกลุ่มดำเนินกิจกรรมเพื่อพึ่งพาตนเอง เช่น สหกรณ์หมู่บ้าน ซึ่งจะมีการเก็บเงินรายได้ส่วนหนึ่งเข้าขบวนการอันเป็นการสร้างฐานเศรษฐกิจระดับรากหญ้าควบคู่กันไป ส่วนสมาคมหรือชมรม (รวมถึงด้านกีฬา) ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ต้องการเข้าครอบงำด้วย

 ขั้นที่ 3 การจัดตั้งองค์กร เป็นการจัดตั้งองค์กรอำพรางในการปฏิบัติทั้งเพื่อการควบคุมมวลชนและแหล่งเงินทุน เช่น การจัดตั้งชมรมตาดีกา โดยในพื้นที่ จ.นราธิวาส ใช้ชื่อว่า “PUSAKA” (Pusat Kebajkan Tadika) พื้นที่ จ.ปัตตานี ใช้ชื่อว่า “PUSTAKA” พื้นที่ จ.ยะลา ใช้ชื่อว่า “PERTIWI” พื้นที่ จ.สงขลา ใช้ชื่อว่า “PUTRA” และพื้นที่ จ.สตูล ใช้ชื่อว่า “PANTAS” เพื่อควบคุมโรงเรียนตาดีกาที่ยินยอมเข้ามาอยู่ในองค์กร ซึ่งการควบคุมองค์กรเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ทางการเมืองต่อระดับแกนนำในพื้นที่เหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งองค์กรบังหน้าอื่นๆ อีกปลายรูปแบบ เช่น จัดตั้งสหกรณ์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุน เป็นต้น

 ขั้นที่ 4 การจัดตั้งกองกำลัง ในขั้นนี้มี 3 ระดับได้แก่ ระดับเยาวชนทหาร เป็นกองกำลังที่อยู่ประจำหมู่บ้านตามภูมิลำเนาโดยเฉพาะในหมู่บ้านสีแดง (ประมาณ 257 หมู่บ้าน) โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งกองกำลังดังกล่าวให้ได้ 3 แสนคน ระดับเยาวชนคอมมานโด เป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกจากกลุ่มเยาวชนทหาร นำไปฝึกยุทธวิธีหน่วยทหารขนาดเล็ก (Runda Kumpulan Kecil : RKK) และยุทธวิธีด้านอื่นๆ เพิ่มเติม สมาชิกระดับคอมมานโดจะได้รับมอบภารกิจด้านการก่อเหตุร้าย ซึ่งทั้งการลอบยิง ลอบวางระเบิด และลอบโจมตี โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งให้ได้ 3,000 คน กระจายอยู่ในเขตปกครองใหม่ 3 เขต (เขตการปกครองขององค์กรกู้ชาติปัตตานี) เขตงานละ 1,000 คน และระดับกองกำลังระดับผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ควบคุมและครูฝึกกองกำลังคอมมานโด กลุ่มเหล่านี้บางคนผ่านการฝึกมาจากต่างประเทศ มีขีดความสามารถค่อนข้างสูง เคยผ่านการปฏิบัติจริงมาแล้วและมีจิตในการต่อสู้เพื่อองค์กรที่แน่วแน่ โดยมีเป้าหมายกำหนดไว้ 300 คน คัดเลือกจากเยาวชนคอมมานโดและผู้ที่ผ่านการฝึกจากต่างประเทศแล้ว...

 ยังมีอีก 3 ขั้นตอน !!!

 (ขอบคุณข้อมูลจาก จุลสารความมั่นคงศึกษา ฉบับที่ 10 โครงการความมั่นคงศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย)

บัญชร ชวาลศิลป์