
ดุลยภาพบนความขัดแย้ง (จบ)
ความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ต้องบริหารให้ดี รู้จักจังหวะรุก จังหวะรับ จังหวะเร่งเอาชนะและลำดับกระบวนศึก หลายฝ่ายที่ตกอยู่ในวังวนขัดแย้งทางการเมืองเวลานี้ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนดุลยภาพทางการเมืองโดยการเร่งเครื่องเข้าสู่จุดแตกหักที่เอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเด็
เนื่องจากฝ่ายตนเองก็จะสูญเสียไม่น้อย และชัยชนะหรือพ่ายแพ้ที่ยังคาดการณ์ไม่ได้นั้นจะกระทบต่ออนาคตของตนในระยะยาว จึงจำเป็นต้องรักษาดุลยภาพบนความขัดแย้งเอาไว้ก่อน ในตอนที่แล้วได้ชี้ให้เห็นว่าทั้งฝ่ายเสื้อแดง ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายอำมาตย์ต่างมีแผนรองรับการรักษาดุลยภาพนี้เอาไว้แล้ว แต่นั่นคือระยะยาว ไม่แน่ว่าสัปดาห์ที่จะถึงนี้อาจเกิดเรื่องฉุกเฉินได้ทุกขณะ แผนวิกฤติระยะสั้นของแต่ละฝ่ายควรเป็นเช่นใด
ฝ่ายเสื้อแดงจำเป็นจะต้องออกเดินขบวนใหญ่หลังจากโหมโรงมานานและเลื่อนมาแล้วหลายรอบ ไม่เช่นนั้นจะเสื่อมศรัทธา พวกเขาถึงจุดพีคสุดแล้วสำหรับความฮึกเหิม หากล่วงเลยเข้าเมษายนนอกจากปัจจัยสภาพแวดล้อมในยุทธบริเวณจะไม่เป็นใจ ความแตกแยกภายในที่เพิ่มขึ้นอาจกระเทือนเอกภาพได้
พวกเขาหวังให้ฝ่ายรัฐใจฝ่อเมื่อเห็นมวลชนหลักแสนจนยอมยุบสภาลาออกไป การหวังเช่นนี้เป็นการหวังน้อยอยู่แล้ว ส่วนการคิดล้มทั้งระบบในเวลานี้นั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่น่าคำนึงที่สุดคือแกนนำต้องวางแผนรักษาความปลอดภัยมวลชนควบคู่ไปกับการควบคุมอารมณ์แนวร่วมให้ดี หากเกิดเหตุฉุกเฉินต้องคุมเกมให้อยู่ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการโต้กลับเลยตามเลยแล้วอ้างว่า นปช.ไม่เกี่ยว พวกเขาต้องรักษากระบวนทัพให้อยู่ในสนามต่อแม้ถึงขั้นถูกล้อมปราบ ถ้ายอมแพ้แบบเมษาอาจแพ้ยาวเลย
แม้ว่าฝ่ายรัฐบาลกำลังเดินเกมทำลายศรัทธาของฝ่ายเสื้อแดงด้วยแคมเปญทางสื่อและทางราชการด้วยวาทะที่ดุเดือดรุนแรงขึ้น แต่พวกเขาก็ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่อย่างแข็งขันที่สุด มาตรการป้องกันเท่าที่ผ่านมาถือว่าโอเค เพราะใช้การผ่อนปรนควบคู่กับการตรวจเข้มอาวุธ อย่างไรก็ตามรัฐก็ต้องมีแผนรองรับว่าหากมือที่สามมีเสรีในการปฏิบัติในช่วงที่คนออกมาเป็นแสน หรือเกิดเรื่องไม่คาดหมายกับบุคคลชั้นนำขึ้นแล้ว รัฐจะแก้เกมอย่างไร แน่นอนว่าแผนนั้นไม่ควรเป็นการลุยปราบเอาคืนกับคนหมู่มาก เพราะอาจบานปลายไปกันใหญ่ ทางที่เหมาะคืออย่าให้ใครเคลื่อนกำลังกึ่งทหารเด็ดขาด เพราะนั่นไม่ใช่ปรารถนาดีต่อรัฐ พวกเขาต้องทำเหมือนเสื้อแดงคือดึงรั้งฮาร์ดคอร์ของตนไว้ให้ได้
ในทางกลยุทธ์เชิงรับ ฝ่ายอำมาตย์คงเลือกที่จะนิ่ง ใช้การชี้แจงเล็กน้อยแค่เพียงได้ชื่อว่าชี้แจงในประเด็นข้อกังขาทางสังคมที่มีต่อตน ส่วนในเชิงรุกนั้นพวกเขาต้องชั่งน้ำหนักสถานการณ์และใช้ขีดความสามารถเท่าที่มีกำหนดภาพของสถานการณ์ในขั้นต่อไปให้ได้ในทางที่เอื้อประโยชน์ต่อสันติโดยรวมให้ถึงที่สุด
หากสถานการณ์เปลี่ยน ทุกอย่างก็มีสิทธิประเมินใหม่ ปรับเปลี่ยนการดำเนินการใหม่ได้เสมอ



