ข่าว

สุเทพติงบิ๊กจิ๋วเป็นถึงอดีตนายกฯไม่ควรใส่ร้ายศาล

สุเทพติงบิ๊กจิ๋วเป็นถึงอดีตนายกฯไม่ควรใส่ร้ายศาล

28 ก.พ. 2553

“สุเทพ” ติง “บิ๊กจิ๋ว” เป็นถึงอดีตนายกฯไม่ควรใส่ร้ายศาล ป้องศาลวินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ได้รับรองการปฏิวัติ มั่นใจจับมือระเบิดได้เชื่อรับจ้างก่อเหตุ ครป.ออกแถลงการณ์วอนทุกภาคส่วนเคารพกระบวนการยุติธรรม

 เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 28 ก.พ. ที่วัดชลประทานรังสฤษฎิ์ - นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุมีคนชักใยอยู่เบื้องหลังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า น่าเสียดายที่ พล.อ.ชวลิตเคยเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้หลัก ผู้ใหญ่ แต่คำพูดของพล.อ.ชวลิตทำให้คนเอาไปคิดได้ถึงความไม่เป็นกลางของศาล ตนคิดว่าพล.อ.ชวลิตไม่ควรจะพูด

 ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นห่วงกระบวนการยุติธรรมของไทยหรือไม่ เพราะยังมีนักวิชาการบางส่วนออกมาพูดสอดคล้องกับนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณที่ระบุศาลไปรับรองการปฏิวัติรัฐประหาร นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่หรอก ตนคิดว่าศาลได้ปฏิบัติตามกฎหมายชัดเจน คนที่วิพากษ์วิจารณ์ศาลก็ขอให้พี่น้องประชาชนได้ไตร่ตรองก็แล้วกัน ส่วนจะเข้าข่ายเป็นการละเมิดหรือหมิ่นศาลหรือไม่ ตนคงไปพูดไม่ได้ ต้องให้ศาลว่าของท่านเอง

 เมื่อถามว่า คิดว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่สมควรจะต้องมี ผบ.ตร. ตัวจริงขึ้นมารองรับการทำงานของตำรวจ นายสุเทพ กล่าวว่า ที่มีอยู่สามารถทำงานได้อยู่แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนทำงานเต็มที่ไม่ใช่เฉพาะ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.

มั่นใจจับมือระเบิดได้เชื่อรับจ้างก่อเหตุ

 นายสุเทพ กล่าวถึงเหตุการณ์ระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลว่า ตนได้สั่งการไปแล้วตั้งแต่หลังเกิดเหตุระเบิดลูกแรกได้ไม่เกิน 15 นาที และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาสอบถามกับตน ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบก็ได้ติดตามสถานการณ์ตลอด และเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินไปจากความคาดหมาย เจ้าหน้าที่เองก็ระมัดระวังอยู่แล้ว ก็ยังนึกเกรงอยู่เเหมือนกันว่าเมื่อผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ออกมาแล้ว คงจะมีการกระทำในลักษณะที่เป็นการกระทำที่จะก่อให้เกิดความสงบสุขของบ้านเมืองในลักษณะเช่นนี้อยู่บ้าง ตนจึงได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขอกำลังทหารมาช่วยเสริมเพิ่มเติม โดยให้มีการลาดตระเวนและตั้งจุดตรวจต่างๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็พยายามเต็มที่แต่ก็ยังมีการก่อเหตุเกิดขึ้น และเมื่อเกิดเหตุแล้วตนก็ได้สั่งการให้เพิ่มมาตรการในการตั้งด่านตรวจ เพิ่มชุดลาดตระเวน ทั้งชุดมอเตอร์ไซต์และเดินเท้า รวมทั้งเพิ่มเรื่องการหาข่าว 

 "ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชนคนไทย ว่า กรุณาช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย ลำพังเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เตรียมการไว้อาจจะไม่เพียงพอ บ้านเมืองกว้างใหญ่ เรารักษาจุดที่สำคัญ คนก่อเหตุก็อาจจะไปก่อเหตุในจุดที่หลงหูหลงตาเจ้าหน้าที่ไป แต่ถ้าประชาชนช่วยกันให้ข้อมูล หรือเห็นอะไรผิดสังเกต ให้รีบแจ้งเบาะแส ก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้เร็วขึ้น และผมอยากจะวิงวอนไปยังผู้ที่คิดกระทำการอย่างนี้ว่าไม่ควรจะทำ โดยเฉพาะในช่วงวันมาฆะบูชา บ้านเมืองไม่มีประโยชน์อะไรถ้าคนเราจะต่อสู้กันเพื่อเพียงเอาแพ้เอาชนะ และทำให้บ้านเมืองยับเยินเสียหาย มันมีวิธีการต่อสู้ที่ดีกว่านี้อีกหลายวิธี ถ้ามาทำอะไรที่เป็นการรุนแรงเช่นนี้ ผมคิดว่าไม่ได้ผลหรอกครับ นอกจากจะทำให้บ้านเมืองเสียหาย จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้” นายสุเทพ กล่าว

 เมื่อถามว่า ในทางการข่าวกลุ่มที่ลงมือทราบหรือไม่ว่าเป็นกลุ่มไหน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคงไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นนาย ก. หรือนาย ข. แต่ก็ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้รวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด และขณะนี้เองก็มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ มีภาพจากกล้องวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่กำลังดูอยู่ และกรณีที่ลูกระเบิดที่ยังไม่ระเบิดก็อาจจะได้ลายนิ้วมือแฝง ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการแกะรอยอยู่ โดยจะพยายามทำให้ดีที่สุด

 ต่อข้อถามว่ามองหรือไม่ว่าคนทำมุ่งไปที่ภาคเอกชนมากกว่าหน่วยงานของรัฐ จะต้องไปหารือกับภาคเอกชนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เอกชนทั้งหลายก็ให้ความร่วมมือตามปกติ โดยได้รับการเตือนไปจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเอกชนที่มีระบบรักษาความปลอดภัย ก็ให้ช่วยเป็นหูเป็นตา แต่ก็เข้าใจดีว่ากรณีเช่นนี้ไม่ง่ายในการรักษา เพราะการกระทำ ทำในลักษณะขี่มอเตอร์ไซต์ผ่านแล้วขว้างระเบิดเข้าไป

 ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่เป้าหมายใน 4 จุดแรกเป็นธนาคารกรุงเทพ จะมีความเชื่อมโยงไปถึงประธานองคมนตรีหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ถูกโจมตี นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่ให้ประชาชนได้เรียงลำดับเหตุการณ์เอาเอง และเพื่อให้มองว่าคนทำมุ่งประสงค์อะไร ตนไม่อยู่ในฐานะที่จะวิพากษ์วิจารณ์ใครได้ ตนทำได้เพียงแต่ระมัดระวังและดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยมากที่สุด

 เมื่อถามว่ามีการแถลงล่าสุดของกลุ่มคนเสื้อแดงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมกับมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นฝีมือของภาครัฐเองที่สร้างสถานการณ์ ใช้กฎหมายจัดการพิเศษจัดการกับผู้ชุมนุม นายสุเทพ กล่าวว่า ตนอยากจะกราบเรียนไปถึงพี่น้องประชาชนว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรที่เป็นเรื่องเสียหายกับบ้านเมืองแน่นอน สามัญชนคนธรรมดาสามารถไตร่ตรองได้ ใช้วิจารณญาณได้ เจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เมื่อเรามีหน้าที่ต้องดูแลรักษาความสงบ จะไปสร้างสถานการณ์ให้เกิดปัญหาขึ้นทำไม และที่กล่าวว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์เพื่อถือเป็นเหตุประกาศกฎหมายควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุม ตนขอยืนยันว่าไม่จริง และตนเคยกล่าวแล้วว่ากรณีที่มีการชุมนุม ถ้าเป็นการชุมนุมที่ไม่ฝ่าฝืนกฎหมายก็จะไม่ไประงับยับยั้ง เพราะถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเมื่อใดทำเรื่องที่ผิดกฎหมายก่อกวนความสงบสุขบ้านเมือง สร้างความเดือดร้อน ก็ต้องแก้ไข และการแก้ไขหากอยู่ในวิสัยที่สามารถใช้กฎหมายธรรมดาก็ควรใช้ ยกเว้นเหมือนกรณีเหตุการณ์ที่พัทยา หรือเหตุการณ์สงกรานต์ แบบนั้นก็จำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายความมั่นคง

 เมื่อถามว่าจากนี้ไปจะต้องติดตามสถานการณ์ไปอีกหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ก็ต้องเฝ้าดูเหตุการณ์ไปเรื่อย จนกว่าทุกอย่างจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ และสงบสุขเช่นเดิม ส่วนที่ว่าถ้าการเมืองยังเป็นเช่นนี้จำเป็นต้องเข้มงวดและมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลบ้านเมืองหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ใช่ครับ  เป็นเรื่องที่ต้องเป็นภาระที่ตกกลับเจ้าหน้าที่มาก โดยเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงานอย่างเข้มข้น และจะต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ทหารเพิ่มขึ้นจาก 20 กองร้อยหรือไม่ เรื่องนี้ต้องดูตามสถานการณ์ แต่วันนี้มีการเพิ่มกำลังบ้างแล้ว และในช่วงเช้าตนได้หารือกับ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยะนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แล้ว โดยให้ไปพิจารณว่าจะต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในจุดไหนเท่าไร และหากตำรวจไม่พอให้ขอกำลังทหารทันที โดยเป้าหมายของรัฐบาลคือให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย

 ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นที่จะต้องเรียกประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) เพื่อประเมินติดตามสถานการณ์ล่าสุดหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะทุกคนทำงานอยู่แล้ว โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความเห็นตลอด และเมื่อเกิดเหตุก็จะปรึกษากัน แต่หากจำเป็นมากกว่านี้จึงจะเรียกประชุม ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ตนสามารถสั่งการและแก้ไขสถานการณ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องขอมติที่ประชุม อย่างไรก็ตามหากเกิดเหตุระเบิดพร้อมกันเหมือนปี 49 ตนก็สามารถที่จะจับตัวคนร้ายได้อยู่แล้ว และถ้าเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเราก็ต้องปรับกำลังให้พอดีกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 "ผมมั่นใจว่าจะสามารถจับตัวคนร้ายที่ก่อเหตุเมื่อคืนวันที่ 27 ก.พ.ได้แน่นอน เพราะดูจากลายนิ้วมือ และเชื่อว่าคนที่ก่อเหตุเป็นคนรับจ้างก่อเหตุ ทุกแห่งใช้มอเตอร์ไซต์ ยี่ห้อฮอนด้าคลิก ในการลงมือปฏิบัติ อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าเหตุจะรุนแรงมากกว่าเดือน เม.ย.เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการที่จะเอาอ้างในการฟ้องศาลโลก แต่ผมก็จะระมัดระวังไม่ให้เกิดความรุนแรงใด ๆ ขึ้น ส่วนที่มีหลายฝ่ายให้ยุบสภานั้น ผมเห็นการยุบสภาไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะมันต้องไปแข่งกันอีกในสนามเลือกตั้ง" นายสุเทพ กล่าว

 เมื่อถามว่าทันทีที่เกิดเหตุทางพรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่าเป็นความขัดแย้งในรัฐบาลเอง อย่างเช่น พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ระบุว่ามีความแค้นระหว่างภาครัฐ โดยนำเรื่องจีที 200 ที่กำลังถูกตรวจสอบในเรื่องการทุจริต นายสุเทพ กล่าวว่า คนเหล่านี้พูดโกหกทุกวัน พูดโกหกบ่อยๆ และพยายามที่จะใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ โดยที่ข้อเท็จจริงไม่มี เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พลเรือน ทุกคนเชื่อฟังรัฐบาล รับคำสั่งจากรัฐบาล ทุกคนช่วยกันทำงานให้ชาติบ้านเมือง

 เมื่อถามต่อว่ากรณีที่นักวิชาการออกมาให้ความเห็นว่าการเกิดเหตุระเบิดเป็นการบีบคั้นให้รัฐบาลใช้กฎหมายพิเศษและนำไปสู่ความชอบธรรมในการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม นายสุเทพ กล่าวว่า ตนเข้าใจและระมัดระวังอยู่แล้วว่าฝ่ายที่จะก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองตั้งใจที่จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อยั่วยุ และปลุกเร้าให้สถานการณ์ไปถึงจุดที่เขาจะได้เอาไปแอบอ้างขยายผลได้ ดังนั้นพวกตนก็ต้องระมัดระวัง อย่างเช่นกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะนำคดียึดทรัพย์ไปฟ้องต่อศาลโลก ซึ่งทางตนได้ปรึกษากับฝ่ายความมั่นคงอยู่ตลอด

 เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทย ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาปรับเปลี่ยนรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพราะที่ผ่านมามีเหตุเกิดขึ้นหลายอย่าง นายสุเทพ กล่าวว่า ทั้งซ้ายทั้งขวา ไม่ว่าเสื้อแดงเสื้อเหลือง ต่างไล่ตนทุกวัน แต่พี่น้องประชาชนกรุณาให้กำลังใจ ซึ่งตนก็จะทำงานต่อไปไม่หวั่นไหว ส่วนจะต้องปรับยุทธวิธีให้เข้มข้นหรือไม่ นั้น ที่ผ่านมาตนก็ทำงานอย่างแข็งแรง โดยดูได้จากหลังคำพิพากษาออกมาแล้ว ตนก็สั่งการทันทีให้ดูแลเรื่องความปลอดภัย ทุกคนก็ทราบดี บางครั้งหลายคนอาจจะนึกในใจว่าตนทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ตนก็ระมัดระวัง และมาตรการที่จะเพิ่มความเข้มข้น ก็ต้องดูว่าอย่าให้กระทบกับประชาชน ไม่ให้รู้สึกอึดอัด ทุกอย่างต้องพอดี

 ต่อข้อถามว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อีกต่อไป จะนำไปสู่วันที่ 12-14 มี.ค. จำเป็นต้องประกาศกฎหมายพิเศษควบคุมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า คงยัง ยังไม่ทำถึงขนาดนั้น โดยจะพยายามแก้ปัญหาในระดับปกติให้ได้ก่อน โดยในสถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้  ฝ่ายรัฐก็ต้องใช้ความอดกลั้นอดทนให้มาก และขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ คนละตาสองตา ก็จะช่วยได้

 เมื่อถามว่าเวลานี้คนในกรุงเทพต่างอยู่อย่างหวาดระแวง นายสุเทพ กล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น และยังไม่ต้องหวาดวิตก จนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ ทุกคนต้องพยายามช่วยกัน บังเอิญ โชคไม่ดีมีแต่คนคิดร้ายกับบ้านเมืองมาร่วมสมัยแบบนี้ ก็ต้องพยายามช่วยกันแก้ไข

 ผู้สื่อข่าวถามว่าให้น้ำหนักไปที่กลุ่มมือที่สามหรือไม่ หรือเฉพาะกลุ่มความเคลื่อนไหวทางการเมือง นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมือที่สาม สี่ ห้า ก็เป็นพวกเดียวกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับกลุ่มบุคคลที่เคยถูกขึ้นบัญชีดำไว้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะต้องไปว่ากันเอง

 "คนบางคน เฉพาะบางคน ก็เห็นแล้วว่ามีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้ใจ  ก็พยายามติดตามตรวจสอบ ซึ่งมีไม่กี่คน แทบจะนับชื่อเรียงตัวกันได้ และเป็นข่าวอยู่ทุกวัน โดยพวกนี้จะดำเนินการทั้งบนดินและใต้ดิน และทำเงินไปพร้อมๆ กัน" นายสุเทพ กล่าว

 เมื่อถามถึงกรณีที่สื่อต่างชาติออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความรุนแรงนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ตนมองว่าเมื่อเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นกับในประเทศไทย คนที่อยู่ข้างนอกก็ต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ประเทศไทยก็ขาดทุน นักท่องเที่ยวก็ไม่กล้ามา คนที่จะเข้ามาค้าขายหรือมาลงทุนก็ตกใจ ตนจึงเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์เลย ถ้าหากคิดจะต่อสู้เพื่อเอาชนะทางการเมือง แล้วเอาชนะประเทศไทย มันไม่คุ้มกัน

 ส่วนที่มีการประเมินสถานการณ์หลังการยึดทรัพย์แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องมีการประเมินเหตุการณ์ใหม่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนคงไม่คิดใหม่ แต่คงพูดให้สถานการณ์ดูดีขึ้น อย่างน้อยก็ออกมาให้สติว่าศาลก็พิจารณาด้วยความเมตตาและให้ความเป็นธรรมทุกอย่าง ความมีเหตุมีผลในเนื้อหาคำพิพากษาของศาล คนเข้าใจกันทั้งประเทศ มีเพียงกลุ่มเดียว หยิบมือเดียว ที่ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล ก็ต้องฉุกใจคิดบ้าง

ครป.ออกแถลงการณ์วอนทุกภาคส่วนเคารพกระบวนการยุติธรรม

 นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด  รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ครป.แถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ความว่า

 ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาสั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 7.6 หมื่นบาท ในประเด็นข้อเท็จจริง ซึ่งประกอบด้วย (1) ปกปิดอำพรางหุ้น โดยผ่านนอมินี (2) การแปลงสัมปทานฯ เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป (3) แก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือ กรณีบัตรเติมเงินและโรมมิง (4) กรณีการใช้โครงข่ายร่วม(โรมมิง) (5) กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมโดยมิชอบ (6) กรณีอนุมัติเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ให้พม่า ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วฟังได้ว่า เป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา(พ.ต.ท.ทักษิณ) เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของบริษัทชินคอร์ป ซึ่งตนเองและผู้คัดค้านที่ 1(คุณหญิงพจมาน) ยังคงไว้ซึ่งหุ้นอยู่ ศาลจึงมติด้วยเสียงข้างมากว่า การดำเนินการกรณีนี้เอื้อประโยชน์ให้กับไทยคมและชินคอร์ป เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเคลื่อนไหวตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองโดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ มาอย่างต่อเนื่อง ขอแถลงความเห็นและท่าทีต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้

 1.เราเห็นว่า คำพิพากษาในคดีดังกล่าวนี้ ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างชัดแจ้งว่า การบริหารประเทศของทักษิณที่ผ่านมาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองและบริวารเท่านั้น ตอกย้ำถึงพฤติกรรมทุจริตคอรัปชั่นในหลายกรณีที่ผ่านมา ย่อมแสดงถึงธาตุแท้ที่ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความมุ่งหมายที่จะเข้าสู่อำนาจทางการเมืองเพื่อใช้ตำแหน่งและอำนาจหน้าที่สร้างกลอุบายที่ชั่วร้าย เพื่อทำลายคุณธรรมในชาติ ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองไทยอย่างร้ายแรง ตลอดจนมีเจตนามุ่งร้ายทำลายระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียม ปิดกั้นการตรวจสอบของทุกภาคส่วนเพื่อประโยชน์ของตนเองและบริวาร

 ประการสำคัญ คำพิพากษาคดีดังกล่าว ยังชี้เห็นถึงการทำหน้าที่โดยมิชอบของข้าราชการที่เอื้อประโยชน์ต่อนักการเมือง ทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหายอย่างมหาศาล ซึ่งแม้นจะมีกลุ่มประชาชนที่รู้เท่าทัน ลุกขึ้นมาตรวจสอบนักการเมือง ก็ถูกปิดกั้นการทำหน้าที่ด้วยการปกปิดข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น อุทาหรณ์จากคดีดังกล่าว เราขอเรียกร้องต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการว่า จะต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นหลัก ไม่ใช่ปกปิดเหมือนที่ผ่านมา อันจะเป็นการทำหน้าที่ที่สอดคล้อง ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และจะต้องสร้างจิตสำนึกในการทำหน้าที่ของข้าราชการ ในฐานะข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและในฐานะที่จะต้องตอบสนองต่อการบริการและความต้องการของประชาชนอย่างเคร่งครัดอย่างแท้จริง

 2.เราเห็นว่า พฤติกรรมมิชอบในการใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่ตนเองดังกล่าวนี้ ย่อมเชื่อมโยงไปถึงนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลทักษิณเคยใช้มอมเมาประชาชน ทั้งนโยบายประชานิยม อภิมหาโครงการขายฝัน นโยบายแปรูปรัฐวิสาหกิจและกิจการของรัฐ รวมไปถึงการแทรกแซงกลไกราชการและองค์กรอิสระเป็นต้น นโยบายที่เกิดจากการใช้อำนาจและหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่ตนเองของทักษิณเช่นนี้ เราขอเรียกร้องต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะต้องเร่งตรวจสอบโครงการต่างๆ ดังกล่าว เพื่อดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป อันเป็นการดำเนินการสืบเนื่องต่อจากคำพิพากษาของศาล ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาของศาลมีความศักดิ์สิทธิ์ มีสภาพบังคับที่แท้จริง รวมไปถึงการสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องดีงามต่อประเทศ

 3.เราเห็นว่า ประโยชน์ที่สำคัญของคำพิพากษาดังกล่าวนี้ ทำให้สังคมได้เห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของนักการเมืองและข้าราชการดังกล่าวได้ทำให้เห็นว่าประเทศต้องสูญเสียงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาล อันส่งผลกระทบทำให้รัฐต้องแบกรับภาระขาดงบประมาณ ในการพัฒนาประเทศและดูแลสวัสดิการชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันสังคมไทยก็โชคดีที่มีกลุ่มประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของนักการเมืองอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น แม้จะถูกขัดขวางจากนักการเมืองและถูกต่อต้านจากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่การต่อสู้อย่างทรหดหดอดทนของกลุ่มประชาชนดังกล่าว จึงได้ทำให้สังคมไทยในวันนี้ได้รับรู้เรื่องพฤติกรรมการใช้อำนาจมิชอบและข้อมูลที่ชัดเจนของนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่น

 ประการสำคัญ ผลจากคำพิพากษาดังกล่าวได้เชื่อมโยงถึงพฤติกรรมของบริษัทกลุ่มทุนต่างๆ ที่เข้ามาทำธุรกิจแสวงหาประโยชน์ ด้วยการฮั้วประโยชน์กับนักการเมืองและข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเราขอเรียกร้องต่อนักธุรกิจและภาคประชาสังคม จะต้องช่วยกันเปิดเผยและตรวจสอบข้อมูล เพื่อติดตามเอากลุ่มทุนเหล่านี้มาเข้าสู่การดำเนินการกระบวนการยุติธรรมต่อไป รวมไปถึงประชาชนที่เลือกและมอบอำนาจนักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศด้วยความยินยอมหรือเพราะถูกมอมเมาด้วยอามิสสินจ้างหรือนโยบายประชานิยมก็ดี โดยไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมืองและข้าราชการชั่ว ไม่ยอมรับฟังข้อมูลข่าวสารอันจะทำให้เกิดความรับรู้ความเข้าใจทางการเมืองที่ถูกต้อง จนทำให้ประเทศต้องสูญเสียเงินงบประมาณจำนวนมาก ก็ต้องทบทวนพฤติกรรมในการทำหน้าที่ของชนชาวไทย ตามระบอบประชาธิปไตยที่จะต้องทำให้เจตนารมณ์ทางการเมืองของตนสอดคล้องกับประโยชน์ของส่วนรวมในการพัฒนาประเทศ ประชาชนต้องหยุดให้การสนับสนุนนักการเมืองเลว

 4.เราเห็นว่า คำพิพากษายึดทรัพย์นักการเมืองในคดีประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยดังกล่าวนี้ มีแง่มุมทางวิชาการและเนื้อหาที่น่าสนใจนานัปการ อันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและพัฒนาเพื่อยกระดับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง ในหลายกรณี ดังนั้น ครป.จะได้ร่วมกับเครือข่ายองค์กรประชาธิปไตยต่างๆ เพื่อจัดเวทีเสวนา สาธารณะ “ศึกษาคำพิพากษากรณียึดทรัพย์ทักษิณเพื่อพัฒนาจริยธรรมของนักการเมือง” โดยเร่งด่วน ต่อไป

 ท้ายที่สุด ครป.เห็นว่า ผลของคำพิพากษายึดทรัพย์ในคดีดังกล่าว จะเป็นแค่เพียงการเจาะทะลวงด่านแรกที่มีผลเป็นการเฉพาะตนต่อตัวของทักษิณและครอบครอบครัวเท่านั้น แต่ระบบทักษิณ หรือนักการเมือง หรือกลุ่มทุนที่อาศัยทักษิณโกงกินประเทศชาติ ยังอยู่ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันทำหน้าที่ ในการทำให้แผ่นดินไทยกลับมาสู่ความสงบต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสันติสุขโดยเร็ว