ข่าว

สารพัดปัจจัยถล่มราคาข้าวแนะรัฐปรับกระบวนประกันรายได้

สารพัดปัจจัยถล่มราคาข้าวแนะรัฐปรับกระบวนประกันรายได้

28 ก.พ. 2553

แม้โครงการประกันรายได้เกษตรกรรอบแรกจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่เมื่อย่างเข้าฤดูการผลิตใหม่ หรือการเริ่มขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในโครงการประกันราคารอบที่สอง ปัญหาก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เช่น การแจ้งข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกสูงเกินจริง และการออกมาประท้วงของชาวนาใ

 หลากมุมมองราคาข้าวตกต่ำ

 สำหรับสาเหตุที่ราคาข้าวในประเทศตกต่ำนั้น นายชาญชัย รักษ์ธนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ให้ความเห็นว่า มีหลายปัจจัยด้วยกัน เริ่มจากปัญหาเรื่องโรคระบาด กระทบต่อผลผลิตและคุณภาพข้าวให้ลดลง และยังถูกซ้ำเติมจากข่าวการทุบราคาข้าวที่มีการระบุว่าจะระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล 2 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ก็มีผลกระทบต่อราคาข้าวให้ตกต่ำลง 

 “การที่เกษตรกรออกมาเรียกร้องกันในขณะนี้ รัฐบาลควรจะรับฟังด้วย เพราะว่าพวกเขาเดือดร้อนจริงๆ เจอทั้งโรคระบาด ภัยแล้ง ไม่มีน้ำ โดยนาข้าวที่เสียหายโดยสิ้นเชิงก็จะได้รับชดเชยไป แต่บางรายที่เสียหายไม่ทั้งหมดก็หมายถึงว่าจะต้องรับภาระการขาดทุนไป ซึ่งการออกมาว่าจะระบายข้าว 2 ล้านตัน ทำให้ช็อกไปทั่วโลก และทุกคนก็จะรอให้ราคาถูกลง” นายชาญชัยกล่าว

 ส่วนข้าวที่เกษตรกรขายได้ในราคา 6-7 พันบาทต่อตันนั้น เป็นข้าวที่โดนเพลี้ยดูด คุณภาพต่ำและมีน้ำหนักเบา ประกอบกับมีความชื้นสูง โดยราคาอ้างอิงที่รัฐบาลใช้อยู่ขณะนี้ ข้าว 5% อยู่ที่ตันละ 9,386 บาท เกษตรกรได้รับการชดเชย 114 บาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก จึงต้องรอการประกาศเกณฑ์ราคาข้าวรอบใหม่ว่าจะชดเชยในอัตราเท่าใดด้วย หากได้ในราคาที่ดีขึ้นก็จะเป็นการเยียวยาเกษตรกรได้ส่วนหนึ่ง
 
 ขณะที่นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มีอีกมองมุมว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาข้าวลดลง มาจากภาวะตลาดโลกซบเซา มีคำสั่งซื้อขายเข้ามาน้อยมาก ซึ่งเป็นผลทางจิตวิทยาจากการที่เวียดนามลดค่าเงินด่องทำให้ราคาข้าว 5% ของเวียดนามมีการซื้อขายกันที่ราคา 390 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และเวียดนามกำลังเก็บเกี่ยวข้าวฤดูกาลใหม่ที่ผลผลิตจะเริ่มออกในเดือนมีนาคมนี้ ทำให้ผู้ซื้อรอดูราคา ประกอบกับยังไม่แน่ใจว่าเวียดนามจะลดค่าเงินด่องลงไปอีกหรือไม่

 นอกจากนี้ ตลาดข้าวนึ่งที่ส่งออกไปแอฟริกาก็เงียบ ไม่มีการสั่งซื้อใหม่ เพราะยังมีสต็อกข้าวเหลืออยู่ และกระทรวงเกษตรของสหรัฐเองก็รายงานว่าผลผลิตไนจีเรียปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นและทำให้ความต้องการนำเข้าข้าวลดลงเหลือ 1.5 ล้านตัน จากที่เคยนำเข้า 2-2.5 ล้านตัน ส่วนอินเดียไม่มีแนวโน้มจะนำเข้าข้าวในเร็วๆ นี้ เนื่องจากผลผลิตข้าวสาลีมีเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาข้าวสาลีลดลง ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรตัวอื่นราคาก็ลดลงตามไปด้วย

 “ราคาข้าวที่ลดลงมีปัจจัยหลักมาจากตลาดโลกซบเซา ไม่ใช่สาเหตุหลักที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะเริ่มระบายข้าวออกมาในสต็อก แต่สถานการณ์ข้าวในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไปขณะนี้ ก็เห็นว่ารัฐบาลควรหยุดการประมูลข้าวออกไปก่อน และรอดูการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เช่น ภาวะเอลนีโน่ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งจะมีผลให้ราคาข้าวขยับขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง"

 แทรกแซงตลาดดันราคาขึ้น

 ด้านนายลักษณ์  วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกษตรกรในบางพื้นที่มีการเร่งเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวสดขายทำให้ข้าวมีคุณภาพต่ำ หรือเป็นข้าวเปียกมีความชื้นสูง 25-30% ทั้งที่ราค้างอิงกำหนดความชื้นไม่เกิน 15% โดยเฉพาะข้าวนาปรังที่ปลูกได้หลายครั้งในพื้นที่ภาคกลาง ขณะนี้พบว่ามีข้าวรอขายแล้วจำนวนมาก ประกอบกับโรงสีอาจกดราคาต่ำลงไปอีก เพราะเห็นว่าเกษตรกรไม่มีทางเลือกต้องรีบขายทำให้ได้ราคาต่ำกว่าราคาอ้างอิงมาก

 ทั้งนี้ จึงมีความพยายามเรียกร้องให้ปรับราคาอ้างอิงและขยายปริมาณข้าวที่เข้าโครงการรับจำนำ แต่ทางคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือ กขช. พิจารณาแล้วเห็นว่าราคาอ้างอิงที่กำหนดเป็นราคาเฉลี่ยทั้งประเทศที่สะท้อนราคาที่แท้จริงของตลาดแล้ว และไม่ขยายปริมาณการรับประกันเนื่องจากจะเป็นการเอื้อต่อเกษตรกรรายใหญ่ รวมทั้งเปิดทางให้มีการนำข้าวจากชายแดนมาสวมสิทธิ

 “ตามหลักแล้วราคาข้าวในประเทศไม่ควรลดลงเร็ว หากเทียบกับราคาที่สูงขึ้นมากปลายปีก่อน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกระแสข่าวระบายข้าวของรัฐ แต่หลังจากนี้เมื่อมีความชัดเจนแล้วว่ารัฐยังไม่ขายข้าวออกมา และมีการใช้มาตรการแทรกแซงด้วยการตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวก็น่าจะดันราคาข้าวในตลาดให้ปรับสูงขึ้นได้ เพราะหากปล่อยให้ราคาตกมาก รัฐก็ต้องจ่ายชดเชยส่วนต่างราคาประกันมากขึ้น"

 อย่างไรก็ตาม มองว่าขณะนี้ความต้องการข้าวในตลาดโลกยังมีอยู่มาก และหลายประเทศมีการส่งออกน้อยลง น่าจะเป็นโอกาสดีของข้าวไทย เชื่อว่าหลังจากนี้ผู้ส่งออกจะกลับมารับซื้อ หรือมีการแข่งขันกันมากขึ้น ซึ่งเกษตรกรก็ควรดูแลข้าวเปลือกให้มีคุณภาพดีด้วย

 แนะปรับกระบวนการประกันราคา

 ขณะที่นายนิพนธ์  พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ในฐานะหน่วยงานที่ร่วมศึกษาและผลักดันโครงการประกันรายได้เกษตรกร เชื่อว่า โครงการประกันรายได้ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริงกว่า 3.7 ล้านครัวเรือน จากที่เคยใช้วิธีการรับจำนำนั้นช่วยได้เพียง 3-6 แสนรายเท่านั้น และทำให้เงินถึงมือเกษตรกรโดยตรงไม่ได้ตกเป็นของโรงสีหรือผู้ส่งออกเหมือนที่ผ่านมา อีกทั้งรัฐบาลยังไม่มีภาระในการเก็บสตอกข้าวเหมือนในอดีต

 “การดำเนินนโยบายประกันรายได้รอบแรกที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง แม้ว่าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะไม่ค่อยมีความพร้อมและรัฐบาลขาดการประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร แต่ถือว่าไม่มีเม็ดเงินรั่วไหลหรือทุจริตทุกขั้นตอนเหมือนการรับจำนำ” นายนิพนธ์กล่าวและว่า แม้โครงการจะเริ่มต้นด้วยดี แต่ยังมีอุปสรรคและเห็นว่ายังมีจุดอ่อนที่การเมืองเข้าแทรกแซงได้ และมีกระบวนการปล่อยข่าวทำให้ราคาข้าวในตลาดปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากปล่อยไว้จะเป็นการทำลายกลไกตลาดและเกิดผลเสียต่อการประกันรายได้รอบ 2 โดยรัฐอาจต้องจ่ายเงินชดเชยสูงขึ้น

 ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือ เรื่องฐานข้อมูลพื้นที่เพาะปลูก และการทำงานของส่วนราชการยังขาดการประสานงานเท่าที่ควร ส่วนอีกปัญหาคือ อาจมีการนำข้อมูลภายในไปหาประโยชน์ เช่น การนำราคาอ้างอิงไปใช้ประโยชน์ เพราะการรับเงินชดเชยสามารถกำหนดวันได้ และกระบวนการเรียกร้องให้เพิ่มปริมาณและราคารับประกันนั้น หากเกิดขึ้นทุกปีรัฐบาลคงเจ๊ง จึงอาจแก้ไขด้วยการเริ่มเก็บเบี้ยประกันจากเกษตรกรที่เข้าโครงการ และจัดสรรงบประมาณแต่ละปีมาชดเชย เพื่อให้เกษตรกรรู้สึกว่าหากรัฐมีภาระตรงนี้เยอะก็ต้องไปตัดลดงบส่วนอื่นลง

 ส่วนปัญหาการระบายสต็อกข้าวของรัฐนั้น รัฐบาลไม่ควรระบายข้าวในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลควรหารือกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและควรให้นโยบายไปในทิศทางเดียวกัน เพราะข้อมูลที่ออกมามีการบิดเบือนข้อเท็จจริง ขณะที่ตลาดข้าวถือว่ามีความอ่อนไหวมาก ทำให้ราคาต่ำลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับโรงสียังออกมาช่วยขย่มด้วยการไม่รับซื้อข้าวจากเกษตรกรด้วยหรือมีการกดราคาต่ำว่าความเป็นจริง จึงอยากให้หยุดกระบวนการหากินบนหลังของชาวนาได้แล้ว

 “ขณะนี้ยังมีความพยายามจะล้มโครงการ โดยการปล่อยข่าวระบายข้าวในสต็อกรัฐบาลทำให้ราคาตกลงมาก ซึ่งอาจเป็นความต้องการของบางคนที่อยู่เหนือผลประโยชน์สาธารณะ จึงเห็นว่าช่วงนี้รัฐควรเก็บสต็อกข้าวไว้ก่อน และการขายข้าวนั้นไม่ควรทำครั้งละมากๆ ควรทยอยขายไม่เกิน 2 แสนตัน และขายผ่านตลาดเอเฟท" นายนิพนธ์กล่าว

จำนำข้าวถลุงเงินรัฐโกงทุกระดับ

 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ทำการวิจัยโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นโครงการศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริตที่นำเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีการศึกษาโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดู  2548/2549 จำนวน 5.24 ล้านตัน ใกล้เคียงกับข้าวนาปรัง 2551 และนาปี 2551/2552 โดยพบว่า โครงการดังกล่าวชาวนาได้ประโยชน์เพียง 37% และยังเป็นการช่วยเหลือชาวนาส่วนน้อย แต่สิ้นเปลืองเงินมาก โดยเงินภาษีที่นำมาใช้บางส่วนรั่วไหลไปยังชาวนาในเขมร ลาว และพม่า ที่มีการนำเข้ามาสวมสิทธิเข้าโครงการปีละประมาณ 4-5 แสนตัน

 นอกจากนั้นยังทำให้ส่วนแบ่งข้าวไทยในตลาดโลกลดลง เพราะข้าวไทยราคแพงกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตั้งราคารับซื้อสูงกว่าราคาตลาดมาก เช่น เคยขึ้นไปถึงตันละ 1.4 หมื่นบาท โดยจากข้อมูลทีดีอาร์ไอระบุว่า การจำนำก่อให้เกิดการทุจริตทุกระดับ แต่ไม่มีใครร้องเรียน เพราะผลประโยชน์ลงตัวทุกฝ่าย ซึ่งจากที่ประเมินพบว่ารัฐขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวปีละ 1.9 หมื่นล้านบาท

 อีกทั้งจากการจำแนก พบว่าผู้ได้ประโยชน์จากผลตอบแทนส่วนเกิน หรือค่าเช่าทางเศรษฐกิจตรงนี้มากที่สุดคือ ผู้ประกอบการ ทั้งโรงสี 323 แห่ง โกดัง-เซอร์เวเยอร์ และผู้ส่งออก 17 ราย รวมกันคิดเป็นสัดส่วนถึง 45% โดยเฉพาะผู้ส่งออกรายใหญ่ 2 อันดับแรกน่าจะมีรายได้มากกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี จึงเป็นจุดที่ทำให้การเมืองเข้าไปแทรกแซงได้ง่ายเพราะมีผู้เล่นในตลาดน้อยแต่ผลตอบแทนมาก ขณะที่ผู้เสียภาษีและผู้บริโภคข้าวกลายเป็นผู้เสียประโยชน์จากโครงการดังกล่าว  

 กิจกรรมที่แสวงหาผลประโยชน์มีทั้งการจดทะเบียนปลูกเกินความจริงของเกษตรกร โดยอาศัยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐ การเพิ่มรอบการเพาะปลูกเป็น 7-8 ครั้ง/2 ปี และการกดดันด้วยการเดินขบวนเรียกร้องให้ขยายเวลารับจำนำและวงเงินจำนำ  ไปจนถึงการวิ่งเต้นเข้าโครงการของโรงสี การขโมยข้าวรัฐไปหมุนก่อน และการสวมสิทธิ์ชาวนาไทยใช้ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นโครงการที่มีการถลุงเงินของรัฐอย่างมหาศาล