ข่าว

ผบช.น.ยันดำเนินคดีตามกม.มือฉกลูกปัดสุริยเทพต่อรมว.วธ.ปลื้ม

ผบช.น.ยันดำเนินคดีตามกม.มือฉกลูกปัดสุริยเทพต่อรมว.วธ.ปลื้ม

12 มี.ค. 2552

ได้คืนแล้ว"ลูกปัดสุริยเทพ" โจรกลับใจส่งคืน"สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ มิวเซียมสยาม" ทางไปรษณีย์ พร้อมเขียนจดหมายขอโทษ ผอ.มิวเซียมสยามแถลงข่าวยันคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมนำออกแสดงเช่นเดิม

 เมื่อเวลา 10.00 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระราชวังรับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือมิวเซียมสยามว่า มีผู้นำลูกปัดสุริยเทพใส่ซองจดหมายส่งคืนมาให้กับสถาบันแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับแจ้งจึงรีบรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นรุดไปยังสถาบัน พร้อม พล.ต.ต.วิทยา รัตนวิชช์ ผบก.น.6 ,พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน ผกก.สน.พระราชวัง เจ้าหน้าที่สายตรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน
          เมื่อไปถึงสถาบันพบลูกปัดสุริยเทพดังกล่าว ถูกส่งมาในซองจดหมายสีขาว ซองยาว จ่าหน้าซองเป็นลายมือ คล้ายลายมือเด็กถึงมิวเซียมสยาม ถนนสนามไชย เขตพระนคร กทม.10200 ติดแสตมป์ราคา 3.00 บาท โดยตีตราไปรษณีย์จรเข้บัว ทั้งนี้ ภายในซองพบจดหมาย 1 ฉบับเขียนด้วยลายมือว่า “ฉันต้องขอโทษทุกคนด้วย ที่ทำให้ต้องเดือดร้อนกันทุกคน ฉันขอคืนให้ก็แล้วกันนะ จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย ขอโทษจากใจจริง”ในขณะที่ลูกปัดสุริยเทพ ถูกห่อด้วยกระดาษทิชชู บรรจุอยู่ในซอยพลาสติกใสอีกชั้น
        
จากการสอบสวน น.ส.อัญญาพร จริยาบูรณ์ และ น.ส.ไพรินทร์ มณีทิพย์ เจ้าหน้าที่ธุรการ ฝ่ายอำนวยการของสถาบัน ให้การว่า ปกติในช่วงเช้าของทุกวัน จะมีจดหมายเข้ามายังสถาบันจำนวนมาก และเมื่อเวลา 10.00 น.ได้ช่วยกันคัดแยกจดหมายแต่ละฉบับ ซึ่งพบว่า จดหมายฉบับดังกล่าวแปลกกว่าจดหมายฉบับอื่นๆ เพราะมีการเขียนจ่าหน้าซองด้วยลายมือ เมื่อเปิดขึ้นมา ก็พบจดหมาย และภายในมีลูกปัดบรรจุอยู่ จึงเรียกเจ้าหน้าที่สถาบันฯมาช่วยตรวจสอบ ก่อนที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทราบ
         
ต่อมาเมื่อเวลา 12.30 น.พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน ผอ.สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เปิดแถลงข่าวชี้แจง ภายหลังจากได้รับลูกปัดสุริยเทพ ว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีผู้ส่งลูกปัดสุริยเทพที่ถูกโจรกรรมไปมาทางจดหมาย โดยห่อด้วยกระดาษทิชชู ใส่ซองพลาสติก และแนบจดหมายขอโทษมาด้วย ซึ่งหลังจากได้ลูกปัดสุริยเทพมาแล้ว ได้นำไปตรวจสอบ โดยการนำภาพลูกปัดสุริยเทพ ที่ถ่ายไว้ครั้งแรกเมื่อได้รับมาจากเจ้าของ มาเทียบกับภาพถ่ายขยายของลูกปัดที่เพิ่งได้รับมาในวันนี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นของจริง นอกจากนี้ ได้นำภาพถ่ายส่งไปทางอีเมล ให้กับ นพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการ สุธีรัตนามูลนิธิ ซึ่งเป็นเจ้าของลูกปัดดังกล่าว ทำการตรวจสอบเบื้องต้น เนื่องจากเจ้าตัวอยู่ที่จ.นครศรีธรรมราช โดยเบื้องต้น นพ.บัญชา ยืนยันว่า น่าจะเป็นของจริง และทางนพ.บัญชา จะเปิดแถลงข่าวอีกครั้งที่ที่นครศรีธรรมราชในเวลา 15.00 น.วันนี้
         
“นพ.บัญชาตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่า น่าจะใช่ของจริง แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อความมั่นใจอีกครั้งหนึ่ง"ผอ.สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้กล่าว
        
พล.ร.อ.ฐนิธ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ไป ทางสถาบันจะนำลูกปัดสุริยเทพมาแสดงในงาน ในวันอังคารหน้านี้ แต่ตอนนี้ อยู่ระหว่างปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยภายในพิพิธภัณฑ์ก่อน โดยปรับปรุงหลายอย่าง ประกอบด้วย ผู้ที่เข้าชมจะต้องนำบัตรประชาชนมาแลกบัตรเข้าชมงาน แทนที่จากเดิมให้เซ็นชื่อไว้เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ไม่สะดวกเล็กน้อย นอกจากนี้ จะเพิ่มเจ้าหน้าที่เป็น 8 คน ยืนประจำตามจุดต่างๆอย่างชัดเจน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รปภ.4 นาย เจ้าหน้าที่ให้ความรู้อีก 4 นาย และในช่วงเวลากลางคืน จะเพิ่มเจ้าหน้าที่ให้อยู่ด้านนอกด้วย ทั้งจะเปลี่ยนระบบเตือนภัย เป็นระบบสั่นสะเทือนทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่า น่าจะตรวจสอบการโจรกรรมได้ดีกว่า เพราะมีการทดสอบเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ จะเพิ่ม กล้องวงจรปิด อีก 10 ชุด จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 8 ชุด
         
“สำหรับตัวตู้ที่ใช้เก็บลูกปัด จะเพิ่มความแข็งแรงเป็น 2 ชั้น เชื่อว่า เจาะเข้าไปไม่ได้อีกอีกแล้ว นอกจากนี้ ระบบเซ็นเซอร์จะทำงานทันที โดยจะปิดประตูอัตโนมัติ และในวันที่มีการซ้อมใหญ่ถึงระบบรักษาความปลอดภัย ก่อนจะเปิดให้ชมงานนั้น ทางสน.พระราชวัง จะมาร่วมตรวจสอบด้วย ซึ่งทางสน.พระราชวังยืนยันว่า จะสนับสนุนกำลังตำรวจมาช่วยรักษาความปลอดภัยด้วยจำนวนหนึ่ง” พล.ร.อ.ฐนิธ กล่าว
         
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังคงยืนยันว่า จะเอาผิดกับคนร้ายที่ขโมยลูกปัดไปหรือไม่ พล.ร.อ.ฐนิธตอบว่า ทางตำรวจกำลังตรวจ โดยนำลูกปัดและซองจดหมาย ไปตรวจสอบลายนิ้วมือแฝงของคนร้ายอยู่ ส่วนเรื่องการดำเนินคดี คงปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฏหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดำเนินการ
         
ด้าน นางจุลลดา มีจุล หัวหน้างานวิชาการ สถาบัน กล่าวว่า ตอนแรกที่แจ้งไปให้ นพ.บัญชา เจ้าของลูกปัดทราบนั้น เจ้าตัวรู้สึกยินดี และถามกลับมาว่า ใช่ของจริงหรือเปล่า จึงได้ถ่ายรูปส่งอีเมล์ไปให้ดู และในเบื้องต้น นพ.บัญชายืนยันว่า น่าจะใช่ เท่าที่ดูด้วยตาเปล่า น่าจะใช่ แต่ก็ต้องตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์อีกครั้ง
         
ขณะที่ พล.ต.ต.วิทยา กล่าวว่า หลังจากมีผู้นำลูกปัดสุริยเทพใส่ซองส่งคืน ขั้นตอนต่อจากนี้ไป ทางตำรวจจะนำซองจดหมาย และถุงพลาสติก ส่งให้ทางกองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบลายนิ้วมือแฝงของคนร้าย นอกจากนี้ จะต้องตรวจสอบไปยังไปรษณีย์จรเข้บัว ว่าจดหมายฉบับดังกล่าว ส่งมาจากใคร เวลาเท่าใด ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะได้ลูกปัดคืนมาแล้ว ทาง ตร.ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป โดยจะต้องติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุ เพราะคดีนี้เป็นคดีอาญา ไม่สามารถยอมความได้

ผบช.น.ยันดำเนินคดีตามกม.มือฉกลูกปัดสุริยเทพต่อ
 พล.ต.ท.วรพงษ์  ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจครบาล ( ผบช.น.) กล่าวว่า  ตำรวจจะต้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดขโมยลูกปัดสุริยเทพอายุกว่า 2 พันปีไปจากพิพิธภัณฑ์ แม้ว่าจะนำของกลางส่งคืนแล้วก็ตามถือว่า โทษดังกล่าวเป็นความผิดสำเร็จแล้ว  โดยสั่งการให้ฝ่ายสืบสวนแกะรอยหาผู้ทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้  ส่วนภาพเสก็ตช์ผู้ต้องสงสัยที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้นั้นยังคงต้องการตัวอยู่รอเพียงบุคคลในภาพแสดงตนยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองเท่านั้น  สำหรับลูกปัดสุริยเทพดังกล่าวที่หายไปนั้นได้ถูกส่งมาจากที่ทำการไปรษณีเจรเข้บัว ลงวันที่  11 มี.ค. โดยของกลางบรรจุในถุงพลาสติกอยู่ในซองจดหมาย และมีข้อความระบุว่า ฉันขอโทษทุกคนด้วยที่ทำให้เดือดร้อนกันทุกคนฉันขอคืนให้ก็แล้วกันนะ   จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย และขอโทษจากใจจริง  ขณะนี้ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่พิพิธพันฑ์แล้วว่าเป็นลูกปัดของจริง

รมว.วธ.ปลื้มได้“ลูกปัดสุริยเทพ”คืน 

 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวถึงกรณีทางสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติได้ลูกปัดสุริยเทพคืนแล้วว่า ถือว่าเป็นสิ่งเรื่องที่ดี ได้ลูกปัดสุริยเทพคืน เพราะลูกปัดเป็นสมบัติของคนทั้งชาติ จึงไม่สมควรที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเอาไปครอบครองคนเดียว ดังนั้น อยากเรียกร้องให้คนที่ครอบครองลูกปัดและโบราณวัถตุอื่นๆ นำมาขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุกับกรมศิลปากร เพราะตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)โบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 (ปรับปรุง พ.ศ.2535) กำหนดไว้ว่าใครที่ครอบครองโบราณวัตถุสามารถขอขึ้นเป็นโบราณวัตถุและยังมีสิทธิในการครอบครองอยู่ ทั้งนี้เพื่อไว้เป็นหลักฐานเมื่อโบราณวัตถุเกิดสูญหายหรือถูกลักขโมย สามารถใช้หลักฐานในการขึ้นทะเบียนในการอ้างอิงและติดตามคืนได้ ไม่ว่าจะนำไปขายภายในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม และยังดำเนินคดีตามพ.ร.บ.โบราณสถานโบราณวัตถุฯ ด้วย
 “ใครที่ครอบครองโบราณวัตถุสนต้องการ ขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ สามารถแจ้งขอขึ้นทะเบียนได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 44 แห่งทั่วประเทศ โดยจะมีคณะกรรมการคอยพิจารณาการขึ้นทะเบียนว่าเข้าข่ายที่จะเป็นโบราณวัตถุหรือไม่ รวมทั้งจะมีการจัดทำรายละเอียด และถ่ายรูปของโบราณวัถตุชั้นนั้นไว้เป็นหลักฐาน อย่างไรก็ตามเมื่อขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัถตุ เมื่อจะเปลี่ยนเจ้าของหรือขายก็จะต้องแจ้งมายังกรมศิลปากรก่อน”รมว.วธ. กล่าว