ข่าว

เอกชนโล่งอกศาลตัดสินยึดทรัพย์ไม่มีเหตุแรง

เอกชนโล่งอกศาลตัดสินยึดทรัพย์ไม่มีเหตุแรง

28 ก.พ. 2553

เอกชนโล่งหลังศาลตัดสินคดียึดทรัพย์ไม่มีเหตุรุนแรงอย่างที่คิด ระบุนักลงทุนต่างชาติยังกล้าเข้ามาลงทุนระยะยาว รับเป็นช่วงสุญญากาศประชาชนชะลอจับจ่ายใช้สอยรอดูเหตุการณ์ 12 มีนาคม วอนเสื้อแดงยุติบทบาทหรือชุมนุมโดยสันติ หวั่นทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

ภายหลังศาลพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนไม่มีปัญหาใดๆ กับการตัดสินของศาล สำหรับการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นเชื่อว่าจะไม่มีความรุนแรง เพราะทุกฝ่ายได้ประกาศว่าจะดำเนินการตามแนวทางสันติวิธี และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และหากสถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ก็จะไม่ส่งผลกระทบหรือเป็นปัญหาให้ภาคธุรกิจต้องสะดุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ก็คงจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ซึ่งผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขณะนี้มีการเตรียมความพร้อมเพรียงการดูแลความปลอดภัยสถานประกอบการ และดูแลพนักงานเท่านั้น

 ส่วนนักลงทุนต่างประเทศที่มีการติดต่อกันเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่มีความเป็นห่วงเรื่องความสะดวกในการเดินทางเข้าออกประเทศไทยเพื่อประชุมทางธุรกิจเท่านั้น ไม่ได้มีความวิตกอะไรเป็นพิเศษ ส่วนความมั่นใจที่จะลงทุนในประเทศไทยนั้น หากพิจารณาแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเพียงระยะสั้น ในขณะที่แผนการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศเป็นแผนระยะยาวที่เตรียมการเอาไว้นานแล้วในการเข้ามาลงทุนระยะยาวในไทย ส่วนสิ่งที่กระทบความเชื่อมั่นคือ กรณีมาบตาพุดที่ขณะนี้ได้คลี่คลายลงบางส่วนแล้ว ซึ่งนักลงทุนต้องการเพียงหลักที่ชัดเจนแน่นอน เพราะพร้อมที่จะให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง

 นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้ว่าผลการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะออกมาให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กว่า 4.6 หมื่นล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน ในส่วนของภาคเอกชนอยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี แม้ว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะนัดชุมนุมใหญ่ในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ หากเป็นการประท้วงธรรมดาไม่เกิดความรุนแรงพอรับได้ แต่หากเกิดเหตุการณ์รุนแรง ภาคเอกชนคงไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัวได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว

 “การชุมนุม นปช.ในวันที่ 12 มีนาคมนี้ รัฐบาลจะต้องควบคุมไม่ให้เกิดการรุนแรง และภาคเอกชนไม่อยากเห็นการยึดสนามบิน ทำเนียบรัฐบาล หรือสถานที่ราชการ เพราะเป็นการทำลายภาพพจน์ในการลงทุน แม้ต่างชาติจะชินกับการเมืองไทย แต่ต้องการให้คนไทยรู้ว่า จะเสียเปรียบการแข่งขันการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน หากมีการย้ายฐานการลงทุน หรือนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในไทยมองเห็นความไม่สงบในประเทศไทย ก็จะไม่เข้ามาลงทุน ซึ่งภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบอย่างมาก จึงอยากขอเรียกร้องทุกฝ่ายยุติการเผชิญหน้ารูปแบบต่างๆ และขอให้ทุกอย่างจบลงโดยยึดคำตัดสินของศาล” นายพรศิลป์ กล่าว

 นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย หากบ้านเมืองไม่สงบสุข โดยเฉพาะมีการประกาศจากกลุ่มเสื้อแดง ที่จะดึงมวลชนนับล้านคนมาขับไล่รัฐบาล ไม่ว่าจะยุบสภา ลาออก หรือใดๆ ก็ตาม โดยภาคเอกชนไม่เห็นด้วย ถือเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ และไม่ควรนำประชาชนมาเป็นเครื่องมือ เพื่อป้องกันคนเพียงไม่กี่คน น่าจะใช้วิถีทางการเมืองเจรจาต่อรอง เพื่อให้เกิดความสงบสุข ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว หากมีภาพที่ไม่ดีออกมา การลงทุนก็จะหยุดชะงัก ทำให้ประเทศไทยเกิดความล้าหลัง เพราะที่ผ่านมาไทยมีปัญหาการเมืองตลอด หากเกิดความรุนแรงภาพลักษณ์ของไทยหลังจากนี้ก็จะกระทบด้านการท่องเที่ยว การลงทุน ตลาดหุ้น ซึ่งภาคเอกชนไม่เห็นด้วย เพราะที่ผ่านมาทุกคนเบื่อการเมืองและอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข

 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เชื่อว่าผลการตัดสินของศาลไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 12 มีนาคม จะเกิดสุญญากาศในหลายด้าน และคงจะต้องรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นวันที่ 12 มีนาคม ที่กลุ่มเสื้อแดงจะรวมกลุ่มนับล้านคน และประกาศจะให้เกิดการแตกหัก ยุบสภา ซึ่งถือว่าขณะนี้หลายฝ่ายจับตามอง ทำให้ประชาชนเกิดการชะลอการจับจ่ายใช้สอย ไม่ว่าการซื้อบ้าน หรืออื่นๆ เพราะต่างรอว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร หากสถานการณ์ต่างๆ ไม่เลวร้ายและนิ่ง น่าจะทำให้ประชาชนมั่นใจที่จะจับจ่ายใช้สอย แต่หากเกิดความรุนแรงคงต้องดูว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร

 นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ในฐานะตัวแทนเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ กล่าวว่า อยากให้บ้านเมืองสงบสุข และอยากให้คนไทยยอมรับผลการตัดสินของศาล ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร เพราะหลายปีที่ผ่านมาประเทศบอบช้ำหลายด้าน ในระบบการเมืองไทยไม่ใช่ไม่ดี แต่คนที่เป็นนักการเมืองมักจะนำระบบการเมืองมาเล่นและปกป้องคนคนเดียว ถือไม่ถูกต้อง เพราะขณะนี้รัฐบาลบริหารประเทศเพื่อให้ประเทศชาติเกิดความสงบสุข หากคนไทยยังแตกแยกสิ่งที่ตามมาประเทศชาติจะเสียหายและคนที่จะได้รับผลกระทบต้นๆ คือ เกษตรกรชาวนาทั้งประเทศ ดังนั้นจึงอยากให้คนไทยมองถึงประเทศชาติและประชาชน อย่ามองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง และเล่นเกมการเมืองจนเกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ

 นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าภาคอีสาน ให้ความเห็นว่า นักธุรกิจหลายคนติดตามข่าวสารของคดีนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลสรุปที่ออกมาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นเมืองไทยมากนัก จึงไม่วิตก หนักใจ ตามที่หลายฝ่ายเป็นห่วง ที่สำคัญเหตุการณ์ทั่วไปก็ปกติเรียบร้อย ไม่ส่อเค้าจะมีเหตุรุนแรง แต่การประกาศนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช.ในวันที่ 12 มีนาคมนี้ นักธุรกิจหลายองค์กรเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด หากการเคลื่อนไหวเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยตั้งเวทีปราศรัยก็คงไม่มีอะไร หากสถานการณ์เหมือนอย่างช่วงสงกรานต์ปีที่ผ่านมา ก็จะเป็นวิกฤติของประเทศอีกครั้งที่จะต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

  เลขาธิการหอการค้าภาคอีสาน ยังกล่าวต่ออีกว่า บทสรุปของการตัดสินคดีอื้อฉาว ไม่ได้เน้นที่มูลค่าเงิน แต่จะใช้บรรทัดฐานของพฤติกรรมในระหว่างมีอำนาจ สร้างนโยบายเอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพวกพ้อง เป็นมาตราฐานสำคัญ ที่จะทำให้นักการเมืองคนอื่น รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่นต้องทบทวนบทบาทของตัวเองที่อาจจะคิดทำอะไรบางอย่าง ก็ระมัดระวังให้มากขึ้น มิเช่นนั้นต้องรับผลกรรมเช่นนี้ การตัดสินครั้งนี้เป็นการยกระดับ เกียรติยศ และศักดิ์ศรีของนักการเมืองให้สูงขึ้น ในเมื่อเข้ามาสู่ระบบการเมืองเป็นคนสาธารณะแล้ว ก็ต้องคิดทำเพื่อประเทศชาติ