
ยึดทรัพย์ป่วน!!บึ้ม2จุดหน้าธ.กรุงเทพ
ระทึก! บึ้ม 2จุดกลางกรุง จุดแรกหน้าแบงก์กรุงเทพ ถ.สีลม ตู้ฮัลโหล-แท็กซี่พัง อีกจุดแบงก์กรุงเทพ ถ.พระราม 2 โยนวัตถุคล้ายระเบิดลูกเกลี้ยงใส่ ด้าน "แม้ว" ดิ้นพล่าน! อุทธรณ์ 4.6 หมื่นล.-สู้แพ่ง-อาญา ฟ้องศาลโลก-ถอด 9 ตุลาการ
(27ก.พ.) สถานการณ์บ้านเมืองหลังคำพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร้อนแรงขึ้นทันทีเมื่อกลางดึกวันที่ 27 กุมภาพันธ์ หลังการตัดสินเพียง 1 วัน โดยเกิดเหตุระเบิดถึง 2 จุดในกรุงเทพ จุดแรกเกิดเวลา 21.25 น. ที่หน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลม โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ และรถแท็กซี่ที่จอดอยู่บริเวณข้างเคียงถูกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหาย
เบื้องต้นจากการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ยานนาวา ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์แบบผู้หญิงเป็นพาหนะ ปาระเบิดเข้าใส่ธนาคาร แรงระเบิดทำให้พื้นถนนเป็นหลุม ส่วนสะเก็ดระเบิดทำให้กระจกหน้าธนาคารเป็นรู และร้าวหลายแห่ง ทั้งยังทำให้ป้ายหน้าธนาคารเป็นรูเสียหาย ขณะที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบบริเวณฟุตบาทหน้าธนาคารพบกระเดื่องของระเบิดแบบขว้าง แต่ยังไม่ทราบชนิด และทราบว่าระหว่างเกิดเหตุมีรถแท็กซี่สีชมพู ทะเบียน ทพ 6673 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุมากที่สุด โดยมีนายนิทดร ผุยนาเพียง อายุ 55 ปี เป็นผู้ขับขี่
นายนิทดรเล่าว่า ขณะจอดรถแท็กซี่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุเห็นคนร้ายเป็นชาย 2 คน สวมใส่ชุดสีดำ สวมหมวกนิรภัยปิดทั้งใบหน้า ส่วนคนซ้อนไม่ได้สวมหมวกนิรภัย ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดหน้าธนาคาร จากนั้นคนที่ซ้อนท้ายก็หยิบระเบิดออกมาขว้างใส่แล้วขี่รถหลบหนีไป
จุดที่สอง เจ้าหน้าที่รับแจ้งพบระเบิดลูกเกลี้ยงที่หน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนพระราม 2 เบื้องต้นพบว่ามีคนร้ายได้ปาเข้ามา แต่โชคดีที่ระเบิดไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่จึงได้นำเชือกมาขึง และนำยางรถยนต์มาวางกั้นเพื่อเก็บกู้วัตถุระเบิด
ส่วนการต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์จำนวน 46,373 ล้านบาท ยังคงเดินหน้าต่อไป โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้สั่งการให้ทนายต่อสูทางกฎหมายทั้งใน และนอกประเทศ
มีรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้สั่งทีมทนายความในประเทศไทยประชุมหารือเพื่อเตรียมหาช่องทางต่อสู้ทางกฎหมาย ทั้งการยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาล ซึ่งเปิดโอกาสให้ฝ่ายจำเลยได้ยื่นหลักฐานใหม่ ทั้งนี้ทีมทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกอบด้วย นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ นายสมพร พงษ์สุวรรณ และนายพิชิฏ ชื่นบาน มีการหารือกันเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังมอบหมายให้นายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว ให้เตรียมข้อมูลหลักฐานในการสู้คดีต่างๆ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จะนำคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิด ทั้งคดีซุกหุ้นและการออกนโยบายเอื้อบริษัทชินคอร์ปมาดำเนินคดีแพ่งและอาญา เช่น คดีเลี่ยงภาษี การซื้อขายหุ้นแอมเพิลริช เป็นต้น
รายงานแจ้งอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังได้สั่งการทีมทนายความที่อยู่ต่างประเทศประสานข้อมูลกับทีมทนายความในไทย เพื่อเตรียมกระบวนการยื่นฟ้องคดียึดทรัพย์ต่อศาลโลก รวมทั้งพิจารณาข้อกฎหมาย และประเด็นที่เกิดปัญหากับระบบยุติธรรมของไทยที่มีสาเหตุจากกรณีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เช่น คดียุบพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน เป็นต้น เพื่อนำไปฟ้องต่อศาลโลก
มีรายงานด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้หารือกับแกนนำอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย เพื่อหาช่องยื่นถอดถอนองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการตัดสินคดี โดยจะใช้สิทธิยื่นถอดถอนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 270-271 ซึ่งครอบคลุมถึงการถอดถอนผู้พิพากษา โดยจะใช้กระบวนการผ่านประธานวุฒิสภา ซึ่งจะต้องมีผู้แสดงตน และรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภาจำนวน 2 หมื่นรายชื่อ ก่อนส่งให้ ป.ป.ช.ชี้มูลอีกครั้ง ก่อนที่จะส่งกลับมายังวุฒิสภาให้ลงมติถอดถอน
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อกฎหมายจะเปิดช่อง และให้สิทธิในการดำเนินการได้ แต่แกนนำพรรคก็มีความกังวลว่าอาจไม่สามารถถอดถอนองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนได้ เพราะเรื่องอาจตกในชั้นของป.ป.ช. ซึ่งอาจไม่ชี้มูล
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกแถลงการณ์สรุปว่า รู้สึกเสียใจและผิดหวังที่ศาลฎีกาตัดสินและสั่งยึดทรัพย์ครอบครัวของตนกว่า 4 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งตนและครอบครัวไม่ได้รับความยุติธรรม และไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน
"ทรัพย์สินที่ถูกยึดนั้น ผมและครอบครัวได้ทำมาหากินด้วยน้ำพักน้ำแรง และร่ำรวยมาก่อนเป็นนักการเมือง ยิ่งกว่านั้นทรัพย์สินที่ถูกยึดก็เป็นของลูกและครอบครัวที่ผมได้โอนไปให้ก่อนผมมาเป็นนักการเมือง และตลอดเวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมทุ่มเททำงานเพื่อชาติ ไม่เคยทำสิ่งใดที่เอื้อประโยชน์ให้ครอบครัว ผมรู้สึกคล้ายกับว่าครอบครัวของผมถูกปล้นทรัพย์และถูกข่มเหงรังแกจนยากที่จะทานทนต่อไปได้"
พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุอีกว่า การอายัดทรัพย์ของ คตส.เป็นความพยายามทำลายล้างตนอย่างไม่ลดละของฝ่ายอำมาตย์ เริ่มตั้งแต่ลอบสังหาร ยึดอำนาจ ทำลายครอบครัว และอายัดทรัพย์ แต่ตนไม่ท้อถอย ไม่ยอมแพ้ และจะแสวงหาความเป็นธรรมทุกช่องทาง
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังโพสต์ในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ด้วยว่า "ผมวอนคนที่ไม่เข้าใจผมได้โปรดมีสติพิเคราะห์คำพิพากษาให้ดีนะครับ เป็นการพิพากษาบนพื้นฐานแห่งการนำความสงสัยมาลงโทษโดยไม่พิสูจน์ ไม่มีการนับโหวต" ก่อนจะโพสต์ทิ้งท้ายว่า "พอก่อนครับ วันนี้ขอพักก่อน" และ "ขอไปประชุมทำมาหากินก่อนครับ ไม่นึกว่าจะต้องมาทำธุรกิจต่อตอนแก่ แต่ลู่ทางเยอะวันหลังจะเปิดแนะนำสักวันผ่านวิดีโอลิงก์ครับ"
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ แถลงว่า ตอนนี้ทีมทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ศึกษาประเด็นคำตัดสินยึดทรัพย์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ โดยจะดำเนินการแสวงหาความยุติธรรมต่อไป ไม่ว่าจะเป็นตามกรอบกฎหมายในไทยหรือในโลกนี้ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันไม่ได้รับความเป็นธรรมในคำตัดสิน เพราะคำตัดสินไม่มีเหตุผลในบางเรื่อง เช่น ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวทั้งหมด หรือหุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น หลังดำรงตำแหน่งนายกฯ ศาลไม่ได้คำนึงถึงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้นตามการเติบโตของตลาด
“สมมติว่าทั้ง 5 มาตรการเอื้อประโยชน์ให้ 30 บาท ถ้าหุ้นขึ้นเป็น 150 บาท แล้วมี 20 บาทที่ขึ้นตามตลาดหลักทรัพย์ การยึด 20 บาทถือว่าชอบหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย พ.ต.ท.ทักษิณยังเห็นว่ามาตรการทั้ง 5 ดำเนินการตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ เรื่องการแปลงสัมปทานก็ใช้อำนาจโดยชอบ มีกฎหมาย คือ พ.ร.ก.และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ เราจึงไม่เห็นด้วยว่า 5 มาตรการเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เราจะหยิบยกต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป” นายนพดล กล่าว
นายนพดล ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความรู้สึกหรือเสียดายที่ถูกอายัดหรือยึดทรัพย์ แต่ความรู้สึกของครอบครัวคือ ความเจ็บปวดที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากทุ่มเททำงานและสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติ สร้างความกินดีอยู่ดีให้ประชาชน
เมื่อถามว่า จะมีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วันหรือไม่ นายนพดล ตอบว่า มีแนวโน้มเช่นนั้น ที่ยังไม่พูดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะทีมทนายขอศึกษาคำวินิจฉัยของศาลและข้อกฎหมายอยู่ คาดว่าภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หรือไม่เกิน 1-2 วันนี้
"วันนี้มีแนวโน้มที่จะทำ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทีมทนายความจะให้คำตอบเรื่องนี้ และจะแถลงการณ์ในทุกประเด็นคำวินิจฉัยที่ออกมา พร้อมทำเอกสารนับแสนชุดแจกประชาชนเพื่อทำความเข้าใจให้สังคมและประชาชนได้ทราบ ซึ่งทีมทนายความจะได้ประชุมกันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งอาจมีการแถลงด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่หนังเรื่องสั้น ยังไม่จบ แต่เป็นละครเรื่องยาว" นายนพดล กล่าว
นายนพดล ระบุว่า หากจะอุทธรณ์ช่องทางตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ 2550 เปิดช่องให้ทางเดียว คือ ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน
ส่วนที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าคดีนี้ฟ้องศาลโลกไม่ได้ เพราะเป็นคดีส่วนตัว นายนพดล ตอบว่า นายสุเทพอาจไม่เข้าใจเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ มีการศึกษาอย่างรอบคอบพอสมควร เมื่อถึงเวลาจะบอกว่าดำเนินการหรือไม่ ต้องรอฟังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และทีมทนาย เบื้องต้นถ้าจะดำเนินคดีไปถึงศาลโลกจะต้องดำเนินการในส่วนท้องถิ่นคือ ภายในประเทศก่อน
"ส่วนคดีอาญาที่ต้องรับโทษนั้น คำพิพากษาให้ไปยึดให้ครบ 4.6 หมื่นล้านบาท แต่หาก พ.ต.ท.ทักษิณได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาการบังคับคดีอาจทุเลาลง ส่วนคดีอาญา พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้จงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินเท็จในการโอนให้ลูก ศาลตัดสินว่าเป็นนอมินีจะกระทบกับการแสดงเจตนา ซึ่งเราไม่เห็นด้วยและไม่เป็นธรรม จะหยิบยกให้พิจารณาคดีต่อไป" นายนพดล กล่าว
กรณีกรมสรรพากรอายัดทรัพย์ที่ไม่ได้ถูกยึดเพื่อรอเก็บค่าภาษีกรณีเลี่ยงภาษีของ นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา นายนพดล กล่าวว่า "คุณกรณ์ (จาติกวณิช รมว.คลัง) ขมีขมันเหลือเกินที่จะล้างท้องพระคลังไว้"
นายนพดล กล่าวย้ำว่า ส่วนคดีอาญา พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้จงใจยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ เพราะเชื่อมั่นว่าโอนให้ลูกแล้ว จึงยื่นสิ่งที่เหลือ แต่เมื่อศาลตัดสินว่าการโอนไปให้ลูกไม่ใช่การโอน เหมือนกับลูกเป็นนอมินี เป็นผู้ถือหุ้นแทน ตรงนี้กระทบต่อหลักกฎหมายความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนา โดยหลักประเทศที่พัฒนาแล้วจะตัดสินออกมาแบบนี้ ซึ่งเราไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ศาลตัดสินออกมา
เมื่อถามว่า จะนำประเด็นรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไปฟ้องศาลโลกหรือไม่ นายนพดล ตอบว่า ทุกอย่างร้อยเป็นเรื่องเดียวกันในข้อต่อสู้ทีมทนายความไม่ยอมรับการยึดอำนาจ ไม่ยอมรับการแต่งตั้ง คตส. ถือว่าขัดกับหลักนิติธรรมตามปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ส่วนจะยื่นถอดถอนผู้พิพากษาองค์คณะทั้ง 9 คนหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ขณะนี้ทีมทนายยังไม่ได้เตรียมถึงขั้นนั้น ต้องไปศึกษาก่อนว่าจะสามารถถอดถอนในช่องทางใด
ด้านน.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวทางสถานีโทรทัศน์พีเพิล แชนแนล หลังการตัดสินคดียึดทรัพย์ว่า ความรู้สึกนี้แทบจะเรียบเรียงออกมาไม่ถูก ถ้าจะให้พูดถึงพ่อ อยากจะบอกว่าครอบครัวของเรา พ่อแม่ทำงานมาด้วยความสุจริต ไม่มีการเอื้อประโยชน์แต่อย่างใด แต่มาวันหนึ่งพ่อมีความตั้งใจอยากจะทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อคนไทย ก็ตัดสินใจเข้าการเมือง พอมาวันหนึ่งครอบครัวมาเจอเรื่องที่หนักหนามากจึงรู้สึกสงสารพ่อแม่ โดยเฉพาะพ่อที่มีความตั้งใจดี
เมื่อถามว่า จะต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมอย่างไร น.ส.พินทองทา กล่าวว่า "ยอมรับว่าตอนนี้ค่อนข้างงงมาก เพราะหุ้นตัวเดียวกัน บอกว่าเป็นของคุณพ่อ โอ๊ค (นายพานทองแท้) กับเอม (น.ส.พินทองทา) เป็นนอมินี ไม่ใช่เจ้าของตัวจริงก็ยึดไป 4.6 หมื่นล้าน ขณะเดียวกันสรรพากรบอกว่าโอ๊คกับเอมเป็นเจ้าของทรัพย์ขายแล้วได้กำไรก็จะขอเก็บภาษีอีก 1.2 หมื่นล้าน ต้องบอกเลยว่ายังงงอยู่ ทำไมหุ้นตัวเดียวกันถึงมี 2 กรณีอย่างนี้ และชื่อบัญชีของเอมทั้งหมดก็ไม่ได้คืนสักบาทเดียว ถูกยึดไปหมด ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายภาษีที่ว่า"
น.ส.พินทองทา ระบุว่า ตอนนี้ตนเป็นผู้หญิงคนหนึ่งอายุ 27 ตั้งใจทำงาน หวังว่าจะมีเงินทุนเพื่อจะได้เริ่มทำงาน แต่พอมาวันนี้โดนตัดสินว่าโดนยึดทั้งหมดก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจ ผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่พ่อยังไม่ท้อ และคิดว่าจะสู้ต่อไป



