ข่าว

อัยการเตรียมฟ้อง"ทักษิณ"ทั้งแพ่ง-อาญา

อัยการเตรียมฟ้อง"ทักษิณ"ทั้งแพ่ง-อาญา

27 ก.พ. 2553

อัยการพร้อมเดินหน้าฟ้อง"ทักษิณ"ต่อ ระบุ ให้หน่วยงานที่เสียหายส่งเรื่องมา ด้านนักกฎหมาย ชี้ 2 คดีอาญา'แม้ว'รอดยาก เหตุศาลชี้ชัดเจนพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ส่อขัด ม.157 ขณะที่กระบวนการยึดทรัพย์ใช้เวลา 30 วัน

(27ก.พ.) นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ให้สัมภาษณ์กรณีนายกฯระบุว่าหน่วยงานที่ได้รับความเสียหายและกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวมที่สืบเนื่องมาจากคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ จะต้องดำเนินการฟ้องร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า หากจะมีการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีคงไม่เริ่มต้นที่อัยการ ซึ่งเรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ 1.หากเป็นคดีอาญา ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ป.ป.ช.และดีเอสไอ ที่จะดำเนินการและ2.หากเป็นคดีแพ่ง ผู้ที่จะดำเนินการต้องเป็นหน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย เช่น กสท. ทศท. ก็เป็นหน้าที่ ก.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่จะต้องเข้าไปดำเนินการและส่งเรื่องมาที่อัยการ เพื่อให้อัยการดำเนินการฟ้องร้อง

 ด้านนายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า คำพิพากษาครั้งนี้แม้ว่าจะเป็นการชี้ในเรื่องความร่ำรวยผิดปกติแต่พฤติกรรมการเอื้อประโยชน์ของพ.ต.ท.ทักษิณก็สามารถถูกใช้เป็นฐานในการวินิจฉัยของ 2 คดีที่ค้างอยู่ในศาลอาญาทั้งกรณีการปล่อยเงินกู้ให้พม่าและการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยเฉพาะการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบม.157 จากการฟังคำพิพากษาของศาลครั้งนี้แล้วเห็นว่า 2 คดีดังกล่าวพ.ต.ท.ทักษิณ จะต่อสู้ได้ยากขึ้นเพราะแนวโน้มจะเป็นไปตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ได้ชี้ไว้แล้ว
 
 “พฤติกรรมของคนเมื่อถูกชี้แล้วจะสามารถเอาผิดได้ทั้งอาญาและแพ่ง ดังนั้นเมื่อศาลชี้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เอื้อประโยชน์ก็เป็นไปได้ที่จะมีความผิดทางอาญาด้วย” นายคมสัน กล่าว

 นายคมสัน กล่าวว่า สำหรับพ.ต.ท.ทักษิณ นั้นหากอุทธรณ์ต่อศาลไม่สำเร็จ กลายเป็นบุคคลที่ถูกยึดทรัพย์จะไม่สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้เพราะตามรัฐธรรมนูญผู้ที่จะเป็นนายกฯต้องเป็นส.ส.แต่การถูกยึดทรัพย์เป็นคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่จะลงส.ส.ซึ่งจะติดตัวไปตลอดชีวิต นอกจากว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะต่อสู้จนพวกตัวเองได้เป็นรัฐบาลแล้วแก้รัฐธรรมนูญตัดมาตรานี้ทิ้งไปก็จะกลับมาเป็นนายกฯได้

 นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุว่า กระบวนการยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องใช้เวลา 30 วัน ถ้าไม่มีการยื่นอุทธรณ์ กระทรวงการคลังจะรับเงินเข้ามา โดยแบ่งเป็นอีก 3 รูปแบบ ส่วนที่เป็นเงินสดจะแจ้งให้ธนาคารนำส่งเงินพร้อมดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินคงคลัง และบันทึกเป็นรายได้ในงบประมาณ ซึ่งจะทำให้เกินดุลงบประมาณอีก 4.6 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เป็นที่ดินจะส่งให้กรมธนารักษ์รับเป็นที่ราชพัสดุ และส่วนที่เป็นหุ้นจะบริหารจัดการโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

 สำหรับทรัพย์สินที่คตส.ยึดไว้เมื่อปี 2550 จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาทนั้น ในส่วนที่เป็นเงินสดมีเพียง 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้กรมสรรพากรอายัดไว้ 1.2 หมื่นล้านบาท เป็นค่าภาษีหุ้นชินคอร์ป แต่ตามคำสั่งศาลต้องจ่ายเงินคืนให้พ.ต.ท.ทักษิณกว่า 3 หมื่นล้านบาท และยึดเข้าเป็นเงินของแผ่นดินกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท เงินสดที่อายัดไว้จึงยังไม่ครบตามมูลค่าที่ศาลระบุ กระทรวงการคลังต้องนำทรัพย์สินอื่นๆ มาขาย หากยังไม่ครบต้องติดตามเงินฝากในบัญชีต่างประเทศเพิ่มเติม

 ธนาคารแห่งประเทศไทย เชื่อว่าจะมีการอายัดทรัพย์คดีต่างๆ ที่ยังค้างอยู่อีก ซึ่งการยึดทรัพย์และคืนทรัพย์บางส่วนไม่มีผลต่อสภาพคล่องในระบบ เพราะเงินทั้งหมดยังอยู่ในประเทศ และไม่สามารถนำเงินออกนอกประเทศได้ทันที