ข่าว

เดียร์ วทันยา ถาม"ภาษีหุ้น-คริปโต”เก็บเพื่อปท.หรือผลักนักลงทุนออกนอก ปท.

เดียร์ วทันยา ถาม"ภาษีหุ้น-คริปโต”เก็บเพื่อปท.หรือผลักนักลงทุนออกนอก ปท.
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ส.ส. พลังประชารัฐ เดียร์ วทันยา วงษ์โอภาสี ตั้งคำถามถึงกรมสรรพากร เก็บ“ภาษีหุ้น-ภาษีคริปโต”เพื่อช่วยประเทศหรือผลักนักลงทุนออกนอกประเทศ เป็นธรรมหรือไม่ ชี้หากเดินหน้าแล้วก็ยากที่จะกลับมาแก้ไขผลพวงที่เกิดขึ้น

วันนี้(10 ม.ค.64)  เดียร์ วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ภาษีหุ้น-ภาษีคริปโตฯ" เก็บเพื่อช่วยประเทศ หรือผลักนักลงทุนออกนอกประเทศระบุว่า เพียงแค่กรมสรรพากรเปรยถึงแผนการจัดเก็บ"ภาษีจากคริปโตเคอร์เรนซี"และเงินรายได้การขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้นักลงทุนทั้งรายย่อยรายใหญ่ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์และดิจิทัลเคอร์เรนซี เกิดความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากกรมสรรพากรดำเนินการเก็บภาษีจริงตามที่ปรากฏในข่าว 

 

สร้างเสียงความไม่พอใจ ความกังวลถึงวิธิปฏิบัติจริงที่ดูจะเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะการเก็บ "ภาษีคริปโตฯ" ในอัตรา 15% โดยผู้ลงทุนต้องเป็นผู้แจ้งการเสียภาษีต่อกรมสรรพากรเอง เหมือนเป็นการผลักภาระความรับผิดชอบและความเสี่ยงให้ประชาชนว่า ถ้าหากรายงานการเสียภาษีผิดพลาด ในอนาคตจะต้องเผชิญความเสี่ยงค่าปรับภาษีย้อนหลังหรือไม่ 

 

นอกจากนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าการเงินยุคดิจิทัลเคอร์เรนซีนั้นคือ โลกการเงินที่ไร้พรมแดน  การออกกฎหมายดังกล่าวของกรมสรรพากรทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วเป็นการสร้างโอกาสในการเก็บรายได้เข้าแผ่นดิน หรือเป็นการตัดโอกาสของรัฐและบริษัทแพลตฟอร์มที่เป็นสัญชาติไทย โดยการไล่ให้ผู้ลงทุนไปลงทุนผ่านแผลตฟอร์มของบรรษัทต่างชาติแทน 
 

การเก็บภาษีเป็นธรรมหรือไม่

"การเก็บภาษีคริปโตฯ" จากกำไรก็สร้างคำถามถึงความ เป็นธรรม ในการชำระภาษี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง นั่นหมายถึงว่า นักลงทุนทุกคนรู้ดีว่าการลงทุนนั้น มีโอกาสที่ได้ทั้งกำไรและขาดทุน การเก็บภาษีจากการซื้อ-ขายในแต่ละครั้งที่ได้กำไร ฟังเพียงผิวเผินเหมือนรัฐให้ความเป็นธรรมกับผู้ลงทุน 

 

แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า การซื้อ-ขายของผู้ลงทุนนั้น มีธุรกรรมที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ซึ่งสุดท้ายแล้วหากนำทุกธุรกรรมมารวมกัน ผลลัพธ์จากการลงทุนในคริปโตฯ อาจเป็นผลขาดทุน ในขณะที่ระหว่างทางกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากผู้ลงทุนไปแล้วเรียบร้อย 

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ซ้ำร้ายในด้านความ เป็นธรรม มากยิ่งกว่าการเก็บ"ภาษีคริปโตฯ" ก็คือ การเก็บภาษีหุ้นจากทุกธุรกรรมที่มีการขายโดยไม่สนใจว่าธุรกรรมนั้นจะเป็นผลกำไรหรือขาดทุน 

แน่นอนว่าเจตนารมณ์ของการจัดเก็บภาษีภาครัฐ คือ การจัดเก็บภาษีจากประชาชนผู้มีรายได้ และในอดีตที่ผ่านมาประชาชนที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษีมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปีด้วยเหตุผลเพื่อต้องการสนับสนุนให้ตลาดลงทุนไทยเติบโตได้อย่างรวดเร็ว 

 

ในวันที่รัฐต้องการเปลี่ยนนโยบาย สิ่งหนึ่งที่รัฐต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก็คือ เงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดคริปโตเคอร์เรนซีนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากเงินออมของประชาชนที่เคยผ่านการเสียภาษีมาแล้วครั้งหนึ่ง หากประชาชนที่นำเงินออมมาลงทุนแล้วได้กำไร หรือได้รายได้เพิ่ม การจัดเก็บภาษีเงินกำไร (Capital Gain Tax) ก็ย่อมเป็นที่ยอมรับได้ 

 

แต่แนวนโยบายที่จะเก็บภาษีจากมูลค่าการขายหุ้นเลยโดยที่ไม่สนใจว่าเป็นรายได้ส่วนเพิ่มหรือไม่ และการเก็บภาษีกำไรจากทุกธุรกรรมในการลงทุนคริปโตฯ โดยไม่สนใจผลลัพธ์สุดท้ายของผู้ลงทุน ก็ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรม ของรัฐในการกำหนดนโยบาย 

 

ผลกระทบที่สรรพากรต้องไม่มองข้าม

 

ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้การระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นเสมือนกระดูกสันหลังหนึ่งให้กับระบบเศรษฐกิจไทยนับเป็น ทางออกสำคัญ ให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศในการพึ่งพาตนเองนอกจากผ่านช่องทางธนาคารพาณิชย์ที่มีข้อจำกัดมากมายเพื่อนำเงินที่ได้ไปหมุนเวียนกิจการประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้

 

สิ่งที่ตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่าก็คือ ตัวเลขการระดมทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือน ธ.ค. 64 ที่มียอดสูงเป็นประวัติกาลกว่า 50,000 ล้านบาทภายในเดือนเดียว ดังนั้นสิ่งที่กรมสรรพากรต้องคำนึงถึงรายละเอียดและวางแผนให้รอบคอบก่อนดำเนินนโยบายก็คือผลกระทบที่จะตกถึงโครงสร้างใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต 

 

โครงสร้างวอลลุ่มการซื้อ-ขายหุ้นในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3ส่วนหลัก ๆ ก็คือ 


1) นักลงทุนสถาบันเป็นสัดส่วน 20% 


2) นักลงทุนต่างชาติคิดเป็นสัดส่วน 40% 


3) นักลงทุนไทย 40% โดยแบ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ 60% และนักลงทุนรายย่อย 40% 


สิ่งที่จะตามมากระทบหากกรมสรรพากรเรียกเก็บ"ภาษีหุ้น"จากทุกคำสั่งขายจริงก็คือ สัดส่วนของนักลงทุนต่างชาติที่ปัจจุบันมีสัดส่วน 40% ของตลาดหลักทรัพย์จะลดจำนวนลงในทันที นั่นยังไม่นับถึงนักลงทุนไทยรายใหญ่ซึ่งถือเป็นกลุ่มหลักที่ช่วย Contribute ยอดวอลลุ่มของตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบัน เพราะทั้ง 2 กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางตรงในทันทีหากกฎหมายบังคับใช้ 

 

เมื่อมูลค่าการซื้อ-ขายของตลาดหลักทรพย์ไทยลดน้อยลง นั่นหมายถึงสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์จะหายไป ดังนั้น สิ่งที่จะกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาโดยยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ก็คือ การเทขายหุ้นของนักลงทุนสถาบันโดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันต่างชาติ เพราะสภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยไม่สามารถตอบโจทย์การลงทุนได้อีกต่อไป นั่นหมายถึง มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดทุนไทยจะหดตัวลงในทันที

 

สิ่งที่รัฐควรทำ

 

ในวันที่การจัดเก็บรายได้รัฐไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายย่อมเป็นแรงกดดันให้กระทรวงการคลังต้องเร่งหารายได้อื่นเพื่อมาชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป การเก็บภาษีจากนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และดิจิทัลเคอร์เรนซีที่ถือเป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูงในประเทศ จึงเป็นกลุ่มที่รัฐคำนึงถึงเป็นรายแรก ๆ ในการจัดเก็บภาษี ซึ่งเชื่อว่าหากกรมสรรพากรออกมาตรการการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรมต่อผู้ลงทุน 

 

โดยการเก็บจากรายได้เพิ่มที่นักลงทุนทำกำไรได้ พร้อมมีรายละเอียดที่ชัดเจนไม่ผลักภาระความรับผิดชอบให้ประชาชนต้องไปเผชิญความเสี่ยงในอนาคต ก็คงเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถยอมรับได้ 

 

สิ่งที่รัฐควรพึงกระทำก่อนออกเป็นข้อกฎหมายที่นำมาใช้ปฏิบัติจริงก็คือการรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้ครบถ้วนไม่ใช่การรับฟังแต่ผู้บังคับใช้กฎหมาย (Regulator) เพราะจะทำให้ขาดข้อมูลในการพิจารณาให้ครบถ้วนและรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคำนึงถึงผลกระทบของภาพรวมการลงทุนที่หากพิจารณาไม่รอบคอบแล้ว ก็ไม่ต่างกับการที่ รัฐผลักเงินลงทุนคนไทยออกไปให้ต่างประเทศ พร้อมสูญเสียเงินและโอกาสจากเงินลงทุนของต่างชาติในคราวเดียวกัน 

 

ในวันที่ประชาชนเดือดร้อน พยายามดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอดเพราะเครื่องมือช่วยเหลือจากมาตรการของภาครัฐนั้น ไม่สามารถตอบโจทย์ก็นับว่ายากลำบากเต็มทีแล้ว ตลาดลงทุนจึงเป็นทางออกสำคัญให้ประชาชนตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงรายใหญ่เพื่อระดมทุนไปประคับประคองธุรกิจหรือ เพื่อรักษามูลค่าเงินออมให้ทันกับราคาสินค้าอาหารที่แพงขึ้นเรื่อยๆ 

 

ดังนั้นบทบาทของรัฐในการเป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องใช้ให้ถูกที่และถูกเวลา เพราะหากเมื่อเดินหน้าไปแล้วก็ยากที่จะกลับมาแก้ไขผลพวงที่เกิดขึ้น


 

logoline

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด