
'มาร์ค'โยนอัยการบี้"แม้ว"ทั้งแพ่ง-อาญา
นายก"อภิสิทธิ์" ยัน ไม่ละเว้นหน้าที่ไล่บี้ฟ้อง"ทักษิณ"ปัดตั้งกก.ขึ้นพิจารณาความเสียที่เกิดขึ้น ลั่นหน่วยงานไหนเสียหายก็ต้องจัดการตามกม. เพื่อรักษาผลประโยชน์แผ่นดินโดยเป็นหน้าที่อัยการสรุปความเสียหายทั้งหมด ยันรัฐบาลไม่เคยปล้นใครแต่เรานำทรัพย์สินชาติ-ปชช.ก
(27ก.พ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ได้ทำการบันทึกเทปรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ที่ตึกสันติไมตรีโดยได้มีการเชิญตัวแทนสื่อน.ส.พ.เข้าร่วมสนทนาซักถามประมาณ 20 คน โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวระหว่างการบันทึกเทปรายการถึงการบริหารงานของรัฐบาลภายหลังศาลตัดสิน ยึดเงินกว่า 4.6 หมื่นล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า จริงๆแล้วคงต้องประเมินสถานการณ์เป็นระยะ และแน่นอนไม่ว่าจะมีคำพิพากษาจะคดีไหนก็ตามจะมีคนไม่พอใจและพอใจ แต่เราต้องยืนยันว่าระบบของเราต้องให้ความเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับคำพิพากษา แต่เราก็คาดการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงมีต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลเรายังยืนว่าเป็นสิทธิที่ทำได้ส่วนการเคลื่อนไหวนอกเหนือกฎหมาย เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะไม่ให้เกิดขึ้น ดังนั้นขณะนี้ยังอยู่ในช่วงประเมินสถานการณ์กลไกต่างๆที่รัฐบาลได้วางเอาไว้ เช่น คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่งคง(คตม.)ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง และอาศัยการทำงานจากหน่วยงานทางด้านความมั่งคง การข่าวเพื่อปรับแผนให้เป็นไปตามความเหมาะสม คิดว่าสถานการณ์คงไม่ต่างจากวันที่ 26 ก.พ.มากนัก เพราะคงมีคนหลายกลุ่มคนที่ต้องการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะเป้าหมายมีหลายเรื่อง เช่น การเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เป็นต้น เพียงแต่จะแรงหรือเบาแค่ไหนขึ้นอยู่กับประชาชนเข้าร่วมมากน้อยแค่ไหน ส่วนคนกลุ่มเล็กๆที่แสดงท่าทีมีปัญหาว่าจะใช้ความรุนแรงนั้นตนเชื่อว่าเป็น คนส่วนน้อย รัฐบาลก็มีหน้าที่ติดตามดูแล และถ้าเรามีประสิทธิภาพในการทำงานเหตุการณ์ต่างๆจะผ่านพ้นไปได้
เมื่อ ถามว่า รัฐบาลจะฉวยจังหวะนี้ใช้มาตรการเชิงรุกทำความเข้าใจกับคนที่ยังยืนอยู่ตรงกลาง 50-50อยู่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องที่จะไปฉวยโอกาสทำอะไร แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่ประชาชนต้องรับรู้ข้อเท็จจริงตามที่ศาลได้ วินิจฉัย เพราะเป็นที่คาดหมายว่าจะมีคนที่ไปเคลื่อนไหวทที่อาจจะไม่เห็นด้วยหรือไม่พอ ใจ แต่ว่าศาลไม่ได้เป็นหน่วยงานที่จะมาตอบโต้ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความเป็นธรรมกับศาล คือนำคำวินิจฉัยที่แจกแจงค่อนข้างละเอียดมากนั้นมาให้ประชาชนได้รับรู้ถึง เหตุผล และควรจะจัดทำเป็นภาษาอังกฤษให้ต่างประเทศด้วย
เมื่อถามต่อว่า ในส่วนที่เป็นความเสียหายที่สืบเนื่องมาจากคำตัดสินของศาลนายกฯจะนำเรื่องใด มาแก้ปัญหาบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อะไรที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำพิพากษาและกระทบต่อประโยชน์ของส่วนรวมหน่วย งานที่รับผิดชอบโดยตรงถ้ามีการวินิจฉัยว่าได้รับความเสียหายก็ต้องไปดูและ อีกส่วนฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลจะต้องให้คำแนะนำกับหน่วยงานต่างๆว่าขั้นตอนใน การดำเนินการที่เป็นผลกระทบสืบเนื่องจากคำพิพากษามีอะไรบ้างเพื่อรักษาผล ประโยชน์ของแผ่นดิน
เมื่อถามว่า จากคำพิพากษาที่ชี้ชัดว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่รัฐโดยมิชอบทั้งอดีตนายกฯ อดีตรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่รัฐ จะตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาความเสียที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมา จริงๆแล้วเรื่องใดเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด เบื้องต้นหน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้พิจารณาว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะดำเนิน การอย่างไร แต่อีกส่วนต้องขอคำแนะนำทางกฎหมายจากอัยการที่เหมือนเป็นทนายของแผ่นดิน
เมื่อถามอีกว่า นายกฯจะปล่อยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำไปเรื่อยๆหรือเข้าไปจี้ให้ดำเนิน การโดยเร็วหรือไม่ และจะดำเนินการอย่างไรกับครม.พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ให้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ตามสิทธิทางกฎหมายที่พึงมี เพราะถือเป็นหน้าที่ ศาลก็พูดชัดเจนถึงหน้าที่นายกฯเหมือนกันว่าถ้าหากหน่วยงานใดมีปัญหาอย่างไร นายกฯก็ไม่สามารถจะหลีกความรับผิดชอบได้ แต่ตนยืนยันได้ว่าตนไม่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ขณะเดียวกันตนต้องการให้ฝ่ายกฎหมายคืออัยการเป็นผู้สรุปมากกว่าตนเป็นผู้สรุป ไม่เช่นนั้นจะถูกตีความว่าเป็นเรื่องการดำเนินการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง เพราะตนไม่เป็นคู่กรณีกับใคร
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนมีหน้าที่รักษาประโยชน์ของแผ่นดิน โดยยึดเอาคำพิพากษาของศาล แต่คนที่จะตอบได้ดีที่สุดว่าใครจะต้องไปดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายดำเนินคดีกับใคร ก็ต้องเป็นอัยการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆโดยตรง แต่ถ้าไม่มีใครทำอะไรเลยก็ต้องให้เหตุผลมา ถ้าไม่ทำก็เป็นหน้าที่ของตนต้องเข้าไปดู และเรื่องที่การจะไปปล่อยให้หมดอายุความคงไม่มี จริงๆแล้วที่ศาลกล่าวถึงมันเป็นคดีอยู่แล้วเช่นกรณีธนาคารส่งออกนำเข้า กรณีภาษีสรรพสามิต แต่อาจจะต้องรอเพราะอดีตนายกฯไม่อยู่ในประเทศ และกรณีการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือบัตรเติมเงิน-โรมมิ่งได้ให้กระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)ไปดูและให้กรอบเวลาไปแล้วไม่ละเว้น แน่นอน
เมื่อถามว่า ความเสียที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาคดียึดทรัพย์มีมูลค่ามากกว่า 3 หมื่นล้านบาท รัฐบาลจะอายัดทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ และหากเงินของพ.ต.ท.ทักษิณไม่พอจะดำเนินการอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้จะให้ทางอัยการแนะนำ เรื่องความเสียเป็นอีกเรื่องหน่วยงานที่ได้รับความเสียไปดำเนินการต่อตาม กระบวนการยุติธรรม การจะดำเนินการอายัดหรือไม่เป็นเรื่องที่เร็วเกินไปที่จะไปพูดถึงคงไม่ใช่ เรื่องฝ่ายบริหารที่จะไปดำเนินการจะมีแต่เฉพาะเรื่องของกระทรวงการคลังที่มี เรื่องภาษีอยู่
เมื่อถามต่อว่า แต่กรมสรรพากรมีหนังสือไปยังธนาคารพาณิชย์ขออายัดเงินของนายพานทองแท้ กับนายพิณทองทา ชินวัตร จนกว่าคดีภาษีจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาทจะสิ้นสุดจะมีการอายัดต่อหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังต้องดำเนินมาตรการในเชิงป้องกันว่าภาษีที่ค้างกันอยู่ หนึ่งหมื่นกว่าล้านบาทนั้นต้องการมีหลักประกันว่าจะต้องมีเงินจ่าย กระทรวงฯจึงขออายัดไปส่วนจะมีการคัดค้านหรือไม่ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ แต่จำนวนเงินที่พูดกันอยู่ไม่ได้เท่ากับจำนวนเงินที่จะมีการคืนพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนละคดีกัน
เมื่อถามว่า หลังจากศาลให้ริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทเข้าเป็นเงินคงคลัง เมื่อมีรายได้เพิ่มนายกฯจะมีมาตรการช่วยทางด้านภาษีให้แก่ประชาชนอย่างไร บ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้ารายได้ที่เข้ามาเกินเป้า ซึ่งขณะนี้มันเกิดป้าจากสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นมา สิ่งแรกที่เริ่มทำคือไปลดการกู้เงินที่เคยวางแผนเอาไว้ แต่จะเป็นเงินกู้หรือเงินที่ได้เข้ามาโดยไม่คาดและนำไปใช้ในโครงการโครง สร้างพื้นฐานต่างๆก็มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนกัน ดังนั้นในชั้นนี้อยู่ในช่วงที่เรากำลังทบทวนอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าเราเริ่มที่จะยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายมาตรการ เช่น ค่าโอนอสังริมทรัพย์ ค่าน้ำฟรีเพื่อให้ทุกอย่างกลับสู่ระบบปกติ
เมื่อ ถามว่า การเมืองหลังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์นั้น นายกฯจะนำประเทศไปในทิศทางใด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วตนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการเห็นบ้านเมืองสงบและเปิด โอกาสให้ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่กันไป กรณีของรัฐบาลมีหน้าที่บริหารงานทั้งนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคม และด้านอื่นๆ ขณะเดียวกันฝ่ายค้านหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็สามารถที่จะใช้ช่องทาง ในการตรวจสอบได้ตอลดเวลา ขณะนี้ก็เป็นที่เข้าใจว่าเป็นช่วงที่จะยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาล ดังนั้นน่าจะเปิดโอกาสให้กระบวนการของสภาทำหน้าที่ในการตรวจสอบ เพื่อให้นำเอาข้อเท็จจริงต่างๆมาเปิดเผยและให้ส.ส.ใช้ดุลยพินิจในการตัดสิน ใจในทางการเมืองต่อไป ถ้าระบบเป็นเช่นนี้จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าประเทศเรากลับเข้าสู่ภาวะ ปกติ แม้จะมีการชุมนุมแต่อยู่ในความสงบสันติไม่มีปัญหาอะไร
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แต่ยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่พูดถึงความรุนแรง มีการพูดบนเงื่อนไขที่บอกว่าถ้ามีการไปปราบซึ่งรัฐบาลยืนยันโดยตลอดว่าจะไม่ เป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงกับมวลชน เพราะรัฐบาลต้องการบริหารบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้าถ้าไปทำรุนแรงเสียเอง ทุกอย่าจะย้อนกลับมาทำให้การบริหารบ้านเมืองไม่ประสบผลสำเร็จ ตนก็ยืนยันได้ว่าตั้งใจเดินหน้าทำงานตามปกติ ปล่อยให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมือง
เมื่อ ถามว่า แต่ที่ผ่านมาประชุมสภาก็ล่ม เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถเกิดขึ้นในระยเวลาอันใกล้ ความสมานฉันท์ความสงบสุขในประเทศจะเกิดขึ้นได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความสมานฉันท์เกิดขึ้นได้ทุกฝ่ายคงต้องยอมรับบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน ตนบอกว่าถ้าเรียกร้องให้ยุบสภาไม่ขัดข้องหากทุกฝ่ายตกลงกันได้ว่ากติกาที่ ใช้เลือกตั้งเป็นกติกาที่จะยอมรับกัน เพราะที่มีการประท้วงกันต่างๆนานามีการอ้างว่าไม่พอใจกติกา เช่น กติกาเรื่องการยุบพรรค เป็นต้น แต่พอมาตกลงแก้ไขรัฐธรรมนูญฝ่ายค้านขอถอนตัวไปอีก ดังนั้นถ้ายุบสภาไปแล้วเลือกตั้งแล้วกลับมาอยู่ในสถานการณ์เดิมคือมีการ ทุจริตการเลือกตั้งมีการยุบพรรคก็จะเป็นปัญหากันอีก และถ้ายังมีกลุ่มคนเคลื่อนไหวในลักษณะที่เสี่ยงต่อความรุนแรงเกิดถึงเวลาไป เลือกตั้งหาเสียงมีความรุนแรงเกิดขึ้นก็มีแต่จะทำลายกระบวนการประชาธิปไตย ตนเคยบอกว่ามี 3 เงื่อนไขที่จะยุบสภานั้น เรื่องเศรษฐกิจไม่เป็นปัญหาแล้ว แต่อีก 2 เรื่องรัฐธรรมนูญกับเรื่องหยุดใช้ความรุนแรง และถ้าเป็นไปไม่ได้เราก็ต้องเดินหน้าบริหารบ้านเมืองไปเพราะไม่รู้ว่าจะ เลือกตั้งเพื่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นทำไม เราต้องยืนอยู่บนจุดที่ว่าอะไรเป็นนโยบายเราใช้ระบบสภาเสียงข้างมาก อะไรที่เป็นเรื่องกฎหมายต้องให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดและเราต้องยอมรับกระบวนการ นี้
เมื่อถามว่า หากรัฐบาลอยู่ครบเทอมแล้วไปเลือกตั้งมันก็ยุ่งยากอีกอยู่ดี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่คิดว่าการที่พูดว่าแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะสมานฉันท์จริงหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับว่าแก้อะไรทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันหรือไม่ หรือที่บอกว่าเลือกตั้งแล้วจะสมานฉันท์ก็อยู่บนเงื่อนไขว่าจริงหรือไม่ถ้า เลือกตั้งแล้วมีกลุ่มคนคอยเคลื่อนไหวอาจจะเกิดความรุนแรงขึ้นตลอดเวลา และดีไม่ดีกระบวนการประชาธิปไตยล้มระหว่างทางการเลือกตั้งยิ่งทำให้บ้าน เมืองวิกฤติเข้าไปใหญ่ แต่ตนเชื่อว่าเวลาผ่านไปขณะนี้คนจำนวนมากขึ้นๆต้องการเห็นบ้านเมืองกับเข้า สู่ภาวะปกติ รัฐบาลก็พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้มีอำนาจอยู่ในมือไม่ได้ใช้ไปกลั่นแกล้งใคร และใช้อำนาจที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้
เมื่อถามว่า ถ้าเลือกตั้งแล้วพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากกลับมาตั้งรัฐบาล ฝ่ายที่ต่อต้านโดยเฉพาะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ไม่ยอมอยู่ดี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องยอมรับผลการเลือกตั้งแต่การเลือกตั้งต้องมีกติกาของมัน จริงอยู่คราวที่เแล้ว พรรคพลังประชาชนชนะแต่มีกติกาทุจริตการเลือกตั้งมันก็ยุบพรรค มันก็อยู่ภายใต้กติกาเหมือนกัน ตนถึงบอกว่ารัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ระบบ อย่างปีกว่าๆมันเปลี่ยนภาพของประเทศไทยในสายตาของคนจำนวนไม่น้อยในโลกที่มอง ว่าปีเดียวมีนายกฯ 4 คน ใครเข้ามาก็ไม่สามารถบริหารผลักดันนโยบายได้นั้นเรากก็บอกว่าไม่จริงแล้ว และตนไม่สามารถบอกได้ว่าจะไม่ยุบสภาเลยเพราะในระบบรัฐสภา สมมติว่าแพ้เสียงสภามันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้าเกิดขึ้นก็ว่ากันไปตามปกติ แต่อยู่ดีขณะนี้เรียกร้องว่าต้องยุบสภาเพราะยุบแล้วจะสมานฉันท์ ตนก็บอกว่าต้องทำให้ตนเห็นก่อน ต้องเลิกเคลื่อนไหวรุนแรงขัดขวางการทำหน้าที่หรือการแข่งขันการเมืองที่เป็นธรรม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่จะมีขึ้นในวันที่ 12-14 มี.ค.ด้วยว่า หากศาลตัดสินเป็นอย่างอื่นการชุมนุมก็มีอยู่ดี เพียงแต่อารมณ์และเงื่อนไขที่จะเรียกประชาชนมาชุมนุมจะเปลี่ยนไปเท่านั้น ฉะนั้นต้องมองว่าการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมว่ามีแตกต่างกันไปแต่หน้าที่ของรัฐบาลนั้นต้องดูแลให้เกิดความสงบ หน้าที่ของสังคมคือคอยดูให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่แกนนำคนเสื้อแดงระบุว่าจะเผด็จศึกรัฐบาลนั้น เป็นการพูดโดยปกติของการเคลื่อนไหว แต่รัฐบาลไม่ได้มองตัวเองเป็นศัตรูกับผู้ชุมนุมและไม่คิดเผด็จศึกใคร รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชนทุกกลุ่มเหมือนกัน ใครทำผิดกฎหมายต้องดำเนินการ หากมีการเรียกร้องของคนเสื้อแดงให้ตนยุบสภาแล้วบ้านเมืองจะดีขึ้นก็ต้องแสดงให้ตนเห็น แต่ทางนั้นยังไม่ได้ทำ
เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าการยึดทรัพย์นั้นเหมือนโดนปล้น โดยในเรื่องนี้อดีตนายกฯจะเดินหน้ายื่นร้องเรียนศาลโลกและยื่นอุทธรณ์กับศาลฎีกาในการยึดทรัพย์ครั้งนี้ นายกฯกล่าวว่า หากคิดว่าสามารถทำได้ก็ทำ เมื่อถามว่า ผู้ใหญ่บางคนในบ้านเมืองระบุว่าการตัดสินคดีนี้ทำตามใบสั่งคมช. นายกฯกล่าวว่า ศาลมีหน้าที่ชี้แจงในส่วนนี้ แต่ตนมองไม่เห็นว่าคำพิพากษานั้นมีแรงจูงใจทางการเมืองและศาลจะทำเพื่อการเมืองทำไม หากเป็นศาลการเมืองที่พูดกันนั้นคงไม่แจกแจงเหตุผลและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ฉะนั้นมันชัดเจนแล้ว แต่คนไม่พอใจนั้นก็พูดได้แต่ไม่ควรละเมิดศาล
เมื่อถามว่าอดีตนายกฯระบุว่าจะต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมจนถึงที่สุด บริบทของคำว่าความยุติธรรมของนายกฯกับอดีตนายกฯแตกต่างกันอย่างไร นายกฯกล่าวว่าความยุติธรรมที่ทุกคนพึงได้รับคือมีกระบวนการยุติธรรม หากไปหมายความว่าต้องได้ในสิ่งที่อยากได้นั้น เราไม่สามารถหาความยุติธรรมให้กับทุกคนไม่ได้ รัฐบาลนี้ไม่ประสงค์ในการกลั่นแกล้งใคร และเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมมีไว้รักษาหลักของบ้านเมือง และหลายครั้งไม่ถูกใจกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตนขอเรียนว่าหากสิ่งใดไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงๆ ก็จะดูแลให้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 14 มี.ค.นี้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯระบุว่ากอ.รมน.แจ้งเตือนว่าจะมีมือที่สามเข้ามา นายกฯกล่าวว่า ขอเรียนว่าคนส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมมีเหตุผลและมาด้วยความสุจริตใจตามมุมมองและข้อมูล และบางคนเข้าใจแบบคลาดเคลื่อน แต่บางคนที่เป็นแกนนำและอยู่เบื้องหลังนั้นมีวาระส่วนตัวและวาระทางการเมือง เพราะมองว่าหากมีความรุนแรงและเกิดการปฏิวัติอาจสมประโยชน์ ฉะนั้นคำพูดที่บอกว่าจะมีมือที่หนึ่ง - มือที่สามเข้ามาทำให้เกิดความวุ่นวายนั้นอาจมี แต่ประชาชนไม่ควรตกเป็นเหยื่อของคนกลุ่มนี้ ส่วนการชมนุมตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. - เม.ย.จะรุนแรงเพียงใดนั้น นายกฯกล่าวว่า คงจะมีการเคลื่อนไหวและชุมนุมใหญ่ โดยรัฐบาลจะดูแลอย่างดี
นายกฯกล่าวต่อว่า แม้ตอนนี้สังคมมีความเชื่อแตกต่างกัน ตนไม่มีหน้าที่จะให้คนทั้งหมดสนับสนุนตน แต่คู่แข่งทางการเมืองและอดีตนายกฯนั้นไม่สามารถโน้มน้าวคนอีกกลุ่มที่ไม่ทราบว่ากลุ่มไหนมากกว่ากันนั่นเพราะคนส่วนใหญ่อยู่ตรงกลาง ประเทศประชาธิปไตยนั้นใครพูดได้ว่าผู้นำการเมืองคนใดครองใจประชาชนได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะการครองใจประชาชนได้ครึ่งหนึ่งถือว่าเก่งสุดยอดแล้ว แต่เวลาที่ไม่พอใจการเมืองอีกฝ่ายจะต้องมีกติกาใดที่จะอยู่ร่วมกันได้ในสังคม และไม่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายและระบบล้ม ส่วนเหตุผลที่ประชาชนบางส่วนยังสนับสนุนอดีตนายกฯนั้น ตนเชื่อว่ามันมาจากข้อมูลส่วนหนึ่งที่ได้รับ
เมื่อถามว่า อดีตนายกฯระบุว่ารัฐบาลนี้และอำมาตย์ปล้นทรัพย์ และอดีตนายกฯเรียกร้องให้ประชาชนมาชุมนุมมากๆเพื่อให้ได้รับชัยชนะและประชาธิปไตย นายกฯกล่าวว่าอดีตนายกฯพูดแบบนี้มานานแล้ว ตนบอกได้ว่ารัฐบาลนี้ไม่เคยปล้นใคร ทรัพย์สินที่ได้มาก็เป็นของแผ่นดินและประชาชน ไม่ใช่เป็นของรัฐบาล เหตุผลที่ยึดทรัพย์นั้น ศาลตัดสินว่าอดีตนายกฯกระทำผิดและทำให้แผ่นดินเสียหาย ตนไม่ใช่คู่กรณีในคดีนี้ แต่มันเป็นเรื่องของแผ่นดินกับอดีตนายกฯที่ศาลตัดสินเเล้ว
เมื่อถามว่า นโยบายรัฐสวัสดิการที่นายกฯนำมาใช้แทนโครงการประชานิยมนั้น คะแนนนิยมของนายกฯเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า คะเเนนนิยมนั้นได้สำรวจเป็นครั้งคราว และแตกต่างกันกับตอนที่ตนเป็นนายกฯและตอนที่ตนเป็นหัวหน้าพรรคพอสมควร ตอนนี้คะแนนนิยมของตนและพรรคก็ดีขึ้น ขอเรียนว่าการที่ตนทำงานนั้น ตนไม่ได้คำนึงถึงคะแนนนิยมเพียงอย่างเดียว เพราะคนที่รับผิดชอบบ้านเมืองต้องคิดถึงระบบและอนาคต ส่วนจะได้ส.ส. 240 เสียงในวันนี้หรือไม่ มันอาจไม่ง่ายแต่เมื่อสำรวจแล้วคะแนนนิยมมันสูสี
เมื่อถามว่า วันนี้นายกฯอารมณ์ดีเป็นพิเศษ สถานการณ์จากนี้ไปจะผ่อนคลายลงหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า จุดที่หลายคนกังวลว่าจะวุ่นวายแต่มันผ่านพ้นไปด้วยดีนั้น หากตนอารมณ์ดีเพราะเรื่องนี้ก็มีเหตุผล แต่รัฐบาลไม่ประมาท เมื่อเช้าวันที่ 25 กพ.ตนได้คุยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงแล้ว นายสุเทพยืนยันความจำเป็นในการเฝ้าระวังและต้องมีมาตรการเข้มข้นในการดูแลต่อไป ฉะนั้นขอบอกกับประชาชนว่าต้องอยู่บนความพอดี ไม่ควรตื่นตระหนก ไม่ควรประมาท และขอให้ประชาชนเป็นหูเป็นตาในสิ่งผิดสังเกตด้วย
เมื่อถามว่า คนไทยที่อยู่ตัวตรงกลางความขัดแย้งทางการเมืองจะมีความหวังว่าความสงบในบ้านเมืองจะเกิดเมื่อใดและมันจะเกิดในอายุของรัฐบาลนี้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลดูแลตลอดเวลาคือ ไม่ว่าอยู่ฝ่ายใดหรืออยู่ตรงกลาง ประชาชนทุกคนใช้ชีวิตเป็นปกติในสังคมที่มีการใช้สิทธิทางการเมืองในขอบเขต สิ่งนี้คือธรรมชาติของสังคมประชาธิปไตย หากถามว่าวันใดที่คนที่มีความคิดแตกต่างกันจะมีความคิดเหมือนกันนั้น ขอเรียนว่าตนไม่คิดว่าจะมีวันนั้น แต่สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือแม้จะคิดต่างกัน แต่ต้องรู้ถึงการใช้สิทธิของตัวเองด้วยว่าคืออะไร
เมื่อถามว่าความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเช่นใด เพราะนายชัย ชิดชอบ ส.ส.สัดส่วน พรรคภูมิใจไทยระบุว่าอนาคตนั้นนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยอาจกลับไปจับมือกับพ.ต.ท.ทักษิณได้ นายกฯหัวเราะและกล่าวว่า ต้องไปถามนายชัย แต่ตนบอกได้ว่าทำงานตามปกติทุกสัปดาห์จะมีงานเกี่ยวกับทุกกระทรวงและทุกพรรคโดยตนเชิญรัฐมนตรีทุกพรรคมาคุยเรื่องงานที่ครอคลุมทุกอย่างก็ปกติ
เมื่อถามว่า นายกฯละอายใจเรื่องสภาล่มบ่อยครั้งหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า มีการเดินหน้าผลักดันกฎหมายและข้อตกลงต่างๆผ่านสภาและส่วนใหญ่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ระยะหลังมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมนั้น ตนไม่สามารถแก้ตัวแทนส.ส.ที่ขาดประชุมได้ โดยวิปรัฐบาลจะจัดการต่อไป แต่การนับองค์ประชุม 2-3 ครั้งสุดท้ายนั้นมีปัญหาทางเทคนิค เพราะมีการพิสูจน์โดยใช้วีดีโอแล้วโดยไม่นับฝ่ายค้านที่ไม่แสดงตัว ปรากฏว่าส.ส.รัฐบาลที่มีชื่อขาดประชุมนั้นก็อยู่ในห้องประชุม และประธานสภาฯแปลกใจและคุยกับตนว่าหากมองด้วยสายตาแล้วก็ครบองค์ประชุมแต่ตัวเลขออกมามันไม่ครบแบบนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ได้เสนอว่าขอให้นับองค์ประชุมโดยไม่กดบัตร
เมื่อถามว่าสิ่งที่นายกฯเขียนไว้ในหนังสือร้อยฝันวันฟ้าใหม่นั้นทำไปแล้วเท่าใด นายกฯกล่าวว่าเริ่มไปแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ งบลงทุนต้องอาศัยเอกชนมาร่วมกันมากขึ้น โดยจะเร่งทำในเรื่องเศรษฐกิจที่ต้องเกิดความเป็นธรรมในเชิงระบบให้มากขึ้น และงบประมาณของประเทศที่จะใช้กับระบบสวัสดิการสังคมนั้นต้องมากขึ้นและเป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหา เมื่อถามว่าหากความฝันเป็นจริงอยากเห็นอดีตนายกฯเป็นอย่างไร นายกฯกล่าวว่าตนมีหน้าที่ฝันเพื่อประเทศ ไม่ใช่ฝันเพื่อบุคคล
เมื่อถามว่าความขัดแย้งทางการเมืองตอนนี้ลุกลามไปยังครอบครัวแล้ว นายกฯเบื่อหรือไม่และจะไปใช้ชีวิตปกติเมื่อใด นายกฯกล่าวว่า วันหนึ่งตนจะต้องกลับไปใช้ชีวิตธรรมดาอยู่แล้วและหน้าที่ตอนนี้ของตนคือเมื่อได้รับโอกาสต้องทุ่มเทให้บ้านเมืองเต็มที่โดยครอบครัวของตนเข้าใจดี ไม่มีใครหวั่นไหว ตนอยู่ในการเมืองนานพอว่าหลายเรื่องเป็นปัญหาและความขัดแย้งใน 3-4 ปีนี้ที่รุนแรงขึ้น ตนก็คุ้นเคยตรงนี้โดยไม่มีสิทธิหวั่นไหวเพราะอาสาตัวเข้ามาและต้องเดินหน้าทำต่อไปให้ดีที่สุด



