
"แม้ว"โวยถูกปล้นเล็งอุทธรณ์-ฟ้องศาลโลก
"ทักษิณ ออกแถลงการณ์ไม่รับผลตัดสินของศาล ลั่นถูกปล้นทรัพย์ ปลุกเสื้อแดงสู้ เตรียมอุทธรณ์ศาลฎีกาพร้อมดูช่องทางฟ้องศาลโลกเร็วๆนี้ นพดลเผยทีมทนายความทำเอกสารหลายแสนฉบับโต้คำพิพากษาศาลทุกประเด็น อัดรบ.สมหล่นจ้องริบเงินที่เหลือ เดินเกมแรงเล็งช่องกฎหมายถอดถอ
(27ก.พ.) นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯแถลงว่า ตอนนี้ทีมทนายของพ.ต.ท.ทักษิณได้ศึกษาประเด็นของคำตัดสินยึดทรัพย์เมื่อวันที่ 26 ก.พ. โดยแนวโน้มคงจะดำเนินการแสวงหาความยุติธรรมต่อไป ไม่ว่าจะเป็นตามกรอบกฎหมายในไทยหรือในโลกนี้ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณยืนยันไม่ได้รับความเป็นธรรมในคำตัดสิน เพราะคำตัดสินไม่มีเหตุผลในบางเรื่อง เช่น ทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวทั้งหมด หรือหุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น หลังจากที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ศาลไม่ได้คำนึงถึงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้นตามการเติบโตของตลาดหรือตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เช่น เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ หุ้นราคา 100 บาท แล้วขายในปี 49 ในราคาหุ้นละ 150 บาท ศาลได้พิจารณาหรือไม่ว่ามูลค่าหุ้นที่ขึ้นตามตลาดนั้นขึ้นกี่บาทจึงไปยึดทั้งหมด
“สมมติว่าทั้ง 5 มาตรการเอื้อประโยชน์ให้ 30 บาท ถ้าหุ้นขึ้นเป็น 150 บาท แล้วมี 20 บาทที่ขึ้นตามตลาดหลักทรัพย์ การยึด20 บาทถือว่าชอบหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย นอกจากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณยังเห็นว่ามาตรการทั้ง 5 ดำเนินการตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ สำหรับเรื่องการแปลงสัมปทานก็การใช้อำนาจโดยชอบ มีกฎหมาย คือพ.ร.ก.และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ เราจึงไม่เห็นด้วยว่า 5 มาตรการเป็นการเอื้อประโยชน์ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างที่เราจะหยิบยกต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ส่วนจะต่อสู้ในเวทีใดคงจะมีความชัดเจนจากทีมทนายในไม่ช้า” นายนพดล กล่าว
นายนพดลกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความรู้สึกหรือเสียดายที่ถูกอายึดหรือถูกยึดทรัพย์ แต่ความรู้สึกของครอบครัวคือความเจ็บปวดที่ตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากทุ่มเททำงานและสร้างความมั่งคงให้แก่ประเทศชาติ สร้างความกินดีอยู่ดีให้ประชาชน นี้คือสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณได้รับเป็นผลตอบแทน ความยุติธรรมไม่ได้วัดเป็นจำนวนเงินที่ถูกยึดไป แม้เป็นเงินจำนวน 1 บาทถ้าไม่เป็นธรรมก็คือไม่เป็นธรรม ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องของจำนวนเงิน แต่เป็นเรื่องของหลักการ ที่จะต้องพิสูจน์ต่อไปว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยโกงประเทศชาติ หรือบริหารประเทศเพื่อให้ครอบครัวได้ประโยชน์ของตนเอง
นายนพดลกล่าวว่าสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณฝากมาคือ พี่น้องคนที่รู้สึกโกรธ แค้น ผิดหวัง เจ็บปวด กับคำตัดสิน ไม่ต้องทำอะไรที่จะเป็นการเข้าทางรัฐบาลที่จะอ้างเหตุปราบปราม ไม่ต้องใช้ความรุนแรง พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ห่วงตัวเองและครอบครัว แต่เป็นห่วงว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในอนาคต ถ้าบ้านเมืองไม่มีประชาธิปไตยและความไม่เป็นธรรม ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ นายนภดลตอบว่ามีแนวโน้มเช่นนั้น ที่ยังไม่พูดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะทีมทนายขอศึกษาคำวินิจฉัยของศาลและข้อกฎหมายต่างๆอยู่ และทีมทนายความจะแถลงการณ์ออกมาคาดว่าเป็นภายในวันที่ 28 ก.พ.หรือไม่เกิน 1-2 วันนี้ ทั้งนี้เบื้องต้นขอดำเนินการในส่วนของกระบวนการยุติธรรมภายในประเทศก่อน เพราะมีหลายประเด็นที่จะพิจารณาเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ วันนี้มีแนวโน้มที่จะทำ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทีมทนายความจะให้คำตอบในเรื่องนี้และจะแถลงการณ์ในทุกประเด็นคำวินิจฉัยที่ออกมา พร้อมทำเอกสารนับแสนชุดแจกประชาชน เพื่อทำความเข้าใจให้สังคมและประชาชนได้ทราบ ทั้งนี้ทีมทนายความได้ประชุมกันพรุ่งนี้อาจมีแถลงของทีมทนายความ และแจกให้ประชานทราบ และ 1-2 น่าจะมีความคืบหน้า เรื่องนี้ไม่ใช่หนังเรื่องสั้น ยังไม่จบ แต่เป็นละครเรื่องยาว
“ถ้าหากจะอุทธรณ์ช่องทางตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ 2550 เปิดช่องให้ทางเดียว คือยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน แต่ประเทศไทยเป็นภาคีต่ออนุสัญญาที่บอกว่าการตัดสินต้องมีมากกว่า 1ศาล คือศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา จริงอยู่ที่กฎหมายปัจจุบันทำได้แค่ศาลฎีกา ถือว่าอยู่ในศาลเดียวกันอยู่ ก็ยังดีกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ที่ระบุว่าศาลฎีกาตัดสินแล้วถึงที่สุด แต่รัฐธรรมนูญ 2550 มีกระบวนการอยู่ใน 2 ชั้น เพียงแต่อยู่ในศาลฎีกา เราจึงต้องใช้สิทธิภายในประเทศก่อน” นายนพดลกล่าว
เมื่อถามว่าการฟ้องร้องต่อศาลโลกทั้งที่เป็นคดีส่วนตัว นายนภดลกล่าวว่า นายสุเทพอาจไม่เข้าใจเรื่องกฎหมายระหว่างประเทส มีการศึกษาอย่างรอบคอบพอสมควร เทื่อถึงเวลาจะบอกว่าดำเนินการหรือไม่ ต้องรอฟังจากพ.ต.ท.ทักษิณและทีมทนาย เราได้ศึกษาไว้ และเป็นแนวทางหนึ่ง เบื้องต้นถ้าจะดำเนินคดีไปถึงศาลโลกจะต้องดำเนินการในส่วน้องถิ่นคือภายในประเทศก่อน คือ มีแนวโน้มไปในแนวที่จะอุทธรณ์คดีภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ะให้ทีมทนายเป็นคนแถลง ส่วนของคดีอาญาที่ต้องรับโทษนั้น คำพิพากษาให้ไปยึดให้ครบ 4.6 หมื่นล้านบาท แต่หากพ.ต.ท.ทักษิณได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาการบังคับคดีอาจทุเลาลง ส่วนคดีอาญา พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้จงใจแสดงบัชีทรัพย์สินเท็จ ในการโอนให้ลูก ศาลตัดสินว่าเป็นนอมินี จะกระทบกับการแสดงเจตนา เมื่อใครต้องการทำนิติกรรม เป็นความศักดิ์สิทธิ์ของการทำนิติกรรมศาลจะไม่เข้าไปก้าวล่วงตรงนั้น ซึ่งเราไม่เห็นด้วยและไม่เป็นธรรม จะหยิบยกให้พิจารณาคดีต่อไป
เมื่อถามว่ากรณีที่กรมสรรพากรอายัดทรัพย์ที่ไม่ได้ถูกยึดเพื่อรอเก็บค่าภาษีค้าชำระกรณีเลี่ยงภาษีของนายพานทองแท้แลพน.ส.พิณทองทา นายนพดลกล่าวว่า คุณกรณ์รอขมีขมันเหลือเกินที่จะล้างท้องพระคลงไว้ ซึ่งการจะยึดหรืออายัดทรัพย์บอกว่าเป็นชองพ่อ แต่พอเก็บภาษีก็บอกเป็นของลูก ตรงนี้เป็นความเหลื่อมล้ำกันอยู่ ซึ่งเราเป็นฝ่ายที่บรุทธิ์ใจและทำถูกต้อง ส่วนใครจะกล่าวหา เรายืนยันครบอครัวร่ำรวยมาด้วยความสุจริต ส่วนใครจะใช้ประโยชน์จากคำพิพากษาเราพร้อมต่อสู้ และทีมทนายพร้อมปกป้อง
เมื่อถามว่าการตัดสินศาล นายนพดลกล่าวว่า ไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่ประเทศเราใช้เสียงข้างมากตัดสิน จริงๆ ในทางกฎหมายไม่สามารถเพิกถอนคำพิพากษาไ แต่ถ้าออกมา 5 ต่อ 4 จะต่างจาก 8 ต่อ 1
เมื่อถามว่าการร้องเรียนจะไปถึงเรื่องการปฏิวัติหรือไม่ นายนภดลกล่าวว่า เมื่อความยุติธรรมต้นน้ำไม่ชอบ สิ่งที่อยุติธรรมปลายน้ำก็ไม่ชอบด้วย เช่นการแต่งตั้งคนที่เป็นปฏิปักษ์กัน จะตัดสินตรงกันข้าม เช่น นายแก้วสรร อติโพธิ์ อดีตคตส. ก็เคยเขียนหนังสือโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณมาแล้ว
เมื่อถามว่าความเป็นไปได้ที่จะฟ้องศาลโลก แต่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าเป็นคดีส่วนตัว ไม่สามารถทำได้ ไม่ใช่ข้อพิพาทขัดแย้งระหว่างประเทศ นายนนดลตอบว่า คนที่มาวิพากษ์วิจารณ์เช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ อาจไม่เข้าใจกฎหมายระหว่างประเทศ ที่เราได้ศึกษามาอย่างรอบคอบพอสมควร เมื่อถึงเวลาพ.ต.ท.ทักษิณและทีมทนายจะเปิดเผยว่าจะฟ้องร้องต่อศาลโลกหรือไม่ แต่ยอมรับว่าได้ศึกษาประเด็นข้อกฎหมายไว้ ไม่มีอะไรน่าจะเกินจริง ขอยืนยันว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่เราจะพิจารณาด้วย
เมื่อถามว่าคำตัดสินระบุว่าต้องไปคำนวณภาษีย้อนหลัง เพื่อจ่ายคืนในคดีความต่างๆอีกนับ 10 คดีที่ถูกฟ้องหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า เข้าใจว่าคำพิพากษาให้ไปยึดให้ครบ 46,373 ล้านบาท ถ้าเหลือจากนั้นให้ถอนอายัด ถือเป็นขั้นตอนปกติ แต่ถ้ายื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา อาจมีการทุเลาบังคับคดีได้ ส่วนคดีอาญาพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้จงใจยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ เพราะเชื่อมั่นโอนให้ลูกแล้ว จึงยื่นสิ่งที่เหลือ แต่เมื่อศาลตัดสินว่าการโอนไปให้ลูกไม่ใช่การโอนเหมือนกับลูกเป็นนอมินี เป็นผู้ถือหุ้นแทน ตรงนี้กระทบต่อหลักกฎหมายความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนา คือ เมื่อใครก็ตามที่ต้องการทำนิติกรรมหนึ่งนิติกรรมใด เป็นความศักดิ์สิทธิ์ของคู่กรณีที่จะทำสัญญานั้น โดยปกติศาลไม่น่าจะมีอำนาจไปพิพากษาหรือไปเพิกถอนนิติกรรมนั้น โดยอ้างว่าเป็นนิติกรรมอำพราง โดยหลักประเทศที่พัฒนาแล้วจะตัดสินออกมาแบบนี้ ซึ่งเราไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ศาลตัดสินออกมา คิดว่าไม่ถูกต้องตามข้อกฎหมาย ความเป็นธรรม และข้อเท็จจริง สิ่งเหล่านี้จะนำหยิบยกขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ต่อไป
เมื่อถามว่ากรมสรรพากรได้อายัดทรัพย์สินในส่วนที่เหลือทั้งหมดของพ.ต.ท.ทักษิณ นายนพดลตอบว่านายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง ขมีขมันเหลือเกิน เตรียมล้างท้องพระคลังที่จะรอเงินส่วนนี้ นอกจากขมีขมันเรื่องกู้เงินแล้ว ยังรอสมหล่นอีกต่างหาก เรื่องภาษีคงต้องไปพิจารณาต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร แต่ตนตั้งข้อสังเกตว่าเวลาจะยึดหรืออายัดทรัพย์ก็บอกเป็นทรัพย์สินของพ่อ แต่พอจะเก็บภาษีก็บอกเป็นทรัพย์ของลูก ถือเป็นความเหลือมล้ำกันอยู่ ทีมทนายความจะพิจารณาต่อไป ซึ่งเราเป็นฝ่ายที่บริสุทธิ์ใจ แต่ใครจะไปหาเรื่องอะไรเพิ่มเติมหรือหาช่องอะไรในคำพิพากษา แต่ยื่นยันว่าครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณสุจริต รวยแล้วเลยมาเล่นการเมืองเพื่อทำงานให้ประเทศชาติ ส่วนคนอื่นจะใช้ประโยชน์จากคำพิพากษาอย่างไรต้องรอดู แต่ทีมทนายพร้อมต่อสู้และปกป้องพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว
นายนพดลกล่าว่า การตัดสินคดีระบบศาลไทยใช้เสียข้างมากเป็นหลัก แต่ไม่รู้ว่าเสียงที่ตัดสินเป็นอย่างไร แต่เป็นการดีที่จะรูประเด็นว่าศาลตัดสินเสียงข้างมาเท่าไหร่ในแต่ละประเด็น อย่างน้อยประชาชนจะได้ทราบว่าเสียงข้างมากข้างน้อยมีเท่าไหร่ แต่ในทางกฎหมายไม่สามารถไปเพิกถอนคำพิพากษาได้ ถ้าคำตัดสินออกมา 5 ต่อ 4 ก็จะต่างจาก 8 ต่อ 1 ผู้สื่อข่าวถามว่า จะนำประเด็นรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549ไปฟ้องศาลโลกหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่าทุกอย่างร้อยเป็นเรื่องเดียวกันตั้งแต่ต้น ในข้อต่อสู้ของทีมทนายความไม่ยอมรับการยึดอำนาจ ไม่ยอมรับการแต่งตั้งคตส. ถือว่าไม่เป็นธรรมกับหลักนิติธรรม หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อทางนิติธรรมต้นน้ำไม่ชอบ สิ่งที่มาปลายน้ำก็ไม่ชอบ ความยุติธรรมต้องการเกิดขึ้น เช่น แต่งตั้งนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคตส. ที่เคยออกหนังสือโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณมาตัดสินคดี ก็ต้องตัดสินในทางตรงกันข้ามอยู่แล้ว คงไม่ตัดสินเป็นบวกต่อพ.ต.ท.ทักษิณ นายแก้วสรรมีความชัดเจนเป็นปฏิปักษ์ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ยังไม่เป็นธรรม เราจะต่อสู้ในทุกคดี ที่ไม่ใช่คดีปกติ แต่มีกลิ่นอายทางการเมืองอยู่มากที่เกิดขึ้นหลังยึดอำนาจ และผู้ยึดอำนาจกระเหี้ยนกระหือรือที่จะยึดอำนาจจึงทำการยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ
“เรื่องนี้ไม่ใช่หนังเรื่องสั้น แต่เป็นละครชีวิตยาว และยังไม่จบ ดังคำภาษอังกฤษที่ว่า it not over until is over คือ มันยังไม่จบจนกว่ามันจะจบ วันนี้มันยังไม่จบ เพราะความยุติธรรมยังไม่ได้รับ จึงต้องแสวงหาต่อไป”นายนภดลกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้ที่จะถอดถอนองค์คณะ 9 ท่าน นายนพดลกล่าว่าขณะนี้ทีมทนายความยังไม่ได้เตรียมถึงขั้นนั้น ต้องให้ทีมทนายความไปศึกษาก่อนว่าจะสามารถถอดถอนในช่วงทางใดได้ เพราะหากมีการถอดถอนจะต้องพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายนพดล ได้อ่านคำแถลงการณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กรณีศาลฏีกามีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 46,373 ล้านบาท โดยสรุปว่า ขอยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองในการปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้ครอบครัว และไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติ แต่มีความร่ำรวยมาก่อนที่จะเป็นนักการเมือง จึงรู้สึกคล้ายกับว่าครอบครัวของตนถูกปล้นทรัพย์ ขอบคุณคนเสื้อแดงที่และตนจะต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย และความเป็นธรรมตามแนวทางสันติ



