ข่าว

ปชป.แนะ5กลุ่มในสังคมศึกษาคำตัดสินคดี

ปชป.แนะ5กลุ่มในสังคมศึกษาคำตัดสินคดี

27 ก.พ. 2553

“วอร์รูมปชป.” ชี้ 3 แนวทางหลัง “ศาลฯ” วินิจฉัย “คดี 7.6 หมื่นล้านแนะ 5 กลุ่ม ในสังคมร่วมศึกษาคำตัดสินคดีป้องกันวินาศกรรมทางการเมือง เย้ยเพื่อไทยยื่นญัตติซักฟอกต้องทำตัวให้พร้อมเป็น รัฐบาลเพื่อเป็นทางเลือกทางการเมือง

(27ก.พ.) นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า คณะทำงานปฏิบัติการเพื่อประเมินสถานการณ์การเมือง (วอร์รูม) ได้หารือกันตลอดทั้งวัน โดยวิเคราะห์ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐบางส่วน ว่า เรื่องนี้ส่งผลใน 3 เรื่อง 1.รักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการ และกระบวนการยุติธรรมของไทย ทั้งในและต่างประเทศ ในการที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการพิจารณาได้ยึดหลักมาตรฐานสากล ทั้งในเรื่องอรรถคดี เหตุผลประกอบ และการวินิจฉัย ที่ยึดหลักนิติธรรมโดยเคร่งครัด  2. คำวินิจฉัยนั้นก็ได้สร้างความยอมรับในตรรกกะและเหตุผล จากประชาชนส่วนต่าง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นก็อาจมีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลาย แต่คำวินิจฉัยก็ได้คำนึงถึงหลักความถูกต้อง และสามารถที่จะสร้างความเข้าใจ ที่อยู่บนพื้นฐานหลักยุติธรรมให้กับประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศได้

  3. คือ การพิจารณาและวินิจฉัยก็ได้สถิตไว้ซึ่งความยุติธรรม และได้ให้ความเป็นธรรมแก่พ.ต.ท.ทักษิณ ในการคืนทรัพย์สินที่ได้มาก่อนเข้าสู่การเมือง โดยถือว่าได้มาโดยสุจริต ทางพรรคเห็นว่ากระบวนการพิจารณาทั้งสิ้นได้มีส่วนสำคัญในการสร้างบรรทัดฐานให้กับนักการเมืองทุกคน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่จะถือคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติในการที่จะไม่เอาผลประโยชน์ส่วนตัวและของพวกพ้องเข้ามาข้องเกี่ยวกับการใช้อำนาจที่ได้มาจากปวงชนชาวไทยในทางการเมือง

 พรรคยืนยันแนวทางให้ทุกฝ่ายร่วมกันให้ความเคารพกระบวนการยุติธรรมและการวินิจฉัย ไม่สร้างแรงกดดันทั้งต่อศาลและสังคมโดยการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะการเริ่มศึกษาคำวินิจฉัยโดยไม่นำไปบิดเบือนหรือขยายผลเพื่อหวังสร้างความแตกแยก หรือขยายผลเพื่อหวังสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองนั้น ก็จะเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศชาติได้เรียนรู้จากกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้สังคมสามารถหลุดพ้นจากภาวะวิกฤติได้

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมาในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจทางการเมือง แต่ในส่วนของพ.ต.ท.ทักษิณเอง สิ่งที่สังคมหวาดวิตกว่าจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายรุนแรง ในระหว่างการอ่านคำพิพากษาเช่นเดียวกับเหตุการณ์เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีในระดับหนึ่ง ที่ไม่เกิดเหตุการณ์การจลาจลเหตุรุนแรงในบ้านเมือง ในขณะเดียวกันพรรคคิดว่าภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมก็มีบทบาทสำคัญในขณะนี้ในการที่จะมีส่วนร่วมกันใช้โอกาสในการที่กระบวนการยุติธรรมทำงานเพื่อผลักดันให้ประเทศชาติให้เดินหน้าหลุดพ้นจากวิกฤติ และประคองบ้านเมืองต่อไป

 พรรคอยากจะเรียนไปยังกลุ่มสังคมทั้ง 5 กลุ่มที่จะมีบทบาทร่วมกัน คือ 1. ประชาชนในวงกว้าง ควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเข้าใจ โดยผู้ที่มีความรู้ทั้งนักวิชาการ ผู้นำองค์กรชุมชน ท้องถิ่น หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นทนายความ อัยการ หรือผู้พิพากษา ก็สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในสังคมร่วมกัน เพื่อศึกษาและไตร่ตรองรายละเอียดจากคำพิพากษา ในขณะเดียวกันความเข้าใจก็จะเป็นภูมิคุ้มกันที่จะไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นในสังคม ซึ่งพรรคมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะฝักใฝ่การเมืองด้านใดก็ปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ

 2.ในส่วนของรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ขอสนับสนุนแนวทางการเปิดโอกาสให้ประชาชน สามารถแสดงความเห็นตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญได้ โดยการแสดงออกโดยการชุมนุม หรือการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ก้าวล่วง หรือละเมิดต่ออำนาจหรือศาลยุติธรรม และสนับสนุนแนวทางที่รัฐบาลได้ยึดหลักในการดำเนินการกับกลุ่มบุคคลส่วนน้อยที่ใช้แนวทางที่ผิดกฎหมาย หรือปลุกระดมเพื่อสร้างความเข้าใจผิดโดยเด็ดขาด ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่ารัฐบาลจะป้องกันไม่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายหรือการวินาศกรรมเกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมือง

 3.ในส่วนของนักการเมืองอยากให้นักการเมืองทุกพรรคและนักการเมืองทุกคนได้ร่วมกันนำความขัดแย้งทางการเมือง เข้าสู่กระบวนการรัฐสภาทั้งการตรวจสอบถ่วงดุลย์การทำงานของรัฐโดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงการร่วมปรึกษาหารือเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม ที่ประสบภาวะวิกฤตจากการเมืองและนักการเมืองในอดีต วันนี้อยากให้ร่วมมือร่วมใจกันเป็นทางออกให้กับปัญหา เพื่อจะป้องกันไม่ให้ความแตกแยกนำสู่การเผชิญหน้าและความรุนแรงขึ้นในสังคม แต่มาร่วมกันทำให้ระบบประชาธิปไตยและประเทศเดินหน้าได้

 4.กลุ่มมวลชนทางการเมืองต่าง ๆ อยากให้ใช้สิทธิในขอบเขต โดยไม่ใช้การปลุกระดมเพื่อสร้างความเป็นปฏิปักษ์ ความเกลียดชัง และความแตกแยกขึ้นระหว่างกลุ่มคนไทยด้วยกันเอง หรือระหว่างคนไทยกับสถาบันที่อยู่นอกเหนือความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งรวมถึงสถาบันตุลาการ สถาบันองคมนตรี และการรักษาสถาบันสูงสุดของชาติไม่ให้ถูกดึงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอีกต่อไป

  5.ตัวพ.ต.ท.ทักษิณ เอง ซึ่งในวันนี้นั้นแม้ว่าส่วนตัวท่านจะไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับกระบวนการตัดสิน ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะว่าเป็นการพิจารณาคดีที่ท่านไม่ได้รับสารภาพ แต่ความเป็นธรรมที่ท่านได้รับกลับคืนมานั้น ก็ถือว่าเป็นแนวปฏิบัติสำคัญในการที่ท่านจะให้โอกาสในกระบวนการยุติธรรม ในการให้ความเป็นธรรมกับท่านในคดีอื่น ๆ ที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณา โดยถือว่าในขณะนี้หากกระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุดหยุดลงนั้น ท่านก็ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่แม้ว่าท่านจะไม่เห็นด้วย แต่การไม่สั่งการให้มีการชุมนุมและเกิดความรุนแรงขึ้นนั้นก็ทำให้สังคมไม่อยู่ในภาวะความหวาดกลัว จึงอยากให้รักษาแนวอันนี้ต่อไปในอนาคตที่จะถึงนี้ เมื่อคดีอื่น ๆ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่พรรคเพื่อไทยระบุการตัดสินคดียึดทรัพย์มีเบื้องหลัง นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า พรรคอยากให้ทุกฝ่ายได้วิเคราะห์เหตุผลของคำวินิจฉัย แต่การก้าวล่วงถึงความเป็นกลางของสถาบันตุลาการนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำไม่ว่าประชาชนคนธรรมดา หรือนักการเมือง เพราะการดูหมิ่นศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ก็มีผลในการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันแห่งนี้ และไม่ควรกระทำการกดดันหรือแทรกแซงหรือวิจารณ์กระบวนการ ทางพรรคอยากให้นักการเมืองทำตัวเป็นตัวอย่างให้กับประชาชนในการให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม

 ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีปฏิกิริยาไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาล ถือว่าเป็นการนับถอยหลังอายุรัฐบาลหรือไม่ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวา ในทางกลับกันการวางบรรทัดฐานโดยศาลฎีกา น่าจะมีส่วนทำให้สังคมได้ร่วมกันทำความเข้าใจที่ถูกต้อง และลดความสุ่มเสี่ยงต่อเหตุการณ์การเผชิญหน้าหรือชนวนความขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากความรุนแรงได้ และทำให้รัฐบาลมีความมั่นใจขึ้นในการแก้ปัญหาของประเทศต่อไป ซึ่งอาจจะทำให้เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ต่าง ๆ แล้วจะทำให้ทุกคนมาร่วมสมานฉันท์แล้ว ปัญหาได้รับการแก้ไข ก็อาจจะทำให้การคืนอำนาจสู่ประชาชนมีความเป็นไปได้สูงขึ้น

 ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมรับมือในการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไร นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า พรรคสนับสนุนให้กระบวนการตรวจสอบโดยรัฐสภาเดินหน้าทำงานได้อย่างเต็มที่ และทางพรรคก็มีแนวในการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อใดก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี ในการที่จะต้องเตรียมคำอธิบายหรือคำชี้แจงต่อการทำหน้าที่ ในการตรวจสอบของฝ่ายค้าน และอยากเห็นฝ่ายค้านเตรียมบุคลากร ที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้เช่นเดียวกัน ว่าการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจผู้ยื่นก็ต้องมีความพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลด้วย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็พร้อมสร้างความมั่นใจในกระบวนการของสภา และประชาชนมีความมั่นใจว่าการเมืองมีทางเลือก ในกรณีที่เกิดทางตันขึ้นมาว่าก็ยังมีพรรคการเมืองและบุคคลากรที่พร้อมเป็นรัฐบาลต่อไป