
'พ.ท.'จวกยึดทรัพย์ผลรัฐประหาร19กย.
'เพื่อไทย'แถลงอัดคำพิพากษายึดทรัพย์ผลพวงรัฐประหาร19ก.พ."บิ๊กจิ๋ว" ชี้จุดสูงสุด 2 มาตรฐานตามแผนอำมาตย์ปูดมีคนที่ใครก็ตอบไม่ได้ว่าคือใครชักใยเบื้องหลัง ลั่นพร้อมทวงคืนปชต.อย่างแท้จริงด้วยสันติวิธี "อภิวันท์"จวกยึดทรัพย์ตามแผนบันได4ขั้นของคมช.
(27ก.พ.) ที่อาคารบีบีดี บลิวดิ้ง ที่ทำพรรคเพื่อไทย แกนนำและส.ส.ของพรรค อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯและส.ส.นนทบุรี พร้อมส.ส.เกือบ 30 คน ได้หารือถึงแนวทางที่จะออกแถลงการณ์หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ห้องประชุมชั้น 11 ภายหลังการหารือกว่า 1 ชั่วโมง ทั้งหมดได้ลงมาแถลงข่าวที่บริเวณห้องโถง ท่ามกลางคนรักพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่บางส่วนสวมเสื้อแดง บางส่วนแต่งชุดดำ กว่า 20 คนมาค่อยให้กำลังใจ
โดยนายยงยุทธ อ่านแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยต่อกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวว่า คดี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวนั้น เป็นผลพวงของการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 และทำลายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จากนั้นใช้อำนาจเผด็จการแต่งตั้งคตส. ที่ประกอบไปด้วยคณะบุคคลที่เป็นปฎิปักษ์ต่อพ.ต.ท.ทักษิณขึ้นมาตรวจสอบพ.ต.ท.ทักษิณกับพวก และมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว
นายยงยุทธกล่าวว่า ถือเป็นการใช้อำนาจเผด็จการสืบสวน ตรวจสอบ อายัดทรัพย์สิน ที่เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการกลั่นแกล้ง เลือกปฎิบัติ และลุแก่อำนาจ จุดเริ่มต้นของคดีนี้จึงมีที่มาจากการรัฐประหารยึดอำนาจ ที่ขัดกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและขัดหลักนิติธรรมเมื่อกระบวนการมิชอบตั้งแต่ต้น กระบวนการพิจารณาภายหลังตามมาจึงมิชอบ พรรคเพื่อไทยขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะทรัพย์สิน ที่ถูกยึดนั้นพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวได้ทำมาหากินด้วยน้ำพักน้ำแรง ด้วยความสุจริต และมีอยู่ก่อนเป็นนักการเมือง ยิ่งกว่านั้น ทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นของลูก ๆ และครอบครัว ที่ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกทั้งยังเป็นการปฎิบัติตามกฎหมายที่บังคับใช้ การตัดสินล้วนเป็นผลพวงของการทำลายล้างพ.ต.ท.ทักษิณและฝ่ายประชาธิปไตยอย่างไม่ลดละ ตั้งแต่การลอบสังหาร การยึดอำนาจ การยุบพรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน มาถึงการยึดทรัพย์ของลูกๆและครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณ
นายยงยุทธกล่าวด้วยว่า เราเห็นว่าประเทศไทยต้องมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และต้องมีความยุติธรรม การตัดสินคดีความในศาลนั้น ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย สามารถอธิบายเหตุและผลให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่การตัดสินคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว อาจสร้างความเคลือบแคลงสงสัยในกระบวนการและผลการตัดสิน จนมีการวิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสังคมว่าพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ไม่ได้รับความยุติธรรมของไทยและภาพลักษณ์ของประเทศ ชาวโลกสงสัยว่าประเทศไทยยังมีหลักนิติธรรมและระบบกฎหมายหรือไม่ ดังนั้นขอเรียกร้องว่า แม้จะเกิดความอยุติธรรมอย่างร้ายแรงกับพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ก็ขอให้พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม ยึดมั่นในแนวทางสันติ อย่าใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา เพราะจะไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศไทย อันเป็นที่รักของพวกเราทุกคนในระยะยาว เราขอย้ำว่า ปัญหาบ้านเมือง คือการไม่มีความเป็นประชาธิปไตยและการขาดความยุติธรรม เราจะทำหน้าที่ในฐานะพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภาเพื่อทำให้ประเทศไทย ของเรามีสองสิ่งให้ได้โดยเร็ว ดังนั้นขอวิงวอนให้พี่น้องที่รักความเป็นธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคเท่าเทียม กันในเร็ววัน
ขณะที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กล่าวว่า เมื่อคืนนี้(26 ก.พ.) พวกเราทุกคนคงได้ยิน และได้เห็นความรู้สึกของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯของพวกเรา คงได้รับทราบชัดเจนถึงความรู้สึกของท่านที่มีต่อคำตัดสิน อยากจะสรุปว่าท่านเคารพคำตัดสินของคณะผู้พิพากษาชัดเจน พวกเราคงจะเห็นว่าท่านกล่าวคำขอโทษ และแน่นอนที่สุดท่านขอโทษต่อคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ และบุตรของท่าน
นอกจากนั้นท่านยังกล่าวคำขอโทษต่อคณะผู้พิพากษาที่ทำให้ท่านผู้พิพากษามีความยากลำบากใจพอสมควรในการตัดสินคดี นี้คือสิ่งที่ตนและพวกเราเห็นพ้องกันว่าท่านให้ความเคารพและก็เข้าใจในกระบวนการตัดสิน แต่สิ่งที่พวกเราได้ฟังอย่างชัดเจน และบางท่านอาจมีความรู้สึกว่าภายร่มเงากระบวนการตัดสินยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ยังมีอิทธิพลเหลืออยู่ข้างหลังต่อการตัดสินของคณะท่านผู้พิพากษา
พล.อ.ชวลิตกล่าวอีกว่า พวกเราเคารพต่อคำตัดสิน เคารพต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศของเราแน่นอนที่สุด ในส่วนตัวของผมมีความรู้สึกว่าคณะผู้พิพากษาท่านยอมรับในอำนาจของกระบวนการรัฐประหาร ที่มีมาตั้งแต่19 ก.ย. 2549 พวกเราคงจำได้เมื่อปี 2535 รสช.ยึดนาจ มีคตส.คือพล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ เป็นประธานฯ พวกเราคงจำได้ว่ากระบวนการตัดสินหรือท่านผู้พิพากษาตัดสินยกฟ้อง เพราะไม่ยอมรับอำนาจของกระบวนการรัฐประหารในยุคนั้น ก็ไม่เป็นไร เป็นสิ่งที่ศาลจำเป็นต้องกระทำอย่างนั้น เราเข้าใจ ผมมีความรู้สึกว่าอีกหลาย ๆ เรื่องกำลังจะเกิดขึ้น ขอเพียงว่าพี่น้องคนไทยทุกคนเราอยากจะเห็นความบริสุทธิ์ยุติธรรม วันนี้มีสิ่งหนึ่งที่อยู่ภายในใจของคนไทยทุกคนก็ยังตอบกันไม่ได้ ที่ว่ามีคนบางคนหรือใครบางคนที่อยู่เบื้องหลัง และชักใยทำให้สถานการณ์ในบ้าน ในเมืองของเรา เลวร้าย เหมือนอย่างทุกวันนี้ ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าคือใคร (หัวเราะ) และกำลังทำอะไรอยู่
พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า แต่สิ่งที่พี่น้องคนไทยมีความรู้สึกอย่างชัดเจนก็คือว่า ความยุติธรรมในสังคมกำลังหมดไป เราพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใน 2 ลักษณะที่แตกกต่างกัน หรือที่เราเรียกกันว่า 2 มาตรฐาน และสิ่งนี้ทุกคนยอมรับว่าแรงผลักดันที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมของเรา ซึ่งเป็นสังคมแห่งความไม่ยุติธรรมมานานแล้ว 78 ปีที่เราเฝ้ารอสิ่งนี้อยู่ เพราะฉะนั้นอำนาจเป็นของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ท่านที่เคารพคงจะเข้าใจว่าวันนี้เราพูดกันถึงเรื่องอำนาเผด็จการ เผด็จการกันอยู่ตลอดเวลา และทุกคนก็มุ่งหวังที่อยากจะให้อำนาจเป็นของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง จุดยืนของพรรคชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงเราสนับสนุนแนวทางสันติวิธี และปฎิเสธความรุนแรงทุกวิถีทาง แต่เราขอร้องทุกภาคส่วนในสังคมของเรา แน่นอนที่สุดวันนี้กระบวนการหลาย ๆ กระบวนการไม่เกิดจากพรรคเพื่อไทย หรือกระบวนการเสื้อแดงเท่านั้น และหลายกระบวนการกำลังก่อตัวขึ้นและกำลังเคลื่อนไหวกันอย่างมาก เพราะว่าระดับแห่งมาตร 2 มาตรฐานขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว
พล.อ.ชวลิตกล่าวอีกว่า ขอยืนยันกับพี่น้องที่เคารพอีกครั้งหนึ่ง ให้เข้าใจถึงจุดยืนของพวกเราว่าจะยึดมั่นในแนวทางสันติที่จะเปลี่ยนแปลงให้อำนาจเป็นของพี่น้องประชาชนให้ได้อย่างแท้จริง หรือที่เราเรียกการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของรัฐเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องทำให้พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับสั่งมาชัดเจนว่าพระองค์ท่านมีพระประสงค์ที่จะให้อำนาจของพระองค์ท่านเป็นของประชาชน พรรคเพื่อไทยจะทำทุกอย่างเพื่อให้พระราชปณิธานขององค์พระมหากษัตริย์ในบรมราชจักรีวงศ์นั้นเกิดเป็นจริงให้จงได้ นั่นคือความรู้สึกของผม
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่บอกว่ามีคนชักใยอยู่เบื้องหลังไม่ทราบว่าเป็นใคร พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า เดี๋ยวรีวายให้ฟังใหม่ ผมไม่ได้พูด แต่มีความเชื่อถือกันว่ามีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งพวกเราก็ไม่ทราบว่าคือใคร ต้องพยายามช่วยกันดู ผมมีความรู้สึกว่าบางท่านได้ไปเอ่ยนามของท่านบางท่าน ซึ่งผมยังไม่ใคร่ที่อยากจะเชื่อในเรื่องนั้น เพราะว่าตลอดชีวิตมาผมคิดว่าผมรู้จักคนหลาย ๆ คน แม้กระทั่งคนที่ท่านเอ่ยนามกันมาก็หลายคน ผมก็รู้จัก มีความใกล้ชิดพอสมควร ทำงานให้พอสมควร ผมได้ทราบว่าบุคคลที่พวกเราชอบพูดถึงมากพิเศษ ในการรัฐประหาร จริงเท็จผมไม่ทราบ นี่คือสิ่งที่ผมได้รับทราบว่า อาจจะเป็นความจริงหรือไม่จริง หรือเป็นการซ่อนเร้น ซ่อนความรู้สึกก็ได้
เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือความรู้สึก ผมพูดให้คนในบ้านในเมืองในวันนี้ ถ้าเราอยากจะแก้ต้องทำตรงนี้ให้ชัดเจน ว่ามันมีหรือไม่มีอย่างไร บางครั้งพวกเราเรื่องใหญ่จะเสียท่าเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆ มีคนชอบมาเป่าหูพูดจาอะไรต่าง ๆ แล้วก็ฟังกัน อันนี้น่ากลัวมาก ลักษณะอย่างนี้ เราไม่อยากที่จะเห็น ไม่อยากที่จะฝากอนาคตของชาติของพวกเราที่สำคัญเหลือเกิน พวกเรามีความปรารถนาร่วมกันที่อยากจะให้ชาติบ้านเมืองของพวกเราสงบสุขเสียที และก้าวไปข้างหน้าไปสู่ความยิ่งใหญ่ เหมือนที่เราเคยยิ่งใหญ่ในอดีต ผมว่าต้องมาช่วยกันในเรื่องนี้ จัดการให้เรื่องนี้ชัดเจนให้จงได้
เมื่อถามาว่าหากต้องการจัดการให้เรื่องนี้ชัดเจนพรรคเพื่อไทยจะมีแนวทางอย่างไร พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า คงจะต้องช่วยกัน พรรคเพื่อไทยเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เรามีคนไม่มากนัก มีสมาชิกก็ 40-50 ล้านคน เดี๋ยวจะหาว่าคุย ก็อยากจะให้พวกเราได้ช่วยกัน และก็ใจต้องเปิด อย่าไปฟังข้อมูลหรือข่าวสารอะไร วิเคราะห์ให้ดีว่าคน ๆ นี้ หรือคน ๆนั้น มีประสบการณ์ และมีการทำงานต่าง ๆ มาอย่างไร อยู่ในฐานะอะไร จะประพฤติอย่างนั้นหรือ ทำนองนั้นเป็นต้น ต้องช่วยกัน สรุปแล้วคือต้องรอบคอบ ช่วยกันดู เมื่อถามว่าหากต้องการทำให้กระจ่างในเรื่องนี้พร้อมที่จะสนับสนุนคนเสื้อแดงหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ทุกวิถีทาง เป็นภาระหน้าที่ของเราที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคมอยู่แล้ว แต่วันนี้ผู้คนในแผ่นดินเชื่อจริง ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อคืนนี้(27 ก.พ.)ไฟไหม้โทรศัพท์ โทรกันเข้ามาเยอะรับไม่ไหว สงสารจริง ๆ
เมื่อถามว่าการที่จะนำพ.ต.ท.ทักษิณกลับมาพรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องไปร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า อย่าว่าแต่พ.ต.ท.ทักษิณเลย ใครก็ได้ที่เป็นคนไทย และได้รับความไม่ยุติธรรม และได้รับความเจ็บปวดในชีวิต ต้องเสียทุกอย่าง ต้องเหนื่อยยากทุกอย่าง ผมว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยที่ต้องพาบุคคลคนนั้น ที่เป็นคนไทยเป็นสายเลือด และต้องกลับมา และเอาความยุติธรรมมาสู่สังคมเราให้ได้ นี่เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่พวกเราเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวทางการต่อสู้ยึดหลักสันติสุขจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า แนวทางสันติไม่ได้หมายความว่าจะไม่เฮฮา ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่เรียบร้อย ถือธูปเทียน ไมใช่อย่างนั้น แนวทางสันติคือแนวทางที่ไม่ใช้กำลัง ในการที่จะไปทำภารกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเราเมื่อถามว่าสถานการณ์ต่อจากนี้จะมีความรุนแรงขั้นนองเลือดหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า เป็นความลับ
เมื่อถามว่าบุคคลที่ชักใยใช่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี หรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า อย่าไปพูดถึงท่านอย่างนั้นเลย เดี๋ยวท่านจะเสียหาย
ด้านพ.อ.อภิวันท์ วิริยชัย กล่าวว่า มีความเห็นใน 3 ประเด็น คือ 1.ตนและสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจต่อการพิจารณาตัดสินคดียึดทรัพย์ เพราะทราบกันดีว่าเป็นหนึ่งในแผนบันไดสี่ขั้นของคณะรัฐประหารที่เตรียมจะทำลายพรรคไทยรักไทย ทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสนับสนุนให้พรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้เป็นรัฐบาล ภายใต้ร่มเงาของอำมาตยาธิปไตย
2. สิ่งที่น่าห่วงใยต่อประเทศของเราคือคณะผู้ตัดสินพูดเสมือนว่าการกระทำการใดๆ ของคณะรัฐประหารนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ชอบธรรม และรวมถึงกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากการรัฐประหารนั้นเป็นเรื่องที่ชอบธรรม ขอเรียนอย่างนี้ว่าไม่มีประเทศใดในโลกที่เป็นประเทศใดที่เจริญแล้วที่กระบวนยุติธรรมรับรองความชอบธรรมให้กับคณะรัฐประหาร มีประเทศไทยประเทศเดียว เป็นที่น่าเสียใจ เราจะถูกสังคมโลกประณาม เป็นเรื่องที่จะพิจารณากันให้หนักแน่น
พ.อ.อภิวันท์กล่าวว่า 3. เชื่อมั่นว่าขณะนี้ต่างชาติแทบทุกชาติรู้ว่าบ้านเมืองของเราไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ทั้งสิ้น รูปแบบเป็นเผด็จการซ่อนรูปภายใต้การปกครองของในระบอบประชาธิปไตย เพราะพวกเราทุกคนขอเรียกร้องผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาลได้กรุณารีบคืนความเป็นประชาธิปไตยภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่แท้จริง คืนกลับมาให้พี่น้องประชาชนโดยเร็ว แล้วเมื่อนั้นสังคมจะเดินไปด้วยความสงบสุข สันติ
เมื่อถามว่าหากยอมรับคำตัดสินทำไมไม่ลืมแล้วเดินหน้าต่อไป พ.อ.อภิวันท์ตอบว่า ได้เรียนว่าเราไม่ให้ความสนใจ เพราะว่าเป็นเรื่องต่อเนื่องตามแผนบันไดสี่ขั้นของคณะคมช. เมื่อถามว่าการตัดสินคดีจะมีผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่ พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนเข้าใจพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี ว่าเราทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ดังนั้นเชื่อมั่นจะไม่กระทบต่อเสียงของการเลือกตั้งแต่อย่างใด เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นทางบวกมากกว่าทางลบ
เมื่อถามว่าแนวทางการต่อสู้ของพรรคเพื่อไทยตรงกับกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่ พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ต้องเข้าใจอย่างนี้ การดำเนินการของพรรคการเมืองเป็นเรื่องของพรรคการเมือง ส่วนการดำเนินงานของกลุ่มมวลชนไม่ว่ากลุ่มใด ๆก็เป็นเรื่องของภาคประชาชน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่เราก็สนับสนวิธีทางที่เป็นการดำเนินการอย่างสันติวิธี ยืนยันว่าเป็นสันติวิธีแน่นอน
ต่อข้อถามที่ว่าแต่มีแกนนำกลุ่มเสื้อแดงเป็นส.ส.ของพรรคเพื่อไทย พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า เหมือนกับที่สมาชิกพรรคการเมืองบางพรรคไปร่วมพันธมิตรในการปิดล้อมสนามบิน เป็นเรื่องธรรมดา อันนั้นก็ไปแสดงออกในส่วนของภาคประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราไปบังคับเขาไม่ได้ บังคับความคิดเขาไม่ได้
เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณเคยพูดว่าหากยึดทรัพย์บ้านเมืองวุ่นวายแน่นอน ตรงนี้จะตีความอย่างไรว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ผมคิดว่าสังคมมันก็จะพัฒนาไปตามสถานการณ์ที่เป็นการวิเคราะห์จากประวัติศาสตร์ ซึ่งประวัติศาสตร์ก็จะสอนอนาคต ผมถึงพูดเสมอว่าเมื่อประวัติศาสตร์เดินมาถึงจุด ๆหนึ่งก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นเมื่อเราทราบก็จะต้องหาทางแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่อบ้านเมือง



