ข่าว

พิพากษายึดทรัพย์แม้วหุ้นไทยไม่สะเทือนบวก4จุด

พิพากษายึดทรัพย์แม้วหุ้นไทยไม่สะเทือนบวก4จุด

26 ก.พ. 2553

นักลงทุนมั่นใจไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ส่วนต่างชาติเชื่อ "ทักษิณ" ไร้ช่องทางสู้ แต่ยังผวาเสื้อแดงชุมนุม 14 มี.ค.

 บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ แม้จะมีปัจจัยเรื่องการอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์กว่า 7.6 หมื่นล้าน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว เป็นแรงกดดัน แต่ยังมีแรงซื้อเข้ามาทำให้ดัชนีหุ้นไทยปิดการซื้อขายในแดนบวก โดยปิดที่ระดับ 721.37 จุด เพิ่มขึ้น 4.27 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 19,704.70 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ 1,170.69 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 459.79 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 286.82 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศขายสุทธิ 1,343.66 ล้านบาท

 นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากนักลงทุนประเมินแล้วว่าไม่น่าจะมีอะไรรุนแรง ประกอบกับมีความต้องการเข้าซื้อหุ้นและรอมานาน แต่ราคาหุ้นก็ไม่ปรับลดลงจึงเข้าช้อนซื้อ เนื่องจากมีหลายปัจจัยบวกเข้ามาในช่วงนี้ด้วย ทั้งเรื่องมาบตาพุด ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศออกมาดีขึ้น และมีการจ่ายเงินปันผลที่ดี อีกทั้งยังคลายความวิตกกังวลต่ออัตราดอกเบี้ยสหรัฐ

 กลุ่มนักลงทุนที่เข้าซื้อสุทธิในช่วงนี้คือนักลงทุนต่างชาติ โดยตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทแล้ว ขณะที่รายย่อยขายสุทธิออกมา ซึ่งได้แนะนำมาอย่างต่อเนื่องว่าในช่วงความไม่แน่นอนทางการเมืองนั้น ควรดูที่ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเกี่ยวกับตัวธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย ขณะเดียวกัน การส่งออกขณะนี้ฟื้นตัวชัดเจนตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น และธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ในหมวดอาหาร ของกินของใช้ ที่คนมีความจำเป็นต้องใช้

 “อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในครั้งนี้ยังมองว่าเป็นระยะสั้น ที่นักลงทุนเชื่อว่าช่วงนี้จะไม่มีเหตุการณ์ใดรุนแรงเกิดขึ้น และรอดูไปจนกว่าจะมีการนัดชุมนุมใหญ่กันอีกครั้งในช่วงวันที่ 14 มีนาคมนี้“ นายพิชัยกล่าว

 สอดคล้องกับ นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องนั้นมีปัจจัยหนุนมาจากเรื่องผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และการจ่ายเงินปันผล ส่วนเรื่องการเมืองนั้นตลาดเชื่อว่าจะไม่มีความรุนแรงใดเกิดขึ้นไปถึงสัปดาห์หน้า หรือวันนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 มีนาคม อีกทั้งยังได้รับการยืนยันจากแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นในช่วงนี้

 “ตลาดประเมินว่าการเมืองไทยน่าจะยืดเยื้อมากกว่าจะมีความรุนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อ แต่เหตุผลหลักก็คือเรื่องผลประกอบการและการจ่ายเงินปันผล โดยพบว่านักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความวิตกกังวลอยู่บ้างกับการชุมนุมในวันที่ 14 มีนาคม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะต้องติดตาม ดังนั้น การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นอาจจะยังมองว่าเป็นระยะสั้นที่ช่วงนี้ไม่น่าจะมีอะไร” นายสุกิจกล่าว

 ส่วนทิศทางในสัปดาห์หน้า มองว่าดัชนีปรับตัวขึ้นได้อีกเล็กน้อย เพราะยังไม่มีปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้นที่จะเข้ามาหนุนตลาดให้ปรับขึ้นไปอีกได้ ขณะที่การขึ้นมารอบนี้รับกับข่าวการจ่ายเงินปันผล ซึ่งดัชนีขึ้นมาแล้ว 5% ใกล้เคียงกับอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 3-4% จึงมองว่าดัชนียืนอยู่ที่ระดับ 720 จุดและจากนั้นจะแกว่งตัวในกรอบแคบๆ ต่อไป

 ด้าน น.ส.มยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงสนับสนุนจากเม็ดเงินไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติที่ส่งสัญญาณซื้อเข้ามาในช่วงนี้ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ขณะเดียวกันด้านปัจจัยการเมืองภายในประเทศ กรณีการอ่านคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็เป็นไปอย่างสงบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

 ส่วน นายจักรกริช เจริญเมธาชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยสามารถปรับตัวขึ้นได้ ทั้งที่มีการตัดสินคดี ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ที่ประเมินว่า แม้จะมีการตัดสินยึดทรัพย์ทั้งหมดจริง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณคงจะไม่มีทางต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้คืนทรัพย์สินได้ ขณะเดียวกันการตัดสินคดีในครั้งนี้จะยังเป็นการแสดงถึง เสถียรภาพของรัฐบาลและศาลด้วย จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติค่อนข้างมั่นใจว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุนในระยะกลาง

 “นักลงทุนต่างชาติเข้ามาโดยหวังที่จะลงทุนในระยะกลาง ประมาณ 1 เดือน ซึ่งดูแล้วนักลงทุนต่างชาติเห็นว่าประเด็นนี้น่าจะจบ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณคงจะไม่มีทางต่อสู้ได้ เลยเข้ามาลงทุน ขณะที่นักลงทุนไทยเองมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะจบง่ายๆ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่ยอม แม้จะยึดส่วนหนึ่งหรือยึดทั้งหมดก็ตาม จึงยังมีแรงกดดันการลงทุนอยู่บ้าง” นายจักรกริชกล่าว