ข่าว

ทักษิณถูกยึดทรัพย์จ้อขอเป็นเหยื่อคนสุดท้าย

ทักษิณถูกยึดทรัพย์จ้อขอเป็นเหยื่อคนสุดท้าย

26 ก.พ. 2553

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผ่านทีวีสภาประชาชนหลังจากศาลฎีกาได้พิพากษาว่า ต้องยอมรับเป็นการเมืองสุดๆ ใจดำด้วย

ที่ใส่เสื้อสีดำก็เพื่อไว้ทุกข์ที่ไม่เชื่ออดีตภรรยาและลูก กฎหมาย4-5ปีที่ผ่านมานี้เป็นเหมือนติต่าง ขอโทษผู้พิพากษาที่มีอุดการณ์ที่ต้องการมาจัดการคนเช่นตน เพราะตนจะเป็นเหยื่อคนสุดท้ายแล้ว และขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงต่อไปเพื่อประชาธิปไตยอย่างสันติ และนักธุรกิจอย่าได้เข้ามาเล่นการเมืองเลยเพราะอาจจะยึดทรัพย์เช่นตนได้

 "หากผมโกงจริงขอให้มีอันเป็นไปใน 3 วัน 7 วัน เราท่านประหารเราชอบ เราไม่ผิดดาบนั้นคืนสนอง วันนี้ผมไม่ได้รับความไม่ยุติธรรมสุดๆ" พ.ต.ท.ทักษิณ

ขั้นตอนบังคับคดีหลังศาลสั่งยึดทรัพย์"ทักษิณ"

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคดีที่อัยการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกตินั้น  เมื่อศาลมีคำสั่งหรือมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ต้องบังคับคดีตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2543 ข้อ 38 ที่กำหนดว่า การบังคับคดีอาญาให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่วนการบังคับคดีแพ่งให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

 ทั้งนี้วรรคสองของข้อกำหนดดังกล่าวกำหนดว่า ให้ผู้พิพากษาประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา มีอำนาจออกหมาย หรือคำสั่งใด ๆ ตามที่เห็นสมควรเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล

  ซึ่งวิธีการปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าว เมื่อศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินที่ร้องขอตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ศาลก็จะออกหมายบังคับคดีให้เจ้าของทรัพย์สิน ส่งมอบทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครอง 

 ส่วนกรณีที่เงินหรือทรัพย์สินนั้น อยู่ในความครอบครองของ "สถาบันการเงิน" ก็จะส่งหมายไปยังสถาบันการเงินนั้นส่งมอบให้ โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ ติดตามยึดทรัพย์สินตามคำพิพากษาของศาล

 สำหรับคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินของพ.ต.ท. ทักษิณ ที่เป็นเงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผล  จำนวน 46,373 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน และให้คืนเงินที่เป็นราคาหุ้นเดิมจำนวน 30,247 ล้านบาท

 อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของนายพานทองแท้ ชินวัตรและ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ตามคำสั่งของ คตส. เพื่อนำไปชำระภาษีอากรค้างให้กับกรมสรรพากรจำนวน 12,000 ล้านบาท

 ดังนั้นเงินที่ พ.ต.ท. ทักษิณ   จะได้คืนจริงๆ ประมาณ 18,247 ล้านบาทเท่านั้น

 นอกจากนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติ เกี่ยวกับการบังคับตามคำพิพากษา ในมาตรา 271 ว่า" ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี ไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี สามารถร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้ภายใน 10 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา"

  ผลพวงจากคดียึดทรัพย์

 เนื่องจากคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปในทางมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กับกิจการต่างๆ จึงทำให้มีน้ำหนักในทางคดีต่อคดีที่อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้และศาลฯได้สั่ง "พักคดี"เหล่านั้นไว้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ หลบหนีคดี และเป็นคดีอาญามีโทษจำคุกทั้งสิ้น

 ซึ่งมีคดีดังต่อไปนี้

 1.คดีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ - ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท

 คดีนี้อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว , เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น  เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,152,157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ,100 ,122  ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้สั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวเนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ หลบหนีคดี

 2. คดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์)ปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลพม่า  

  คดีนี้ คตส. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการดูแลกิจการเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และมาตรา 157

 กรณีที่มีการอนุมัติเงินกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยให้แก่รัฐบาลพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดซื้ออุปกรณ์กิจการโทรคมนาคมจากบริษัทในเครือ ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ซึ่งคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้จำหน่ายคดีชั่วคราวไว้ก่อนเนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ หลบหนีคดี

 นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังจะถูก ป.ป.ช. ดำเนินคดีฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สินอีกด้วย เนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีนี้ ได้ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ปกปิดหุ้นชินคอร์ปฯ โดยให้ "คนอื่น"หรือ "นอมินี" ถือหุ้นแทนตน

 ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนเรื่องกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.อันเป็นเท็จ   เปิดเผยว่า อนุกรรมการอยู่ระหว่างรอผลการตัดสินคดียึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากคดีดังกล่าวมีบางส่วนเกี่ยวข้องกับการ "ซุกหุ้น"อยู่ด้วย ซึ่งหากศาลฎีกาตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดจริง คณะอนุกรรมการฯก็จะทำหนังสือขอพยานหลักฐานบางส่วนจากศาล โดยเฉพาะหลักฐานจากต่างประเทศ เช่น ธนาคารยูบีเอส เอจี ประเทศสิงคโปร์ เพราะคณะอนุกรรมการไม่มีอำนาจขอเอกสารจากต่างประเทศแต่ศาลมี รวมถึงคำพิพากษาศาล มาประกอบพยานหลักฐานที่รวบรวมไว้แล้วเพื่อสรุปก่อนส่งที่ประชุมป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาว่าจะชี้มูลความผิดหรือไม่

 สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.รวม 9 ครั้ง ทั้งช่วงเข้ารับตำแหน่ง ออกจากตำแหน่ง และออกจากตำแหน่งครบ 1 ปี นับแต่เข้ารับตำแหน่งรองนายกฯในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ,เข้ารับตำแหน่งนายกฯสมัยแรก และเข้ารับตำแหน่งนายกฯสมัยสอง

 สำหรับโทษการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.เป็นเท็จ นอกจากโทษตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ยังมีโทษทางอาญาคือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 119