ข่าว

เซียนการเมือง "ชินวรณ์" ฟันธงเป็นไปไม่ได้นายกฯ ยุบสภา ก่อนกม.ลูกแล้วเสร็จ

เซียนการเมือง "ชินวรณ์" ฟันธงเป็นไปไม่ได้นายกฯ ยุบสภา ก่อนกม.ลูกแล้วเสร็จ
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ วิเคราะห์การเมืองร้อนปี 2565 ทุบโต๊ะเปรี้ยง เป็นไปไม่ได้ยุบสภาก่อนกฎหมายลูกประกาศใช้ เผย นายกฯไม่โง่ทำขนาดนั้น

 

5 ม.ค. 2565  เป็นอีกหนึ่งผู้คร่ำหวอดในวงการเมือ "ชินวรณ์  บุณยเกียรติ" ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช รองประธานวิปรัฐบาล  ได้วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองปี2565 ร้อน จะมียุบสภา-ปฏิวัติซ้อนจริงหรือไม่

 

ทั้งนี้ นายชินวรณ์  ระบุว่า  จากการวิเคราะห์ของนักวิชาการ 10 ประการ  การเมืองในปี 2565  นั้น ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการ และใช้ความรู้สึกส่วนตัวและมีอคติ  ตลอดถึงเป็นการด้อยค่าระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาด้วย ดังนั้นจึงขอวิเคราะห์ในฐานะนักการเมืองที่มีประสบการณ์จริงและอยู่ในวงในการเมืองดังนี้  

 

1. รัฐบาลอยู่ในช่วงแก้วิกฤติของประเทศทั้งวิกฤติโรคระบาดโควิด 19 วิกฤติเศรษฐกิจ และวิกฤติการเมือง  ความนิยมจึงขึ้นลงตามสถานการณ์  แต่วันนี้มีผลงานที่คนจับต้องได้เช่นกัน เช่นโรคระบาดโควิด 19 ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีน 100 ล้านโด้ส  เศรษฐกิจกระทบกับโรคระบาดโควิดแต่การเยียวยาก็ข่วยเหลือประชาขนเฉพาะหน้าทุกกลุ่มตั้งแต่แรงงานจนถึงนักเรียนทุกระดับ โดยเฉพาะการประกันรายได้เกษตรกร  การเมืองมีทั้งเชิงโครงสร้างและความขัดแย้งทางความคิด แต่รัฐบาลก็รักษาความมั่นคงเพื่อสร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง  

 

2. การใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาหลักของประเทศ การได้ความนิยมหรือไม่อยู่ที่ความพึงพอใจของประชาชน แต่นายกรัฐมนตรียังไม่มีข้อกล่าวหาในเรื่องทุจริต ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ยังไม่มีหลักฐานเด็ดที่จะจัดการคณะรัฐมนตรีได้

 

3. การทำหน้าที่ของ ส.ส. เน้นเรื่องพื้นที่จริงและมีส่วนทำให้สภาล่มซึ่งเป็นภาพลบของสภาผู้แทนราษฎร  แต่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้  ประธานรัฐสภาสามารถคุมเกมส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีวาระพิเศษประชุมมากที่สุด ทั้งที่อยู่ในช่วงโรคระบาดโควิด 19  

 

4. การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล แต่มีข้อจำกัดในกับดักมาตรา256 จึงไม่สามารถให้มีการตั้ง สสร.เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้  การแก้เป็นรายมาตราและข้อเสนอของภาคประชาชนยังไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา  การแก้ไขมาตรา 83 และ 91 ถือว่าเป็นความสำเร็จในการเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งเป็นแบบบัตร 2 ใบ  ประชาชนมีเสรีภาพที่จะเลือกได้ทั้งคนที่รักและพรรคที่ชอบ ทำให้อิทธิพลการซื้อเสียงลดลง พรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้น  การมโนว่าพรรคใดจะได้ประโยชน์เป็นความคิดที่ดูถูกประชาชน หรือฝังใจที่แพ้การเลือกตั้ง  และการเลือกแบบบัตรบัญชีรายชื่อจะไม่มีแลนด์สไลด์เพราะคิดจากฐาน 100  ทุกพรรคมีโอกาสเพราะข้อจำกัดของพรรคเล็กถูกยกเลิกไปแล้ว เช่นคะแนนขั้นต่ำหรือต้องส่งเขตเลือกตั้ง 100 เขต เป็นต้น  ปัญหาจึงอยู่ที่ กกต.จะต้องจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม  ผลการเลือกตั้งจึงเป็นที่ยอมรับของประชาชน 

 

5.  การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ในการเลิกอำนาจ สว.  เป็นความพยายามของเกือบทุกพรรคการเมือง  แต่ไม่ผ่านเสียงกับดัก 1 ใน 3 ของ สว. ที่ต้องเห็นด้วย  แต่ในบทเฉพาะกาล  สว. ชุดนี้ก็จะหมดอำนาจนี้ในปี 2566  จึงไม่จำเป็นต้องยุบสภาเพื่อหนีการแก้ไขในเรื่องนี้อีก  และตามหลักสากล  สว. ก็ไม่ควรมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี 

 

6.  ข้อ 6 ข้อ 7 ที่วิเคราะห์บทบาทของพรรคการเมือง เกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจเป็นการวิเคราะห์ในมุมแคบเกินไป  เพราะสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  หลักคิดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป  จึงอยู่ที่ประชาชนจะเลือกให้ประเทศเดินไปในทิศทางใดระหว่างแนวความคิดยึดคืนอำนาจกับสืบทอดอำนาจ  เพราะการตัดสินใจของประชาชนจะอยู่บนคำถามการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ  การแก้รัฐธรรมนูญและความคิดการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หลักคิดใดนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองมากกว่ากัน

 

8. การยุบสภาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจริง แต่การยุบสภาเป็นอำนาจนายกรัฐมนตรี จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความขัดแย้งในสภาที่เกียวกับกฏหมายสำคัญหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ  ที่นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจว่าควรจะคืนอำนาจให้ประชาชนร่วมตัดสินใจโดยผ่านการเลือกตั้งหรือไม่ และส่วนใหญ่หากมีการยุบสภานายกรัฐมนตรีก็จะไม่มีโอกาสกลับมาอีก  การวิเคราะห์ว่าจะยุบสภาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565  จึงยังไม่มีข้อมูลสนับสนุน  ที่สำคัญหากยุบสภาก่อนกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2565  จึงเป็นการผูกคอตายทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่ใช่ภาววิสัยของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ยกเว้นโง่เท่านั้น

 

9.  ประเด็นครบ 8 ปี เป็นประเด็นทางการเมือง  ไม่ใช่เป็นประเด็นทางวิชาการและหลักกฏหมาย  ความธำรงอยู่ของนายกรัฐมนตรีจึงไม่สามารถสร้างกระแสจากเรื่องนี้ได้  แต่ระยะเวลา 8 ปีเป็นเรื่องความรู้สึกของประชาชนว่าเบื่อหรือไม่  หลักสากลจึงกำหนดให้มีการเลือกตั้งเป็นวาระ ๆ ละ 4 ปี  ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน หรือความรู้สึกของนายกรัฐมนตรีเองว่าผมพอแล้วหรือไม่เท่านั้น 

 

10. การวิเคราะห์เรื่องรัฐประหารหรือเรื่องรัฐประหาญซ้อนเป็นความไม่รับผิดชอบของผู้วิเคราะห์ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อสายตาชาวโลกและนักลงทุน การรัฐประหารในทางการเมืองไม่ต้องวิเคราะห์ เพราะนักการเมืองที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่สุจริตไม่มีใครเห็นด้วย และการรัฐประหารหากไม่สำเร็จก็จะเป็นกบฏ หากสำเร็จแต่ประชาชนไม่พึงพอใจก็จะกลายเป็นทรราช

logoline