ข่าว

รัฐจัดรายการ'เดินหน้าสู่ความยุติธรรม'ช่อง11วันนี้

รัฐจัดรายการ'เดินหน้าสู่ความยุติธรรม'ช่อง11วันนี้

26 ก.พ. 2553

รัฐจัดรายการพิเศษ“เดินหน้าสู่ความยุติธรรม”ออกช่อง 11 เที่ยงนี้ ยันไม่ได้ทำเพราะรู้ผลล่วงหน้า สั่งโฆษกรัฐบาล-กต.เตรียมแจงสื่อต่างชาติถ้าเจอ ตปท.รายงานข่าวเพี้ยน ระบุ สถานการณ์ถึงขั้นที่อาจมีการเผา แต่ยังไม่รู้เป้าหมายที่ชัดเจน

(26ก.พ.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการที่รัฐบาลจะจัดรายการพิเศษที่จะเชิญนักวิชาการและนักกฎหมายมาพูด คุยเกี่ยวกับการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ดูเหมือนรัฐบาลรู้ผลล่วงหน้าแล้ว ว่า ไม่มีการรู้ผลล่วงหน้า โดยไม่ว่าจะคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดียึดทรัพย์ จะออกมาเป็นอย่างไร จะยึดทรัพย์ทั้งหมด ยึดบางส่วน หรือไม่ยึดเลย ก็ยังมีการจัดรายการดังกล่าวอยู่ เพราะคดีนี้เป็นคดีสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน

 ที่สำคัญมีประเด็นรายละเอียดของคดีมาก และเข้าใจว่ามีคนพยายามใช้ผลของคดีนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขในการปลุกระดมให้มีความเคลื่อนไหวต่อ เนื่องจาก การอ่านคำพิพากษาใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน ซึ่งคงมีคนจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจฟังครบทุกประเด็น อีกทั้งยังเป็นการใช้ภาษากฎหมายที่มีความซับซ้อน ประชาชนจึงมีความเข้าใจน้อย ดังนั้น จำเป็นต้องมีการชี้แจงด้วยการจัดรายการที่ชื่อว่า “เดินหน้าสู่ความยุติธรรม” ในเวลาประมาณ 12.00 น.ก่อนที่ศาลฯจะอ่านคำพิพากษาประมาณ 1 ชั่วโมง

 โดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมรายการ เช่น อัยการสูงสุด ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ คตส. นายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงนายเจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และส.ว.บางส่วน มาร่วมสนทนา จากนั้นจะเป็นการถ่ายทอดสดการอ่านคำพิพากษา และเมื่อการพิพากษาของศาลฯเสร็จสิ้น ผู้ร่วมรายการจะแสดงความคิดเห็นในทางกฎหมายเกี่ยวกับคำพิพากษา เพื่อทำความเข้าใจกับคนที่ติดตามข่าวการตัดสินของศาลฯ จึงไม่มีเรื่องเดาผลในเรื่องนี้

 นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงและอยากจะเตือน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีการพูดผ่านระบบวีดีโอ ลิงค์ เข้ามาเป็นระยะๆแล้วจะมีสื่อมวลชนส่วนหนึ่งไปรายงานข่าว ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะไม่เคย มี คดีใดที่ในเวลาที่ศาลกำลังอ่านคำพิพากษา จำเลยจะออกมาพูดในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจตรงข้ามกับสิ่งที่ศาล กำลังดำเนินการอยู่ และน่าจะกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ตนจึงขอเตือนผู้ที่รายงานข่าวให้ระวังการละเมิดอำนาจศาล ถ้าใครดำเนินการอะไร คงเป็นความรับผิดชอบของคนคนนั้นเอง นอกจากนี้ เราระมัดระวังเรื่องการรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศ จึงมีการมอบหมายให้นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมแผนการชี้แจงต่อสื่อต่างประเทศถ้าปรากฏข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสื่อ ต่างประเทศในทำนองที่สร้างความเสียหายให้กับกระบวนการยุติธรรมของไทย

 รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีหลายคนเป็นห่วงความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นหลังการตัดสินคดีในคืนนี้ โดยฝ่ายข่าวได้ประเมินว่าอาจมีเหตุการณ์ที่บางฝ่ายพยายามจะสร้างขึ้น ถ้าคำพิพากษาไม่ออกไปในทางที่ตัวเองมุ่งหวัง ก็จะมีการออกมาแสดงปฏิกิริยาบางอย่าง ซึ่งห่วงว่าจะมีมือที่ 3 ฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ให้วุ่นวายมากขึ้น คล้ายๆกับการยิงระเบิดเอ็ม- 79 หรือ การลอบวางระเบิดภายในบริเวณศาลฎีกา ซึ่งอาจนำไปสู่การล้มรัฐบาลหรือการได้ประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ขณะที่ในส่วนของกลุ่มคนเสื้อแดงที่แกนนำออกมาพูดหลายครั้งว่าถ้าจะเกิดอะไร ขึ้นในคืนนี้ ไม่เกี่ยวกับกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งตนคิดว่ายิ่งเขาพูดเรื่องนี้ยิ่งน่าสงสัยว่ากำลังคิดทำอะไรกันอยู่ แต่ฝ่ายความมั่นคงจับตาดูเรื่องนี้มาตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา และมีการประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว สำหรับสื่อต่างจังหวัดของกรมประชาสัมพันธ์ได้รายงานเรื่องนี้เข้ามาให้ทราบเป็นระยะๆ และคงติดตามดูตลอดหลังจากที่ศาลฯอ่านคำพิพากษาแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าใครสงสัยว่าจะมีเหตุผิดปกติใดๆในกรุงเทพฯและเขตปริมณฑล ขอให้แจ้งมาที่หมายเลขโทรศัพท์ 1555 ซึ่งเจ้าหน้าที่พร้อมออกไปดูแลทันทีภายใน 15 นาที ขณะที่ในต่างจังหวัดนั้น กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลแล้ว

 เมื่อถามว่าความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นนั้น จะเป็นถึงขั้นไหน นายสาิตย์ กล่าวว่า เป็นห่วงว่าจะสร้างสถานการณ์ถึงขั้นที่อาจมีการเผา แต่เรายังไม่ทราบเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงสถานการณ์ในรูปแบบอื่นๆ เช่น มีคนจำนวนไม่มากออกมาชุมนุม แต่มีคนไปสร้างสถานการณ์ให้เกิดความตื่นตระหนกตกใจ เป็นต้น ส่วนจำนวนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงนั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.)เคยระบุก่อนหน้านี้ว่าในกรุงเทพฯ มี 10 จุด แต่ในต่างจังหวัดต้องเฝ้าระวังตามศาลากลางจังหวัดและสถานีของสื่อของรัฐที่ได้มีจัดเฝ้าเวรยามไว้